พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 587 ข่าวลือ
ตระกูลเฉิงแห่งเจียงโจวเกิดเรื่องขึ้นอีกแล้ว
อันที่จริงเมื่อวานข่าวคราวได้แพร่สะพัดออกไปแล้ว มาวันนี้
ขนาดเด็กที่ยืนขายน้ำชาอยู่หัวสะพานยังเล่าได้อย่างออกรส
“…แม่นางจูนางนั้นดึงกริชออกมา แล้วพูดว่า หากเจ้าทรยศ
ข้าน้อยก็จะควักหัวใจของเจ้าเสีย…”
เด็กขายน้ำชากระดกนิ้วเป็นนิ้วดอกกล้วยไม้ มือถือกระบวย
เหล็กส่ายหน้าไปมาพลางเอ่ย
บรรดาผู้ชมพลันมีคนโพล่งขัดขึ้นทันที
“ไอ้หยา ผิดแล้ว เขาบอกกันว่าสาวใช้ของแม่นางจูเป็นคนฆ่า
ว่ากันว่าท่านชายตระกูลเฉิงคนนั้นจะข่มขืนแม่นางจู…”
“พอได้แล้วกระมัง ท่านชายตระกูลเฉิงจ่ายไปห้าหมื่นก้วนแล้ว
ข่มขืนอย่างนั้นรึ หลับนอนกับนางโลมทั่วทั้งหอเต๋อเซิ่งก็ยังได้เลย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที“ตอนนั้นในห้องมีแค่แม่นางจูกับท่านชายสี่นายบ่าวสองคน
พวกองครักษ์ของตระกูลเฉิงอยู่ข้างนอกกันหมด ไม่ได้เสียงโวยวาย
ผิดปกติใดๆ กันอยู่แล้ว”
“ในน้ำชาโดนวางยาพิษ คนที่ลงมือเป็นชุนหลิงสาวใช้ของ
แม่นางจู ชุนหลิงนางนี้ก็เป็นชาวเจียงโจวเช่นกัน”
“เช่นนั้นเหตุใดนางต้องฆ่าท่านชายเฉิงสี่ด้วยเล่า” นายทหาร
คนหนึ่งได้ยินถึงตรงนี้ก็ถามขึ้นอย่างห้ามใจไม่อยู่
ผู้ติดตามส่ายหน้า
“ไม่มีใครรู้ได้ เมื่อคืนแม่นางจูใช้กระโปรงแขวนคอตัวเองตาย
แล้ว ชุนหลิงถูกแม่นางเฉิงหักคอตายตรงนั้นเลย” เขาเอ่ย “คนข้าง
กายบอกว่า แม่นางเฉิงตอนนั้นก็ถามแค่คำถามเดียวด้วย”
“เจ้าเป็นคนทำใช่หรือไม่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเนิบช้า
ในจังหวะเวลาแบบนี้เสียงอันอ่อนระโหยโพล่งขึ้นมา ทำให้คน
ณ ที่นั้นพากันขนลุกเกลียวพอหันไปตามเสียง เป็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่กับ
หมอนบนที่นอน
“นางถามคำถามนี้ใช่หรือไม่” เขาเอ่ยขึ้นอีก
ผู้ติดตามจึงได้สติขึ้น พยักหน้าให้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องใบหน้าปรากฏเป็นรอยยิ้มอ่อนแรง
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทเดาถูกแล้ว นางถามประโยคนี้นี่แหละ
สาวใช้คนนั้นก็ตอบไปคำหนึ่ง จากนั้นก็…” ผู้ติดตามเอ่ยต่อ ยื่นมือ
ทำท่าหักคอ
ทุกคนในที่ไม่เคยฆ่าคนกันมาก่อน แต่ก็เคยเห็นการฆ่าฟัน
มาบ้าง ทว่ายามได้ยินดั้งนั้น สีหน้าก็พลันเหยเกขึ้นมาไม่น้อย
ทั่วไปแล้วหากหญิงนางหนึ่งเกิดคลุ้มคลั่งขึ้น ถือมีดไล่แทงคน
ไปทั่วก็เป็นเรื่องปกติ แต่ใช้มือเปล่าหักคอคน…
สยดสยองเสียยิ่งกว่าเห็นเลือดเสียอีก
“ข้าก็บอกอยู่ว่าเมื่อคืนเห็นแม่นางเฉิงนั่นแปลกๆ” มีคนหนึ่งรีบ
เอ่ยขึ้น
ทุกคนต่างมองไปยังเขา“เจ้าได้พูดรึ” มีคนถาม
นับว่าได้พูดสิ
“บนร่างของนางเปรอะเลือดเต็มไปหมก” คนผู้นั้นเอ่ยต่อ
มาจากหอเต๋อเซิ่งเลยอย่างนั้นหรือ
“เรื่องนี้ เป็นเพราะข้าใช่หรือไม่” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยอย่างเนิบ
ช้า
“ฝ่าบาทจะบอกว่าท่านชายเฉิงสี่ถูกฆ่าเป็นเพราะข่มขู่แม่นาง
เฉิงที่ไม่มารักษาให้ท่านอย่างนั้นหรือ” ท่านกู้ขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น
“ไม่เช่นนั้นแล้วจะบังเอิญเช่นนี้ได้อย่างไร” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย
“เรื่องบังเอิญบนโลกใบนี้มีถมเถไป” ท่านกู้เอ่ย “ท่านชายเฉิง
สี่นั่นไม่ระวังตัวที่หอเต๋อเซิ่ง แม่นางตระกูลเฉิงใช้เงินทอง
เป็นกอบเป็นกำเพื่อเขาโดยไม่สนใจสักนิด ล้วนเป็นเพราะแผนการ
ของแม่นางจูทั้งสิ้น โดนเอาเปรียบมากมายเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่าเขา
ย่ำยีแม่นางจูให้อับอายขายหน้าอย่างไร หากข่มขู่เขาจริง
จะผ่อนคลายเช่นนี้ได้หรือ ตอนนั้นองครักษ์ทั้งสี่ของตระกูลเฉิงก็อยู่ด้วย หากตระกูลโจวกับแม่นางเฉิงนั่นไม่ไป ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะพบ
เจ้านายตัวเองตายในเวลาใด”
พูดถึงเรื่องนี้ก็หัวเราะเย้ยหยันออกมา
“ข้าว่าไม่ได้มีคนข่มขู่ท่านชายเฉิงสี่หรอก ไม่ใช่ว่าตอนนั้นเขา
ไปไม่ได้ แต่เขาไม่อยากไปมากกว่า”
ท่านกู้เอ่ยพลางตะโกนเรียกชื่อองครักษ์คนหนึ่ง
องครักษ์เข้ามาจากด้านนอก
“เจ้าช่วยเล่าเรื่องที่เจอแม่นางเฉิงในวันนั้นที นางพูดอะไรบ้าง
ให้ฟังอีกครั้งซิ” เขาเอ่ย
“แม่นางเฉิงกับท่านชายสิบสามตระกูลฉินกำลังชมดอกไม้กัน
อยู่”
“นางบอกว่าอาการป่วยของฝ่าบาทรักษาไม่ได้ และจะไม่
มาหาฝ่าบาทด้วย ในเมื่อรักษาไม่ได้ก็ให้พวกเราไปเชิญคนอื่นมา
เสีย”
“พวกเราจะลากนางมา ท่านชายหกตระกูลโจวคนนั้นทำร้าย
ข้า”ท่านกู้มองไปยังจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“ฝ่าบาท ได้ยินหรือยัง นางอยู่กับท่านชายสิบสามตระกูลฉิน”
เขาเอ่ย ยื่นมือชี้ไปอีกด้าน
ตรงนั้นมีหีบเล็กๆ วางอยู่ เต็มไปด้วยสาส์นกราบทูลข้อราชการ
ของขุนนางกองเป็นพะเนิน
“ของพวกนี้เป็นสาส์นที่ยื่นมติไม่ไว้วางใจท่านที่ไทเฮาส่งมาให้
เผา” เขาเอ่ยต่อว่า “คนพวกนี้ สาส์นเหล่านี้ ล้วนเป็นตระกูลฉินเป็น
ผู้นำให้คนทำทั้งนั้น”
“ฝ่าบาท” เขามองจิ้นอันจวิ้นอ๋อง “ดูท่าแล้วแม่นางเฉิง
จะเลือกตระกูลฉินไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
บรรยากาศภายในห้องคล้ายหยุดชะงักและอึดอัดขึ้น
ขันทีมองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงก็อดกระแอม
ออกมาไม่ได้
“ท่านกู้ พูดมากเกินไปแล้ว” เขากระซิบเอ่ย พลางเข้าไปพยุง
จิ้นอันจวิ้นอ๋อง “ฝ่าบาทเพิ่งจะฟื้น วันนี้ก็เอาแค่นี้ก่อนเถิด”จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็คล้ายว่าจะหมดเรี่ยวแรงลงแล้ว จึงปล่อยให้
เขาพยุงลงนอน
“แล้วก็ วันนี้พวกเราไปเชิญนางมาแล้ว ผลสุดท้ายนั้น นาง
ยังคงไม่มาพบ” ท่านกู้นึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า “บอกว่าอะไร
นะ ที่บ้านมีงานศพ พ่อแม่ผู้ใหญ่ไม่อยู่ นางไม่สะดวกรับแขก”
พูดเรื่องนี้ขึ้นพลางมองคนอื่นๆ
“เห็นหรือยัง กลางวันฟ้าสดใสเชิญให้นางมาพบนางไม่มาพบ
เมื่อคืนลมแรงมืดมิดกลับโวยวายจะเข้ามา” เขาหัวเราะเสียงเย็นชา
“ดีที่ไม่ปล่อยให้นางเข้ามา ใครจะรู้ว่านางเข้ามาแล้วจะหักคอ
ฝ่าบาทด้วยหรือไม่”
“ท่านกู้!” ขันทีเรียกเสียงดัง ถลึงตาใส่เขา
“นางบอกว่าบ้านมีงานศพ พ่อแม่ผู้ใหญ่ไม่อยู่บ้าน นางไม่
สะดวกรับแขก นั่นก็คือไม่สะดวกพบ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่เงียบงัน
มาโดยตลอดเอ่ยขึ้น
ท่านกู้มองเขาพลางพยักหน้ายิ้มให้“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทพูดถูกแล้ว” เขาเอ่ย ค้อมกายคำนับ
“ฝ่าบาทรีบพักผ่อนเถิด ยามนี้ที่สำ คัญก็คือฝ่าบาทต้องรีบรักษาเนื้อ
รักษาตัวให้หาย”
คนภายในห้องต่างคำนับแล้วออกจากห้องไป ขันทีจัดเตรียม
สาวใช้ให้มารับใช้ไว้เรียบร้อย ส่วนตัวเองก็รีบตามออกไปด้วย
“…เจ้าบ่นเพ้อเจ้ออะไรน่ะ! ซ้ำ ยังมีน่ามาพูดอีกว่าเรื่องสำ คัญก็
คือฝ่าบาทต้องรีบรักษาตัว! เจ้าดูซิว่าเจ้าพูดอะไรออกมาบ้าง…”
“ที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริงทั้งนั้น”
“จะพูดความจริงก็เลือกเวลาพูดหน่อย เดิมทีฝ่าบาทก็
ไม่มีคนสนิทมากมายอยู่แล้ว…ตอนนี้…เฮ้อ…”
เสียงพูดคุยกันเบาๆ ที่มีม่านกั้นอยู่เริ่มจะไม่ได้ยินแล้ว
ตอนนี้…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้าแล้วกางออก มอง
เปลือกไม้ชิ้นนั้นที่อยู่ด้านใน ก่อนจะกำมือแล้ววางลง
หลับเถิด ที่สำ คัญตอนนี้คือรักษาตัวให้หาย จะตายไม่ได้
จะต้องมีชีวิตต่อ ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใดก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปขันทีทั้งสองเงี่ยหูฟังภายในม่าน สบตากันแล้วพยักหน้า ย่อง
เท้าถอยออกมาสองสามก้าว นั่งลงอีกด้านแล้วหลับตาพักผ่อน
ภายในห้องยามบ่ายเงียบงันดั่งยามราตรี
ณ เรือนตระกูลโจว รถม้าเคลื่อนออกจากประตูไปคันแล้วคัน
เล่าอย่างอลหม่าน โจวฝูสาวเท้าตามไป
“ท่านพ่อ!” เขาตะโกนด้วยสีหน้าเดือดดาลเหลือล้น “ตอนนี้
ใช่เวลาเดินทางหรือ”
นายใหญ่โจวเลิกม่านรถขึ้น
“ตอนนี้ยังไม่ต้องไปอีกรึ หากยังไม่ไปอีก พวกเราก็ต้องนอนอยู่
ในโลงกันแล้ว!” เขาตวาดเสียงเบา พลางยื่นมือไปชี้โจวฝู “เด็ก
เหลือขอ เจ้าไม่ไปกับพวกเราก็แล้วไปเถิด ข้าได้บอกกับแม่ทัพ
จงแล้วว่าให้รีบพาเจ้ากลับตะวันตกเฉียงเหนือ”
“ท่านพ่อ!” โจวฝูตวาดขึ้นอีกครั้ง
“แม้คนของข้าจะไปแล้ว แต่ของในบ้านพวกนี้เอย เงินเอย
เจ้าบอกให้เจียวเหนียงใช้ตามใจเสีย ทั้งหมดนี้ล้วนให้นาง มีเรื่องใดก็
ส่งจดหมายไปส่านโจว อยากจะกลับส่านโจวก็มาได้ อย่าได้เกรงใจเห็นเป็นคนนอกเด็ดขาด” นายใหญ่โจวนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบ
เอ่ยขึ้น ไม่รอให้โจวฝูพูดอะไรอีก เขาปล่อยผ้าม่านลง เร่งคนขับให้
รีบออกตัวทันที
โจวฝูจำ ต้องส่งคนเป็นพ่อออกเดินทาง เขายืนอยู่นอกประตู
มองรถม้าขบวนหนึ่งกลายเป็นจุดดำเล็กๆ อยู่ตรงขอบฟ้าแล้วจึงได้
หันหลังกลับ ทอดถอนใจพลางสะบัดแซ่ม้าอย่างแรง ม้าออกตัวควบ
วิ่งในทันที
“ดูสิ ท่านชายหกตระกูลโจวมาอีกแล้ว”
หน้าประตูบ้านตระกูลฉิน บรรดายามที่กำลังหัวเราะพูดคุยกัน
อยู่พลันเคร่งขรึมกันขึ้น องครักษ์ในประตูก็กรูกันออกมา
“ท่านชายโจว!” ผู้ดูแลที่นำหน้าเห็นโจวฝูที่หยิบธนูยาวจากร่าง
ลงมา จึงเอ่ยเรียกเสียงดัง “พวกเราเคารพท่าน แต่หากท่านพกอาวุธ
มาถึงหน้าบ้านตระกูลฉินของเรา เช่นนั้นก็อย่ามาโทษพวกเราที่จะ
ออกอาวุธบ้างเหมือนกัน”
โจวฝูมองเขา แล้วมองเรือนของตระกูลฉิน มององครักษ์หน้า
ประตูห้องที่ทำท่าเหมือนเจอศัตรูตัวฉกาจแล้วเงย“ท่านชายโจวรึ” พ่อบ้านขมวดคิ้วเอ่ยถาม
เสียงหัวเราะขอวโจวฝูยังไม่เงียบลง จู่ๆ ก็ฉีกชุดคลุมออกมา
ผืนหนึ่ง ง้างธนูด้วยความไวปานสายฟ้า
หน้าบ้านตระกูลฉินโกลาหลกันขึ้น เสียง ‘ฟุ่บ’ ดังขึ้นธนูยาวปัก
ลงบนประตู ผ้าผืนหนึ่งถูกปักอยู่บนนั้นด้วย
โจวฝูมองคนพวกนั้นอีกครั้ง แล้วหันหัวม้าจากไป ไม่หัน
กลับมามองอีก
“ออกไปเถิด”
ฉินหูโบกมือ บ่าวรับใช้รีบออกไปทันที
เห็นตรงหน้ามีผ้าผืนหนึ่งวางอยู่ รวมถึงธนูยาวดอกหนึ่ง ฉินหูก็
หัวเราะออกมา
“เจ้าหมอนี่ รู้จักฉีกเสื้อผ้ามาตัดมิตรกับเขาด้วย” เขายิ้มเอ่ย
ยื่นมือไปหยิบผ้าและธนูมา ลุกขึ้นเดินไปในห้อง
เขาเดินอย่างเชื่องช้า มือสองข้างถือผ้าผืนหนึ่งกับธนูดอกหนึ่ง
เอาไว้ ราวกับกำลังถือของล้ำค่าของโลกอยู่
ยามนี้โจวฝูเดินเข้าประตูใหญ่ของตระกูลเฉิงมาแล้วภายในลานบ้านพิธีศพได้จัดอย่างเป็นระเบียบ ฟ่านเจียงหลิน
กับหวงซื่อพากันยุ่งงานอยู่ พอเห็นเขามาหาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
สุดท้ายก็ยังให้สาวใช้ไปฉีกผ้าไว้ทุกข์มา
โจวฝูยื่นมือไปรับ เดินตรงไปด้านในโดยไม่ได้พูดอะไร
ภายในห้องของเฉิงเจียวเหนียงประตูเปิดอ้าไว้ แค่มองก็เห็น
นางนั่งอยู่ด้านใน ปั้นฉินกำลังจับมือนางพลางร้องไห้อยู่
“เหตุใดจึงไม่พันแผลสักหน่อยเล่าเจ้าคะ” นางเอ่ย “แผลลึก
ขนาดนี้”
เมื่อวานนายหญิงออกจากหอเต๋อเซิ่งก็ไม่กลับมาทั้งคืน พอ
กลับมาแล้วที่บ้านก็ยุ่งเรื่องฝังศพท่านชายเฉิงสี่ นางเองก็ร้องไห้จน
จะไม่ไหวแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้สังเกตมือของนายหญิงเลยว่า
มีแผลอยู่
เลือดได้ล้างออกไปหมดแล้ว บาดแผลผ่ากลางฝ่ามือรอยหนึ่ง
ยิ่งดูน่ากลัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“พันเอาไว้จะยิ่งหายช้า” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยบอก“แต่มันจะเป็นแผลเป็นนะเจ้าคะ” ปั้นฉินจับมือเฉิงเจียวเหนียง
ไว้พลางร้องห่มร้องไห้เหมือนฝนเท
“ไม่เป็นไรหรอก เป็นแผลเป็นก็เป็นเถอะ ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มาก
เท่าใดนัก” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยแล้วชักมือกลับ
นับดูแล้วตอนแรกก่อนจะตายธนูพุ่งมาทั่วทุกสารทิศราวกับห่า
ฝน ทิ่มแทงเหมือนเม่นย่อมเป็นรอยแผลเป็นไม่น้อยอยู่แล้ว
นางเม้มปากยิ้ม
ยิ้มอย่างนั้นรึ
โจวฝูขมวดคิ้ว สาวเท้าเดินไปหา
“งานศพของท่านชายสี่ ท่านชายใหญ่จัดการเรียบร้อยแล้ว
นายหญิงเจ้าคะ ยังมีอะไรจะสั่งหรือไม่…” ปั้นฉินเอ่ยทั้งน้ำตา
ตอนแรกหลังจากพี่น้องเขาเม่าหยวนซายตายไป นายหญิงก็
ใช้กำลังกายและสติปัญญาเพื่อกู้คืนชื่อเสียงอันถูกต้องดีงามของ
พวกเขา เรื่องที่ทำพอที่จะทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาหลงเหลืออยู่ใน
ประวัติศาสตร์ หากมีคนเอ่ยถึงสุราเม่าหยวนซานขึ้นมา เอ่ยถึงตัวอักษรงามอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ก็ย่อมเอ่ยถึงตำนานของพี่น้อง
เขาเม่าหยวนซานด้วย
ยามนี้ท่านชายเฉิงสี่ตายด้วยเงื้อมมือนางโลม ผนวกกับแม่นาง
จูผูกคอตายในคุก ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นซับซ้อนยากจะคาดเดา
มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังถูกแพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวง
นายหญิงจะต้องทวงคืนเกียรติยศให้แก่ท่านชายเฉิงสี่แน่
“เผาไปเถอะ ให้คนส่งกลับเจียงโจว แล้วก็สร้างสุสานเสื้อผ้าไว้
ในเมืองหลวงก็ได้แล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
ปั้น
ฉินมองนาง รอคอยอยู่นานก็ไม่ได้ยินว่าพูดอะไรอีก
“แค่นี้หรือเจ้าคะ” นางถาม
“อ้อ” เฉิงเจียวเหนียงนึกบางอย่างขึ้นมาได้พยักหน้าเอ่ยว่า “ที่
ป้ายไม่มีชื่อนะ”
คราแรกบนป้ายหลุมศพของพี่น้องเขาเม่าหยวนก็ไม่มีชื่อ
จนกระทั่งมลทินได้ลบล้างไป ได้รับการแต่งตั้งจึงได้ให้นายหญิงสลัก
ด้วยตัวเองดูท่าแล้วครั้งนี้ก็ต้องรอให้ท่านชายเฉิงสี่ได้ล้างแค้น ล้างมลทิน
เสียก่อนนายหญิงจึงจะสลักชื่อให้เขา
ปั้น
ฉินพยักหน้าขานรับแล้วลุกขึ้น นางคำนับให้โจวฝูพลาง
ก้มหน้าเดินออกไป
โจวฝูดึงชายอาภรณ์นั่งลงตรงระเบียงด้านนอก
“เจ้าว่ามาเถอะ ให้ทำอย่างไร” เขาเอ่ยเข้าประเด็น
จะกำจัดท่านชายฉินอย่างไรนะหรือ
ฝีเท้าปั้นฉินชะงักไปเล็กน้อย หันกลับมามองอย่างอดไม่ได้
“ว่ามาเถอะ ครั้งนี้จะกำจัดใคร” ราวกับว่ามีเด็กหนุ่มรอยยิ้ม
เต็มดวงหน้า ร่างโน้มมาด้านหน้า กระซิบเอ่ยเสียงเบา
คำพูดยังคงเหมือนเดิม แต่คนที่เคยพูดประโยคนี้ยามนี้ได้
กลายเป็นคนที่จะต้องโดนกำจัดคนนั้นแล้วหรือ