พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 586 หลบเลี่ยง
“ฮองเฮาเพคะ!”
เสียงของพระสนมอันดังขึ้นภายในตำหนักบรรทมของฮ่องเต้
ฮองเฮากำลังป้อนชาให้ฮ่องเต้หมดพอดี พลางรับผ้าเช็ดหน้าที่
นางกำนัลส่งมาให้เช็ดใบหน้าของฮ่องเต้อย่างระมัดระวัง
“ฮองเฮาไม่ต้องเช็ดแล้วเพคะ” พระสนมอันเอ่ยอย่างร้อนใจ
นางหันไปดึงแขนเสื้อฮองเฮาที่อยู่ข้างแท่นบรรทม “เกิดเรื่องขึ้นกับ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแล้วเพคะ”
“เกิดอะไรขึ้น” ฮองเฮาเอ่ยถาม
“คนที่ตำหนักมารายงานว่าโดนวางยาพิษเข้าเพคะ” พระสนม
อันบอกด้วยหน้าซีดขาว “ตอนนั้นไทเฮาร้องห่มร้องไห้ออกมา บอ
กว่าฝ่าบาทคิดไม่ตก รู้แบบนี้เมื่อวานคงไม่พูดเรื่องเหล่านั้นไปหรอก
”
ฮองเฮาสีหน้าตกตะลึง“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่ายายเฒ่านั่นจะจิตใจโหดเหี้ยมเช่นนี้” นาง
พึมพำออกมา
“ฮองเฮา ไทเฮาเป็นคนทำจริงๆ หรือเพคะ” พระสนมอันเอ่ย
ถามเสียงสั่น
“ยามนี้นอกจากนางแล้ว ยังมีใครที่สามารถทำร้ายเด็กคนนั้น
ได้อีกล่ะ” ฮองเฮาเอ่ย เผยรอยยิ้มเหน็บแนมขึ้น “คนที่สามารถ
ทำร้ายพวกเราได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่สนิทของเราทั้งนั้น”
“เช่นนั้นฝ่าบาท…” พระสนมอันถาม
“เรื่องเมื่อวานแท้ๆ แต่เพิ่งจะมารายงานเอาตอนนี้ เห็นได้ชัด
ว่าไม่ได้อันตรายถึงชีวิต” ฮองเฮาเอ่ย ถอนหายใจนั่งลงบนแท่น
บรรทม
“แต่ว่าเป็นแบบนี้แล้ว บรรดาราชนิกุลคงจะหวาดกลัว ไม่มีใคร
กล้าเห็นด้วยกันกับฮองเฮาต่อแล้ว” พระสนมอันเอ่ยขึ้นอย่างเหมาะ
เจาะ
ฮองเฮาหัวเราะออกมายกใหญ่“นั่นมันก็ไม่แน่ บนโลกนี้ใช่ว่าจะมีแต่คนขลาดกลัวเสียหน่อย
ต้องดูกันที่ผลประโยชน์ว่าน่าดึงดูดพอหรือไม่” นางเอ่ย “ไม่มีจิ้นอัน
จวิ้นอ๋องแล้ว ทุกคนจะยิ่งมีโอกาสกว่าเดิมมิใช่หรือ”
“ยังไม่ถึงตอนจบ อะไรก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น”
ณ ตำหนักชิ่งอ๋อง ภายในห้องที่ปลดม่านลงมืดสลัวอย่าง
ชัดเจน
“ไทเฮา…”
เสียงอ่อนระโหยโรยแรงของจิ้นอันจวิ้นอ๋องดังขึ้นจากบนเตียง
“พูดเช่นนั้นหรือ”
ขันทีก้มหน้าขานรับว่าใช่
“พวกกระหม่อมยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ไทเฮาก็เอ่ยข้อสรุปนี้
ออกมาเสียก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้มหน้าบอก
นั่นนะสิ เช่นนั้นแล้วจะตามสืบมือสังหารที่วางยาพิษต่อไป
อย่างนั้นรึ
เพราะอ่อนแอเจอลมเจอแดดไม่ได้ จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นอนอยู่ใน
เงามืดลึกบนเตียงคล้ายว่าจะหัวเราะออกมา“ในเมื่อไทเฮาอยากให้ข้าเป็นเยี่ยนอี้อ๋อง ข้าก็จะทำตามที่นาง
ปรารถนาทำตามเจตนาของนาง” เขาเอ่ยขึ้น
…
“ไม่ตายอย่างนั้นรึ”
ในที่สุดข่าวคราวก็แพร่กระจายออกไปตามประตูที่เปิดออก
ของตำหนักชิ่งอ๋อง
เกาหลิงปอรู้ผลลัพธ์ตั้งแต่แรกแล้ว ยามนี้จึงทำได้เพียงเคาะ
โต๊ะไปมาด้วยความกังวล
“เป็นเช่นนี้อีกแล้ว!”
“รู้เช่นนี้แต่แรกคงไม่จับตามองแม่นางเฉิงนั่นหรอก หลี่ซื่อเสิ่น
สมควรตายไปเสีย” ชิงเค่อคนหนึ่งขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น “คิดไม่ถึงว่า
ปริมาณยาของเราเพิ่มขึ้น ฝีมือการแพทย์ของหลี่ซื่อเสิ่นผู้นี้ก็เพิ่ม
สูงขึ้นไปด้วย”
“มาพูดเรื่องนี้เอาตอนนี้จะไปมีประโยชน์อะไร” เกาหลิงปอเอ่ย“แต่ใต้เท้า แม้จิ้นอันจวิ้นอ๋องจะไม่ตาย แต่ก็ไม่ต่างจากตาย
เท่าใดนักหรอกขอรับ” ผู้ติดตามรีบเอ่ยขึ้น “ไร้ชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ชาตินี้จะลงจากเตียงได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย”
“จริงรึ” เกาหลิงปอขมวดคิ้วถาม
“ขอรับ ข้าน้อยส่งคนตามไทเฮาไปดูเองเลย” ผู้ติดตามบอก
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ…”
ในขณะที่เขากำลังพูดเบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นภาพเด็กหนุ่ม
ที่นอนอยู่บนเตียงอ่อนแอแทบจะไร้พลังชีวิตคนนั้นขึ้นมา
“อย่างนี้นี่เอง เป็นคนพิกลพิการกันไปแล้ว ไม่ว่าใครก็อย่า
ได้มาหัวเราะเยาะเย้ยชิ่งอ๋องอีก” เกาหลิงปอเอ่ย “ต่อให้ครั้งนี้เขา
ไม่ตาย หากยังกล้าเล่นตุกติกอีก ในเมื่อฆ่าเขาได้ครั้งหนึ่ง ก็ฆ่าเขา
เป็นครั้งที่สองได้เช่นกัน”
ทุกคนในห้องขานรับ
“ตอนนี้ควรจะพูดเรื่องของชิ่งอ๋องได้แล้ว” เกาหลิงปอเอ่ย ยก
เท้าจะเดินออกไป แต่นึกบางอย่างขึ้นมาได้เสียก่อน “แล้วก็จับตาดูพวกราชนิกุลเอาไว้ให้ดี ดูว่าใครยังอยากจะเป็นเยี่ยนอี้อ๋องอีก
หรือไม่”
…
หลังจากคนของไทเฮาจากไปแล้ว ตำหนักชิ่งอ๋องก็ปฏิเสธการ
เข้าเยี่ยมทุกกรณี ในที่สุดภายในห้องก็กลับมาเงียบงันอีกครั้ง
“…หมอหลวงหลี่ ท่านรีบกลับไปพักผ่อนสักหน่อยเถิด”
“ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง”
“ฝ่าบาทกินยาลูกกลอนไปแล้ว เพิ่งจะหลับไป…”
หมอหลวงหลี่เลิกม่านเปิดด้วยความระมัดระวัง พลางดึง
ผ้าห่มขึ้นมา แล้วดึงมือจิ้นอันจวิ้นอ๋องออกมาพลิกเพื่อจะจับชีพจร
ทว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับกำมือไว้แน่น
นั่นคืออะไรน่ะ
เขาหยุดมือที่วางลงบนชีพจร แล้วเคลื่อนไปหมายจะหยิบ
ออกมาดู
จิ้นอันจวิ้นอ๋องชักมือกลับไปหมอหลวงหลี่ตกใจยกใหญ่ เงยหน้าขึ้นมอง จิ้นอันจวิ้นอ๋องบน
แท่นบรรทมลืมตาขึ้น
“รบกวนฝ่าบาทให้ตกใจแล้ว” เขารีบเอ่ย ทั้งแฝงไว้ด้วยความ
ปรีดาไม่น้อย
“เจ้าช่วยข้าไว้อีกแล้ว” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย
“เพราะจวิ้นอ๋องเป็นคนดีสวรรค์จึงคุ้มครอง สวรรค์มีตานะ
พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงหลี่เอ่ยเสียงสั่นพลางยื่นมือไปอีกครั้ง “มา ให้
กระหม่อมดูชีพจรเสียหน่อยเถิด”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยื่นมือไปหา ค่อยๆ กางมือออก
หมอหลวงหลี่มองเปลือกไม้ที่เขากำเอาไว้ในมืออย่างตกตะลึง
เป็น สิ่งนี้นี่เอง…
“ไม่ ต้องรอ ต้องรอนาง…”
มือที่คว้าขอบประตูเอาไว้แน่นข้างนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้า
อีกครั้ง
หมอหลวงหลี่หลุบสายตาลง ยื่นมือไปจับชีพจร“เมื่อวานฝ่าบาทเฉียดตายถึงเพียงนั้น วันนี้ก็หยุดยาอีก ซ้ำ ยัง
ใช้เข็มปิดทางเดินลมในร่างกายอีก จะรับไหวหรือ” ขันทีที่อยู่ด้าน
ข้างเอ่ยขึ้นอย่างกังวล
“รับไม่ไหวก็ต้องรับ” นายทหารเอ่ยขึ้น “มิฉะนั้นจะยิ่งมีสิ่งที่รับ
ไม่ได้กว่านี้อีก”
หมอหลวงหลี่ชักมือกลับแล้วลุกขึ้น
ทั้ง
สองคนหยุดการสนทนาลงรีบมองไปยังเขา
“ไม่สู้ เชิญแม่นางเฉิงมาดูให้อีกดีกว่า” หมอหลวงหลี่เอ่ย
นายทหารและขันทีสีหน้าเปลี่ยนไป
“หรือว่า…” ขันทีเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ไม่ได้เป็นอะไร ไม่มีอะไรหรอก” หมอหลวงหลี่รีบโบกมือ “ก็
แค่เพื่อความมั่นใจเท่านั้น”
ทั้ง
สองคนได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา
“หากนางมั่นใจก็คงไม่ต้องลำบากหมอหลวงหลี่
อดหลับอดนอนทั้งคืนหรอก” นายทหารแค่นเสียงเอ่ย “แม้จะไม่มีนาง ฝ่าบาทก็ยังรอดชีวิตได้เหมือนกัน เจ้าอย่าได้ดูถูกตัวเอง
เกินไปหน่อยเลย”
ขันทีกระแอมขึ้น
“ให้ฝ่าบาทพักผ่อนเถิด” เขาบอกพลางโค้งให้จิ้นอันจวิ้นอ๋อง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องซุกหลบอยู่ภายในเตียงมองไม่เห็นสีหน้าที่แจ่ม
ชัด
ผ้าม่านถูกปล่อยลงมาอีกครั้ง
“…เจ้าอย่าเอาแต่พูดถึงนางสิ…”
“…วิชาแพทย์ของนางเก่งกาจมากจริงๆ นะ…”
“…ต่อให้เก่งกาจมากกว่านี้แล้วอย่างไรล่ะ ต่อให้เก่งกว่านี้ก็
ไม่ใช่คนของพวกเรา! นางพูดแล้วว่าจะไม่รักษาให้ฝ่าบาท แล้ว
จะต้องเอาแต่ไปตอแยขอร้องนางทำไม! ตอนนี้ไม่มีนาง ฝ่าบาทก็
รักษาตัวให้หายดีได้เหมือนกัน”
เสียงถกเถียงกันในห้องด้านนอกดังลอดหน้าต่างเข้ามาเบาๆ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแบมือออกแล้วยกขึ้นมาอีกครั้ง สัมผัสถึงการ
ทิ่มแทงของเปลือกไม้ชิ้นนั้นกลางฝ่ามือนางบอกว่า…ไม่รักษาหรือ
“…ท่านกู้ พูดแบบนี้มันไม่ถูกนะ หากไม่มีนาง ฝ่าบาทก็คงจะ
ยังรักษาไม่หายหรอก”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกำมือแน่นอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นเพื่อจะได้ยินชัด
ขึ้นอีกหน่อย
นาง…
“…ฝีเข็มของข้าก็ร่ำเรียนมาจากนาง ตอนที่นายใหญ่เฉิน
ป่วยหนัก ข้าดูตอนนางฝังเข็มมา”
“…นั่นก็เป็นสิ่งที่เจ้าได้เรียนมา เป็นเจ้า หากพึ่งนาง ฝ่าบาทได้
ตายไปนานแล้ว”
หมอหลวงหลี่ชักสีหน้า
“ท่านกู้ เจ้าพูดแบบนี้ก็ถูก หากไม่ได้นาง ฝ่าบาทคงได้ตายไป
ตั้ง
แต่ห้าปีก่อนแล้ว” เขาเอ่ย
นายทหารกับขันทีนิ่งอึ้ง
“ช่างฝีมืออย่างเรา ให้ความสำ คัญเรื่องเคารพอาจารย์
อาจารย์ด้านการฝังเข็มก็เป็นอาจารย์ เจ้าคิดอย่างไร ข้าไม่สน แต่ทางที่ดีเจ้าอย่าได้พูดว่านางต่อหน้าข้า” หมอหลวงหลี่สะบัดแขน
เสื้อเดินจากไป
นายทหารกับขันทีสบตากัน
“ไม่ว่าอะไรก็ดีไปทุกอย่าง เสียอย่างเดียวที่หัวโบราณ”
นายทหารส่ายหน้ายิ้มเอ่ย
ขันทีลังเลครู่หนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้น เชิญแม่นางเฉิงมาดูเสียหน่อยดีหรือไม่” เขาเอ่ย
ด้วยสีหน้าเป็นห่วง “ร่างกายของฝ่าบาทครานี้โดนทำร้ายสาหัสนัก”
“นั่นนะสิ จะให้ร่างกายของฝ่าบาททรมานต่อไปแม้แต่นิดไม่ได้
แล้ว” นายทหารเอ่ย “ดังนั้น ข้าไม่กล้าเสี่ยงในเรื่องนี้เลยจริงๆ”
ขันทีเงียบไปพักหนึ่ง
“เมื่อวานแม่นางเฉิงนั่งอยู่ด้านนอกทั้งคืนเลยหรือ” เขาถาม
“ใช่ พวกองครักษ์บอกว่าตอนที่พวกเขาไปรายงานข่าวคราว
ภายในวัง จึงจะกลับไป…” นายทหารเอ่ย ยังพูดไม่ทันจบก็ได้ยิน
เสียงตุ้บดังขึ้นจากในห้องขันทีพุ่งเข้าไปด้วยฝีเท้ารวดเร็วดั่งธนู นายทหารตามเขาไป
ติดๆ เห็นสาวใช้สองคนคุกเข่าอยู่หน้าเตียง กำลังพยุงจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ที่ดิ้นรนจะลุกขึ้นมาดึงผ้าม่าน
“จะอาเจียนหรือ” ขันทีตกใจหน้าถอดสีพลางตะโกนขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหมดเรี่ยวแรงแล้ว ฟุบนอนกลับไปอีกครั้ง
“นาง นางมาหรือ” เขาเอ่ยถาม
ใครรึ
ขันทีตะลึง
“เมื่อคืนแม่นางเฉิงนางมาหรือ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องออกแรงส่ง
เสียงถามให้ดังขึ้น
นายทหารถลึงตาใส่ขันที แล้วเข้าไปค้อมกายพยักหน้า
“พ่ะย่ะค่ะ” เขาบอก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหอบหายใจแย้มยิ้มออกมา มือที่วางอยู่ข้างตัว
กำกันแน่น แล้วหุบยิ้มลงทันใด
“ข้าแค่…บอกว่ารอก่อน…นางไม่รอ…เป็นข้าที่ทำลายความ
ไว้ใจ…” เขาเอ่ย “นาง…โกรธ…หรือไม่”“ฝ่าบาท!” นายทหารเอ่ยอย่างไม่พอใจ “นางไม่ได้เชื่อ ฝ่าบาท
ย่อมไม่ได้ทำลายความไว้ใจลง”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแย้มยิ้ม
“เพ้อเจ้อ หากจะบอกว่าบนโลกใบนี้ หากยังเหลือคนที่ไว้ใจกัน
ได้สักคนอยู่ นั่นจะต้องเป็นนาง” เขาหอบหายใจเอ่ยต่อ
“ฝ่าบาท เมื่อวานขนาดนางมองยังไม่มองเลย ก็ปฏิเสธ
การรักษาท่านแล้ว” นายทหารขมวดคิ้วเอ่ย
“นางต้องมีเหตุผลที่ไม่รักษาอยู่เป็นแน่” จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบเอ่ย
ขึ้น
นายทหารถลึงตาใส่
ขันทีคุกเข่าลงข้างเตียง หยิบผ้าเช็ดหน้าที่สาวใช้ยื่นให้
มาซับเหงื่อให้จิ้นอันจวิ้นอ๋อง
การฝืนหยัดกายลุกแค่เพียงครู่และเอ่ยพูดไม่กี่คำ ทำให้
หน้าผากเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ
“เมื่อคืนพวกเจ้าให้นางเข้ามาหรือไม่” จิ้นอันจวิ้นอ๋องถาม“ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู ข้าน้อยไม่กล้าประมาทหรอก
พ่ะย่ะค่ะ เมื่อวานอันตรายเกินไป” นายทหารบอก
นางนั่งอยู่หน้าประตูทั้งคืน…
นางนั่งอยู่หน้าประตูทั้งคืน…
“ข้าอยากพบนาง” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย
“ฝ่าบาท! ในเวลาแบบนี้จะพบได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!” นายทหาร
เอ่ยอย่างร้อนรน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองเขา
“ข้าอยากพบนาง” เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยคำเดิม
…
“อะไรน่ะ”
ชายผู้หนึ่งขมวดคิ้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้านสกุลเฉิง มอง
กระดาษขาวที่แปะอยู่หน้าบ้าน ยันต์ลูกท้อสีแดงสดก็ถูกบังไป
เช่นกัน
นี่จะจัดงานศพนี่นา“เจ้าอยากพบข้าหรือ”
ชายที่ยืนอยู่บนทางเดินเห็นสตรีเดินออกมาจากในบ้านก็รีบ
คำนับให้
“ข้าน้อยเป็นคนของจิ้นอันจวิ้นอ๋องขอรับ” เขาบอกเสียงเบา
พลางเงยหน้าขึ้นอย่างอดไม่ได้ เขาไม่กล้าสบตานาง สายตา
จึงกวาดไปมองสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างแทน
สาวใช้ขอบตาบวมแดงจนน่าตกใจ ทั้งในดวงตายังคลอน้ำ
ใสอีกต่างหาก
จะจัดการงานศพจริงๆ ด้วย
ตำหนักชิ่งอ๋องถูกปิดไม่รับแขกทั้งคืน ทุกคนต่างจับตาดู
การเคลื่อนไหวของบรรดาขุนนางในราชสำ นักและทหารรักษา
พระราชวัง กลับไม่รู้ข่าวคราวอื่นเลย
“มีธุระอันใดหรือ” เฉิงเจียวเหนียงถาม
ชายผู้นั้นรีบดึงความคิดฟุ้งซ่านกลับมา แล้วคำนับให้อีกครั้ง
“ฝ่าบาทอยากพบหน้าแม่นางขอรับ” เขาบอก“ขอโทษด้วย” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “ที่บ้านมีงานศพ พ่อแม่
ผู้ใหญ่ไม่อยู่ ข้าต้องร่วมไว้ทุกข์ด้วย ไม่สะดวกรับแขก”
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง