พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 591 หมั้นหมาย
“…นี่ข้าไม่ได้เป็นคนเสนอขึ้นมา…นี่เป็นความคิดที่ฝ่าบาทเป็น
คนเสนอขึ้นมาเอง”
“ข้ารึ แน่นอนว่าข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน ใครจะรู้ว่าไทเฮาจะให้
นางหักคอฝ่าบาทในคืนเข้าหอหรือไม่”
เสียงถกเถียงกันด้านนอกประตูจบลงพร้อมกับเสียงของประตู
ที่ดังขึ้น
ประตูห้องเปิดออกและปิดลง แสงสว่างส่องลอดเข้ามาสาย
หนึ่ง
หมอหลวงหลี่ยืนอยู่ภายในห้อง กลับหยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง
“หมอหลวงรึ” กลับเป็นสาวใช้เข้าไปเอ่ยถามเสียงเบาว่า “จะ
ฝังเข็มหรือว่าจับชีพจรหรือ ฝ่าบาทเพิ่งจะหลับไปเองเจ้าค่ะ”
“หลับแล้วหรือ” หมอหลวงหลี่กระซิบเอ่ย มองผ้าม่านที่ปิดอยู่
แวบหนึ่ง “ชะ…เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร รอให้ฝ่าบาทตื่นแล้วค่อยว่ากัน
ก็ได้”สาวใช้ขานรับ
หมอหลวงหลี่มองแท่นบรรทมอีกครั้ง แล้วหันหลังเดินออกไป
ช้าๆ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่อยู่บนเตียงค่อยๆ ยกมือขึ้น หมุนแผ่นไม้ชิ้น
หนึ่งไปมา
“ไทเฮา ฝ่าบาทไม่ยอมตกลงพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาอยู่ภายในตำหนัก ขันทีทอดถอนใจเอ่ยขึ้น
“ร่างกายของฝ่าบาทย่ำแย่แล้ว กลัวอย่างเดียวว่าจะทำให้
แม่นางเฉิงได้รับความไม่เป็นธรรมพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาส่งเสียงถุยออกมา
“ทำให้นางได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างนั้นรึ นางเป็นตัวอะไร
กันยังมีหน้ามากลัวความไม่เป็นธรรมอีก” นางเอ่ยอย่าง
ไม่สบอารมณ์ “คนมากมายยื้อแย่งกันจนหัวแทบแตกอยากแต่งเข้า
ราชวงศ์ ถึงนางจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ข้ายังไม่อยากให้นางแต่ง
เข้าเลย”
ขันทีพลันตกใจ เขาพูดมากไปแล้ว!“ไทเฮา ท่านไม่อาจทำตามใจได้นะพ่ะย่ะค่ะ” เขารีบบอก
“ไม่อาจให้ฝ่าบาทจากไปอย่างเดียวดายได้…ยิ่งไปกว่านั้นฝ่าบาท
รักใคร่ลึกซึ้งต่อนางเช่นนี้ด้วย”
ถูกต้อง นางผู้นี้ที่ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายนี่ จะต้องร่วมฝังไปกับจิ้นอัน
จวิ้นอ๋องด้วย
เมื่อจิ้นอันจวิ้นอ๋องล้มป่วยไม่รักษาจนตายไป สตรีนางนี้ย่อม
จะต้องตายตามไปด้วยอยู่แล้ว
“นางจะได้ชื่อว่าหญิงหม้ายพรหมจรรย์สมใจอยากเสียที”
ไทเฮาแค่นเสียงเฮอะออกมา
นึกไปถึงไหวฮุ่ยอ๋องของนางที่ตายไปแล้วยังต้องโดนคนแอบ
หัวเราะเย้ยหยันแล้ว ไทเฮาก็ยิ่งเคียดแค้นอยู่ในใจ
“ไทเฮา ท่านจะคิดเช่นนั้นไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ ชื่อเสียงของนาง ก็
เป็นชื่อเสียงของราชวงศ์เราและตัวไทเฮาเองมิใช่หรือ” ขันทีรีบยิ้ม
เอ่ยบอก พลางยกชายื่นถวายให้ “เช่นนั้น กระหม่อมไปประกาศ
ราชโองการเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮารับชามา ส่งเสียงพึมพำเพียงคำหนึ่งฝั่งตำหนักจิ้นอันจวิ้นอ๋องต่างยุ่งกันหมด บรรดาขันทีดูคนก้าว
ขึ้นบันไดเพื่อเปลี่ยนแผ่นป้ายที่ติดประตู
ปลดคำว่าตำหนักชิ่งอ๋องออก เปลี่ยนเป็นจิ้นอันสองคำนี้
“…ใต้เท้าวางใจได้ ที่นี่ล้วนบูรณะปรับปรุงเรียบร้อย
งานแต่งงานจัดทีหลังก็ลดขั้นตอนลงไปมาก…” บรรดาคนภายใน
ตำหนัก รวมถึงขุนนางศาลาว่าการพากันเอ่ยขึ้น
ขันทีภายในตำหนักขานรับ
“พูดอะไรน่ะ ข้าบอกว่าให้พวกเจ้ารีบเตรียมพร้อมให้ดี ไม่ใช่ให้
พวกเจ้าเตรียมพร้อมเพื่อลดขั้นตอนลง” เขาเลิกคิ้วเอ่ย ยื่นมือไป
ชี้หน้าพวกขุนนาง “หากไทเฮาเสียหน้า พวกเจ้ารับผิดชอบไหวรึ”
ทุกคนรีบขานรับแล้วเอ่ยรับรองกันอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่งขันทีคนหนึ่งกำลังอมยิ้มมองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นอน
อยู่บนเตียง ส่งราชโองการภายในที่อยู่ในมือไปให้
ขันทีที่อยู่ด้านข้างคุกเข่าลงรับด้วยสองมือ
“ฝ่าบาท ท่านคงได้ยินแล้ว ไทเฮารับสั่งว่า ไม่อนุญาตให้ท่าน
ก่อเรื่องวุ่นวายอีก” เขายิ้มตาหยีเอ่ย พลางทอดถอนใจออกมา “นี่เป็นเรื่องที่ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยไว้แต่แรกแล้ว งานแต่งของท่าน
ฝ่าบาทย่อมดีพระทัยมากแน่ ไม่แน่ว่าพอดีพระทัยแล้วก็อาจจะหาย
เลยก็ได้”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่อยู่บนเตียงนอนใช้ศีรษะจรดหมอนทำท่าโขก
หัว
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ย
ขันทีจึงได้ยิ้มออกมาอีกรอบ แล้วกำชับสั่งงานคนอื่นๆ
“ไทเฮารับสั่งว่า อย่างไรเสียฝ่าบาทก็ยังประชวรอยู่ พวก
เจ้าทุ่มเทเตรียมพร้อม แต่ทุกอย่างต้องรวบรัดตัดตอน ไม่อาจ
รบกวนการรักษาตัวของฝ่าบาทได้”
ทุกคนภายในห้องจรดหัวลงกับพื้นพร้อมขานรับ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง คล้าย
จมดิ่งสู่นิทรา
ณ ลานบ้านสกุลเฉิง ฟ่านเจียงหลินนำคนในครอบครัวโขก
ศีรษะรับราชโองการ“เวลาฉุกละหุกไปหน่อย ก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมากเกินไปหรอก
” ขันทีเอ่ย
“แต่สิ่งที่ควรจะเตรียมก็ต้องเตรียมนะ อย่างไรเสียก็เป็น
งานแต่งงานทั้งที” ฟ่านเจียงหลินเอ่ย “ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาผู้ใหญ่ใน
บ้านล้วนไม่ได้มา”
“ไอ้หยา” ขันทีโพล่งขึ้น
“เจียงโจวห่างไกลเพียงนี้ ไปกลับก็เดือนหนึ่งแล้ว” เขาเลิกคิ้ว
เอ่ย “อีกอย่างนี่จะโทษใครได้ ฝ่าบาททรงพูดถึงเรื่องแต่งงานตั้งนาน
แล้ว พวกเจ้าไม่รู้จักเตรียมตัวไว้หรือไร พ่อแม่รีบร้อนกันจากไป
กระทั่งลุงก็ไปแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ รีบร้อนเสีย
จนน่าแปลก”
ประโยคนี้ทำเอาฟ่านเจียงหลินใจกระตุก
“เพราะฮูหยินผู้เฒ่าที่บ้านร่างกายไม่ดี” เขารีบบอก
“ดังนั้นน่ะนะ” ขันทีเลิกคิ้ว เอ่ยเสียงแหลมว่า “เช่นนั้นยังไม่รีบ
อีกหรือ ต้องรอไว้ทุกข์สามปีก่อนหรือ”
ฟ่านเจียงหลิงก้มหน้าขานรับขันทีจึงได้พร่ำบ่นเดินจากไป ภายในลานบ้านกลับมาเงียบงัน
อีกครั้ง
ฟ่านเจียงหลินหันหลังมองคนในลานบ้าน แล้วมองหีบ
ของหมั้นที่วางอยู่ในลานบ้าน
รวบรัดตัดตอนทุกอย่างจริงๆ ด้วย ประกาศราชโองการไป
พร้อมๆ กับส่งของหมั้นมา ต่อไปก็แต่งงานได้แล้ว
แต่งงาน เป็นเรื่องสำ คัญที่สุดเรื่องที่สองในชีวิตคนเรา เขา
มองดูคนภายในลานบ้านเงียบงันไม่พูดไม่จา เห็นสีหน้าแต่ละคน
แปลกประหลาด เทียบกับชั้นวางหีบสีแดงอันใหญ่ทางด้านนั้นแล้ว
ยิ่งแปลกประหลาดอย่างชัดเจน
“เช่นนั้นก็รีบเตรียมตัวเสียหน่อยเถอะ” ฟ่านเจียงหลินเอ่ยขึ้น
ด้วยเสียงขมขื่นเล็กน้อย
ประโยคนี้ทำลายความเงียบภายในลานบ้านขึ้น ทันใดนั้น
ทุกคนก็เดินกันให้วุ่น สาวใช้พาผู้ดูแลไปเก็บของหมั้นแล้วบันทึกไว้
ฟ่านเจียงหลินจัดคนไปส่งข่าวที่เจียงโจวและส่านโจว“…ทางตะวันตกเฉียงเหนือก็ต้องส่งไปด้วยเหมือนกัน” ฟ่าน
เจียงหลินเอ่ย
ไฟภายในห้องถูกจุดขึ้น ผู้ดูแลที่นั่งล้อมวงกันกำลังจับพู่กัน
เขียนกันอยู่ยิกๆ ได้ยินเข้าก็พยักหน้า
“เขียนไว้แล้วขอรับ” เขาบอก
ฟ่านเจียงหลินที่อยู่ด้านหลังนวดหน้าผาก
“ใช้เส้นทางเดินทัพจะส่งได้เร็วกว่า” เขาบอก
“นั่นมันแน่อยู่แล้ว ว่าที่สามีเป็นถึงจวิ้นอ๋องเชียวนะ ไม่ต้องตั้ง
ใจส่งจดหมาย พวกขุนนางที่เจียวโจวและส่านโจวก็คงแย่งกันไป
บอกอยู่แล้ว” ผู้ดูแลยิ้มเอ่ย
ทว่าประโยคนี้ไม่ได้นำพาความยินดีใดๆ มาให้คนในห้องเลย
ผู้ดูแลยิ้มแหย ก้มหน้าลงไม่กล้าพูดอะไรอีก
เงียบงันจนเขียนจดหมายเสร็จ อ่านให้ฟ่านเจียงหลินฟัง
ฟ่านเจียงหลินก็ไม่มีแก่ใจไตร่ตรอง อธิบายเจตนาชัดเจนก็
พอแล้ว
ผู้ดูแลถือจดหมายออกไปเตรียมจัดส่งแม่นางหวงเดินเข้ามาจากด้านนอก
“เดิมทีก็เตรียมพร้อมครบถ้วนไม่ได้อยู่แล้ว” นางบอก นั่งลง
ถอนหายใจ “ที่นา ร้านค้ายังพอว่ากันได้ เงินทอง เครื่องประดับพวก
นั้น
ทำไม่ทันนะสิ”
ฟ่านเจียงหลินมองแสงเทียนที่ขยับไหวคล้ายเหม่อลอย
“ทางด้านน้องสี่ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกไปแล้ว เขาต้องเตรียม
เอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้วแน่นอน” เขาโพล่งขึ้น
“เตรียมไว้พร้อมแล้ว แต่ก็ส่งมาไม่ทันอยู่ดี” แม่นางหวงเอ่ย
สินเดิมเป็นสิ่งที่ประดับในวันแต่งงาน ผ่านวันนั้นไป ต่อให้
มีมากกว่านี้ก็ไม่เรียกว่าสินเดิมแล้ว
“ไม่มีก็ไม่มีเถอะ อย่างไรเสียก็ไม่มีคนมาสนใจสิ่งนี้อยู่แล้ว”
ฟ่านเจียงหลินเอ่ยอย่างไม่สบายใจ
แม่นางหวงมองเปลวเทียนเช่นเดียวกัน
“ในที่สุดนางก็จะแต่งงานแล้ว” นางเอ่ย “แต่ว่า เหตุใดจึงไม่
เหมือนกับที่คิดไว้เลยเล่า”ยามที่สาวใช้ก้าวเข้ามาในห้องก็เป็นเวลากลางดึกแล้ว ภายใน
ห้องแสงไฟสว่างไสว
“ปั้นฉิน เจ้ายังไม่ได้กินข้าวหรือ” นางถาม เห็นจานชามที่วาง
อยู่ด้านข้างไม่โดนแตะต้องสักนิด แล้วมองปั้นฉินที่เย็บปักอยู่โดยไม่
เงยหน้าขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
“ไม่มีเวลาแล้ว อีกเดี๋ยวค่อยว่ากัน” ปั้นฉินเอ่ย
สาวใช้คุกเข่าลงนั่ง
“อย่างไรเสียเวลากินข้าวก็ต้องมีอยู่แล้วกระมัง” นางเอ่ย
“ไม่กินมื้อเดียวจะเป็นไรไป” ปั้นฉินเอ่ย ยังคงไม่เงยหน้าขึ้นมา
สาวใช้มองนาง แล้วมองชุดแต่งงานสีชาดที่กางแผ่ออก นาง
ยื่นมือไปลูบมัน
“ในร้านข้างนอกก็มีที่ทำไว้สำ เร็จแล้วนะ” นางบอก
“ไม่ได้!” ปั้นฉินหยุดมือเงยหน้าขึ้น ขอบตากลมโตแดงก่ำ
“ไม่ได้!”
สาวใช้มองนาง ตกใจกับท่าทางที่จู่ๆ นางก็โมโหขึ้นมา“ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ได้” ปั้นฉินเอ่ย ในดวงตามีน้ำตาไหลริน
นางก้มหน้าลง เดินเข็มเย็บผ้าต่อไป “ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ได้ อย่างอื่น
ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว กระทั่งชุดแต่งงานนายหญิงคง
ไม่ถึงขั้นที่ไม่อาจจะได้ใส่ชุดที่คนของตัวเองทำให้หรอก…”
ประโยคนี้เอ่ยออกไป สาวใช้ก็ยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาพรั่งพรู
ลงมา
“ข้าไม่ได้อยากให้การแต่งงานของนายหญิงเป็นเช่นนี้” ปั้นฉิน
เอ่ยทั้งน้ำตา พลางใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาโดยเร็ว แล้วเดินเข็มเย็บผ้า
ต่อ “ไม่ใช่แบบนี้”
กาลเวลาที่รอคอยการแต่งงาน คนดีๆ ที่ร่วมสุข ขบวนแห่ยาว
เป็นสิบๆ ลี้
ไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่แบบนี้
ยามนี้คนที่ยังไม่นอนไม่ได้มีเพียงพวกนางสองคนเท่านั้น
ฮูหยินเฉินคลุมเสื้อคลุมลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง
“เป็นอะไรอีกล่ะ” เฉินเซ่าถาม
“ข้ายังคงไม่สบายใจไม่หาย” ฮูหยินเฉินเอ่ย “ข้าคิดดีแล้ว”“คิดอะไรดีแล้ว” เฉินเซ่าถามอย่างไม่เข้าใจ
“สินเดิมที่เดิมทีเตรียมไว้ให้ตันเหนียง พรุ่งนี้จะมอบให้ตระกูล
เฉิงทั้งหมด” ฮูหยินเฉินเอ่ย “ข้าทนดูสตรีดีๆ คนหนึ่งออกเรือนไป
อย่างฉุกละหุกรีบร้อนไม่สง่างามทั้งอย่างนี้ไม่ได้”
“ไม่สง่างามอย่างไรรึ” เฉินเซ่ายิ้ม “นางมีเงินมากกว่าเจ้ากับข้า
เสียอีก”
“แต่นอกจากเงินแล้ว นางก็ไม่มีอะไรเลยนะเจ้าคะ” ฮูหยินเฉิน
เอ่ย “และเงินพวกนี้ ไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด”
ดังนั้นแม่นางคนนั้นจึงไม่เห็นเงินว่าเป็นเงินมาแต่ไหนแต่ไร
เฉินเซ่าเงียบงันไปครู่หนึ่ง
“เจ้าอย่าคิดมากเลย แต่งไปแล้วจะมีชีวิตที่ดีหรือไม่ก็ไม่ได้ดูที่
ความหรูหราฟุ่มเฟือยของงานแต่งเสียหน่อย” เขาเอ่ย
“นั่นมันคนละเรื่องกัน” ฮูหยินเฉินเอ่ย “บุรุษอย่างพวกท่าน
จะไปเข้าใจอะไร”
เฉินเซ่ายิ้ม พยักหน้ายอมรับผิด“ขอรับ ขอรับ ข้าไม่เข้าใจ ฮูหยินจัดการตามแต่ใจได้เลย” เขา
เอ่ย
ฮูหยินเฉินถอนหายใจ
“จะต้องทำให้นางได้แต่งสมเกียรติให้ได้” นางเอ่ย แล้วรีบ
ลุกขึ้นลงจากเตียงไป
“นี่ ดึกดื่นเพียงนี้แล้ว เจ้าจะให้สมเกียรติอย่างไร” เฉินเซ่าไม่รู้
จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ฮูหยินเฉินไม่สนใจเขา เรียกหญิงชราที่เฝ้ายามด้านนอกทันที
“ไปตามคนมาให้ข้า” นางเอ่ย “คิดเสียว่าลูกสาวบ้านเรา
จะแต่งงานก็แล้วกัน”