พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่94 หมากกระดานนี้ อนุหลิวคือตัวเอก! (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่94 หมากกระดานนี้ อนุหลิวคือตัวเอก! (2)
บทที่94 หมากกระดานนี้ อนุหลิวคือตัวเอก! (2)
เมิ่งชินรุ่ยนั้นกลัดกลุ้มจนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว! เขารู้สึกราวถูกจับร่างขึ้นไปวางไว้บนกองไฟให้เผาทั้งเป็น!
นอกจากบุตรชายคนโตกับคนรองแล้ว บุตรชายคนอื่นๆของเขาล้วนยังเป็นเพียงเด็กเยาว์วัยทั้งสิ้น
บุตรชายคนโต เมิ่งจิ่งหง – ถูกเลี้ยงดูอบรมเพื่อให้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น จึงเป็นคนสุภาพนุ่มนวล เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและวิสัยทัศน์กว้างไกล ในภายภาคหน้าย่อมจะต้องกลายมาเป็นเสาหลักของราชสำนักอย่างแน่นอน ทว่าในสนามรบนั้น ดาบกระบี่ไร้ตา จิ่งหงเองก็มิได้มีวิชายุทธ์ติดกาย หากส่งเขาไปสนามรบ มิเท่ากับว่าส่งเขาไปตายหรอกหรือ?!
ส่วนบุตรชายคนรอง เมิ่งจิ่งหมิง นับว่าเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นทั้งบู๊ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีใจกล้าแกร่งแต่ก็ละเอียดรอบคอบ นับว่าสามารถส่งเข้าสู่สนามรบได้
แต่ทว่าเรื่องสำคัญนั้นอยู่ที่… เวลานี้จิ่งหมิงได้หายสาบสูญไปเสียแล้ว!
ครั้นเมื่อนึกถึงการหายตัวไปของเมิ่งจิ่งหมิงขึ้นมาได้ สายตาของเมิ่งชินรุ่ยก็พลันหม่นทมิฬลงในพริบตา เดิมทีฮูหยินเมิ่งยืนกรานหนักแน่นว่าเมิ่งจิ่งหมิงเป็นผู้พา ‘เมิ่งหนานอี้’ หนีตามกันไป เรื่องนี้ย่อมไม่มีทางเป็นเพียงคำกล่าวลอยๆอย่างแน่นอน! การหายตัวไปของเมิ่งจิ่งหมิง จะต้องมีอันใดเกี่ยวพันกับเมิ่งหนานอี้เป็นแน่!
แต่แล้วจะให้เขาไล่สาวหาความอย่างไรเล่า? เรื่องหนีตามกันไปเช่นนั้น ไม่มีทางที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำได้อีกเด็ดขาด!
หนทางเบื้องหน้าล้วนเป็นทางตัน เมิ่งชินรุ่ยเพียงรู้สึกว่ามีเพลิงอัปรีย์สายหนึ่งพุ่งพล่านขึ้นตรงสู่ขมับทั้งสองข้าง
เมิ่งจิ่งหมิง… บุตรชายเพียงคนเดียวของจวนจงหย่งโหว ที่ยังพอจะสามารถเชิดหน้าชูตาได้ ทั้งยังสามารถออกศึกเข่นฆ่าศัตรูในสนามรบได้ด้วย บัดนี้เขาหายไปอยู่ที่ใดกันแน่?
จวนโหวกว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่อาจส่งชายฉกรรจ์สักคนออกนำรบตามพระบัญชาได้! คำว่า ‘จงหย่ง’ เพียงอักษรสองตัวบนป้ายหน้าจวน บัดนี้กลับกลายเป็นเรื่องน่าขันใหญ่หลวงนัก! ยามนี้ เขาแทบจะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะระคนสมน้ำหน้า จากเหล่าสหายขุนนางอยู่เลือนรางแล้ว!
ขณะที่เขากำลังหงุดหงิดโมโหจนแทบอยากจะคว่ำโต๊ะตำราตรงหน้าอยู่นั้น เสียงกังวานใสแต่มุ่งมั่นของอิสตรีนางหนึ่งก็เปล่งดังมาจากนอกประตู
“ท่านพ่อ ลูก ซีโจว มาขอพบเจ้าค่ะ”
ปรากฏว่าผู้ที่มาก็คือเมิ่งซีโจว!
เมิ่งชินรุ่ยกดข่มโทสะในอกไว้แน่น เอ่ยเสียงขรึมตอบกลับไปว่า
“เข้ามาได้”
เมิ่งชินรุ่ยนั่งลง เขาหวังจะอาศัยโอกาสนี้พูดคุยกับนาง จึงค่อยๆระงับอารมณ์หงุดหงิดขุ่นเคืองในใจลง ทว่าขณะเดียวกันก็พลันบังเกิดความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว เขาคิดจะฉวยโอกาสนี้เอ่ยถามถึงเรื่องของเมิ่งหนานอี้ดูสักหน่อย
บุตรีผู้นี้เฉลียวฉลาดเหนือผู้คนมาตั้งแต่วัยเยาว์ อีกทั้งเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันไปถึงเกียรติยศ ความรุ่งเรืองและความเสื่อมถอยของจวนจงหย่งโหวนี้ด้วย นางย่อมสมควรต้องยื่นมือเข้าช่วยและออกแรงสักหนึ่งส่วน
เมิ่งซีโจวค้อมกายคารวะคราหนึ่ง ก่อนจะชำเลืองมองเมิ่งชินรุ่ยเพียงปราดเดียว แล้วจึงค่อยยกกาน้ำชาขึ้นรินชาให้แก่เขา “เหตุใดท่านพ่อจึงขมวดคิ้วไม่คลายเช่นนี้เล่า หรือว่างานในราชสำนักมีความยุ่งยากอันใด?”
ความห่วงใยที่อ่อนโยนและพอเหมาะพอดีนี้ ประหนึ่งสายฝนชุ่มชื่นที่โปรยปรายลงกลางหัวใจร้อนรุ่มกระวนกระวายของเมิ่งชินรุ่ย
เขาอดที่จะแอบทอดถอนใจมิได้ — นี่ต่างหากที่สมเป็นบุตรีของเขาอย่างแท้จริง! ทั้งเฉลียวฉลาด ทั้งอ่อนโยนรู้ความ! มิหนำซ้ำยังเป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทอีกด้วย นางคือผู้ที่จะค้ำจุนวงศ์ตระกูลและจวนโหวแห่งนี้ได้ในภายหน้า!
ในที่สุด เขาก็คลายความตึงเครียดในใจลงได้บ้าง บอกเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางฟังตามตรง เริ่มตั้งแต่ที่มิอาจขัดขืนพระบัญชา ความลำบากที่ในจวนไร้ผู้เหมาะสมจะรับภารกิจนี้ ท้ายที่สุดเขาก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมาอย่างหักหน่วง ก่อนจะทอดสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังจ้องมองไปทางเมิ่งซีโจว
“…ซีโจว เจ้ามักเป็นผู้ที่มีความคิดอ่านมากว้างไกลมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเกียรติยศของจวนโหวเรา เจ้าพอจะมีอุบายอันใดบ้างหรือไม่?”
เมื่อเมิ่งซีโจวได้ยินดังนั้น ก็แสร้งทำเป็นครุ่นคิด พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างเงียบงัน
หากเป็นเช่นนั้นจริง ต่อให้เป็นตัวนางย่อมต้องกลัดกลุ้มอยู่บ้างเช่นกัน ยากจะตัดสินใจว่าจะส่งผู้ใดไปตายดี ทว่าในชาติภพก่อน ศึกครั้งนี้เป็นองค์หญิงใหญ่ที่ยื่นีกาขอออกรบด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อสร้างความดีความชอบลบล้างความผิด และมิได้มีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเลย
นั่นย่อมหมายความว่า แผนการที่จะให้ตระกูลใหญ่ทั้งหลายรวบรวมคนเพื่อออกศึกในครั้งนี้ แท้จริงแล้วมิได้ถูกดำเนินการจนสำเร็จลุล่วง
เหตุใดจึงไม่อาจดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้น่ะหรือ? แน่นอนว่าเป็นเพราะผลประโยชน์ที่พัวพันนั้นมากมายใหญ่หลวงเกินไป
ผู้ใดเล่าจะยอมส่งบุตรชายที่ตนเฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูมาด้วยสองมือไปตาย? ต่อให้เป็นบุตรอนุก็ยังมิมีผู้ใดยินยอม!
ยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้พระองค์นี้ยังทรงหลักแหลมยิ่งนัก ถึงขั้นจะตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นสายเลือดแท้จริงหรือไม่ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดหาคนมาออกศึกแทน โดยพระองค์ทรงอ้างว่า หากมิใช่สายเลือดที่แท้จริง ย่อมจะทำให้กฏระเบียบในกองทัพปั่นป่วน
ไม่ว่าจะด้วยความรักใคร่อาลัยในตัวบุตรชายของตนเอง หรือเพราะหวงแหนขนหางของตนเอง ในที่สุด ขุนนางเหล่านั้นต่างก็ต้องร่วมมือกันหยุดยั้งความคิดนี้ของฮ่องเต้จนได้
เมิ่งซีโจวเชื่อว่า ขุนนางเหล่านั้นคงจะช่วยกันจัดหาหญิงงาม ไว้เป่าหมอนคอยอยู่ข้างกายฝ่าบาทหลายคนแล้วกระมัง
มีเพียงบิดาสมองทึบของนางผู้นี้เท่านั้น ที่ทั้งไร้วาสนาในเส้นทางขุนนาง ทั้งยังไร้ซึ่งไหวพริบในการเอาตัวรอดและฉกฉวยโอกาส วันๆเอาแต่นั่งกลุ้ม กลุ้ม แล้วก็กลุ้มอยู่เช่นนี้ ทำได้เพียงหันหน้ามาถามไถ่ปรึกษาบุตรีอย่างอับจนปัญญา
แต่ช่างเถิด… เช่นนี้กลับยิ่งสมดั่งใจนาง
ยิ่งเมิ่งชินรุ่ยขมวดคิ้วเป็นกังวลเพราะเรื่องนี้มากเพียงใด แผนการครั้งนี้ของนางก็จะยิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่นมากขึ้นเท่านั้น
หลายวันมานี้ เมิ่งซีโจวได้ออกไปเดินเล่นข้างนอก และเริ่มได้ยินข่าวลือหนาหูแล้วเช่นกันว่า องค์หญิงใหญ่พ่ายศึก ทั้งยังกลายเป็นทหารหนีทัพอีกด้วย
ภายในใจของนางหาได้เชื่อเรื่องเหล่านี้ไม่ แต่ก็พลันเข้าใจได้ในทันทีว่า เหตุใดจู่ๆเมิ่งชินรุ่ยจึงหาได้ใส่ใจเรื่องที่ ‘เมิ่งหนานอี้’ เคยมีบุญคุณช่วยชีวิตองค์หญิงใหญ่ไว้อีก
แต่สิ่งสำคัญที่สุดหาใช่เรื่องนี้ไม่ หากชายแดนถูกตีจนแตก ย่อมต้องมีผู้ใดผู้หนึ่งไปเฝ้ารักษาการ ยามนี้องค์หญิงใหญ่กำลังพักรักษาตัวอยู่ ส่วนองค์รัชทายาทที่ต้องอยู่เมืองหลวง ก็เป็นเพราะฮ่องเต้ทรงประสงค์จะให้พระองค์ว่าราชการแทน
แล้วกองเพลิงที่แสนยุ่งเหยิงกองนี้… สุดท้ายจะถูกโยนไปไว้บนศีรษะผู้ใดกันเล่า?