พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 592 รอแต่ง
ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง บริเวณบ้านฮูหยินเฉินก็คึกคักขึ้นมาแล้ว ถ้า
จะพูดให้ถูกควรบอกว่าคึกคักมาทั้งคืนแล้วเสียมากกว่า
“ข้าไปด้วยสิ ข้าไปด้วยสิ”
เสียงเฉินตันเหนียงดังขึ้นไม่ขาดสาย
“งานยุ่งจะตายไป เจ้าจะไปช่วยก่อกวนหรือ” เฉินเซ่าขมวดคิ้ว
เอ่ยขึ้น “อยู่บ้านทำงานของเจ้าไปเสียเถิด”
“เมื่อถึงวันงานแต่งแม่นางก็จะได้ไปเองเจ้าค่ะ” แม่นมพูด
กล่อมอย่างระมัดระวัง
ฮูหยินเฉินเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว กำลังพูดคุยกับบ่าวขณะ
เดินออกมา
“… ยังต้องคัดเลือกเถ้าแก่สู่ขอให้ดี” นางเอ่ย
“เลือกยากเสียเหลือเกิน ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนฮูหยินเสียหน่อย
” แม่นางผู้ดูแลเอ่ยอย่างมีนัยเพราะถึงอย่างไรเรื่องที่แม่นางเฉิงถูกไทเฮาเกลียดชังก็เป็นที่
รู้กันในหมู่ฮูหยินขุนนางชั้นสูง
“ไม่ใช่ทุกคน แต่คงมีอยู่แน่” ฮูหยินเฉินเอ่ย
เฉินตันเหนียงโถมตัวเข้ามา
“ท่านแม่ ข้าอยากไปช่วยงานบ้าง” นางตะโกนขึ้น
ฮูหยินเฉินที่มัวแต่ครุ่นคิดเรื่องอื่นอยู่รั้งไว้ในทันใดจนแทบจะ
สะดุดล้ม
สาวใช้รีบกรูเข้ามาดึงเฉินตันเหนียงออกไป
ฮูหยินเฉินหันมองเฉินตันเหนียงผู้น่าสงสาร พลันเผยยิ้มขึ้น
“ได้ ไปสิ” นางเอ่ย “ไปแล้วต้องช่วยด้วย”
เฉินตันเหนียงกระโดดโลดเต้นทันที
“นางจะไปช่วยอะไรได้! ” เฉินเซ่าส่ายหัวเอ่ยขึ้นอย่าง
จนปัญญา
“นางนะหรือ ช่วยให้คึกคักได้” ฮูหยินเฉินเอ่ย พลันเหมือนคิด
อะไรออกบสงอย่าง “ไม่ใช่แค่ตันเหนียงเท่านั้น ไปตามสะใภ้ในบ้านให้พาเด็กๆ ไปด้วย งานมงคล บรรยากาศก็ต้องคึกคัก ต้องรื่นรมย์
สิ”
เหล่าสาวใช้ฉีกยิ้มขานรับ
ครั้นกำลังจะออกจากบ้าน ก็มีคนมาบอกว่าฮูหยินฉินมาเยือน
ฮูหยินเฉินไล่เด็กๆ ออกไปเตรียมตัว และต้อนรับฮูหยินฉินใน
ห้องรับแขกของตน
“ข้าจะพูดเรื่องเดียว เพื่อไม่เป็นการรบกวนเวลาออกเดินทาง
ของท่าน” ฮูหยินฉินเอ่ยพลางยื่นมือออกมา
สาวใช้ข้างกายยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
“นี่เป็นน้ำใจจากข้า” ฮูหยินฉินเอ่ย
ฮูหยินเฉินยื่นมือไปรับกระดาษ เห็นชื่อร้านรวงที่เขียนอยู่บนนั้น
พลันรู้สึกสับสน
“ข้ารู้ นางไม่เคยยอมรับว่าตัวเองมีบุญคุณกับคนอื่น ไม่ว่านาง
จะมีบุญคุณกับคนอื่นมากเพียงใด นางก็จะหลบเลี่ยงตัวเองออกมา”
ฮูหยินฉินเอ่ยอย่างซาบซึ้ง “ขี้กลัวจริงๆ ไม่รู้ว่ากลัวอะไร”
ฮูหยินเฉินหันมองนางพลันคลี่ยิ้มขึ้น“กลัวอะไรนะหรือ” นางเอ่ยเป็นนัยซ้ำ อีกครั้ง
สีหน้าฮูหยินฉินเศร้าสลดไป
“โลกนี้ใช่ว่าเจตนาดีแล้วจะทำอะไรสำ เร็จได้” นางเอ่ย “ท่าน
เก็บไว้เถิด ให้ข้าได้เอาเปรียบยืมชื่อท่านใช้บ้าง”
ฮูหยินเฉินถอนหายใจเบาๆ ยื่นกระดาษแผ่นนั้นกลับไป
“ในเมื่อท่านรู้ว่านางเป็นคนอย่างไร แค่ท่านมีใจคิดเช่นนี้ก็
พอแล้ว ถือโอกาสมงคลครั้งนี้มาตอบแทนโดยไม่จำ เป็นว่าจะต้องได้
พบนาง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” นางเอ่ย “อีกอย่าง ข้าทำใจปิดบังนาง
ไม่ได้หรอก และทำใจให้นางต้องเลือกไม่ได้”
ฮูหยินเฉินจับมือฮูหยินฉินพลางลูบมือนาง
“เช่นนั้นก็ย่อมได้”
ฮูหยินฉินเผยยิ้ม ยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้สาวใช้
“ที่จริงข้าเองก็รู้” นางเอ่ยพลางโค้งคำนับ “แต่ก็ยังต้องมาและ
ต้องพูดอยู่ดี”
ฮูหยินเฉินพยักหน้า“ท่านรีบไปเถิด ไม่รู้ป่านนี้เหล่าญาติพี่น้องจากต่างเมืองที่บ้าน
นางจะกังวลกันแค่ไหนแล้ว” ฮูหยินฉินเอ่ย
เมื่อฮูหยินเฉินพาสะใภ้และเด็กๆ ที่บ้านลงจากรถ ก็พบว่าบ้าน
ตระกูลเฉิงกำลังวุ่นวายอยู่จริงๆ
ฟ่านเจียงหลินและแม่นางหวงเคยผ่านพิธีสมรสมาก่อน แต่
ตอนนั้นพวกเขาแต่งงานกันที่ตะวันตกเฉียงเหนือ โดยที่คนหนึ่งเป็น
ลูกสาวของสมุห์บัญชีตกอับ ส่วนอีกคนก็เป็นเพียงแม่ทัพผู้ต้อยต่ำ
แต่เพราะพวกเขา งานเลี้ยงฉลองจึงคึกคัก ทว่าความคึกคักในวันนั้น
เทียบไม่ได้เลยกับบัดนี้
“เถ้าแก่สู่ขอจะไปเชิญมาจากไหน” แม่นางหวงในสภาพใต้ตา
คล้ำดำเอ่ยขึ้น พลันเอ่ยตำหนิตัวเองต่อว่า “ข้าไม่ควรหลบอยู่หลัง
เจียวเหนียงไม่สนใจอะไรเลยจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นหรอก กระทั่ง
ครอบครัวเพื่อนร่วมงานของเจ้าข้ายังรู้จักไม่กี่คนเลย”
“ไม่เป็นไร ข้าไปเชิญให้เอง” ฟ่านเจียงหลินเอ่ย “ถึงแม้จะมีแต่
เหล่านายทหาร แต่ข้าว่าเจียวเหนียงคงไม่สนใจเรื่องนี้หรอก”ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แม่นางหวงพยักหน้า ฟ่านเจียงหลินกำลังจะ
ออกจากบ้าน ฮูหยินเฉินก็เข้ามาพอดี สองสามีภรรยาต้อนรับนาง
เข้ามาด้วยความตกใจและยินดี เมื่อเห็นของบนรถม้าที่ฮูหยินเฉิน
ลากมา ก็ยิ่งตกตะลึง
“จะเอามาใช้ได้อย่างไรกัน” แม่นางหวงรีบเอ่ย
“ใช้ได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า ข้าเป็นคนจัดการเอง” ฮูหยิน
เฉินเอ่ยพลางให้บ่าวยกของออกมา
เหล่าสะใภ้และลูกเต้าเองก็ลงจากรถมาแล้ว กำลังวิ่งวุ่นอยู่ใน
บริเวณบ้าน
แม่นางหวงตะโกนเรียกให้คนยกชาเข้ามา พร้อมทั้งผลไม้เชื่อม
กับของหวานมาให้เด็กๆ บรรยากาศภายในบ้านตระกูลเฉิง
จึงครื้นเครงขึ้นทันที
“ท่านไม่ต้องลำบากหรอก เรื่องที่บ้านจัดการไปถึงไหนแล้ว
ปล่อยให้หน้าที่ข้าเถิด” ฮูหยินเฉินเอ่ยขึ้น
แม่นางหวงยังคงเกรงใจ แต่ฟ่านเจียงหลินที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบ
โค้งคำนับอย่างเป็นเกรงใจ“เช่นนั้นคงต้องรบกวนฮูหยินด้วย” เขาเอ่ย
ฮูหยินเฉินฉีกยิ้ม แม่นางหวงเองก็ไม่ลังเลอีกต่อไป หันหลัง
เชื้อเชิญนางเข้าไป ทั้งสองจึงเข้าไปปรึกษาหารือกันภายในบ้าน
“เหตุใดข้างนอกถึงได้คึกคักปานนั้น”
สาวใช้เอ่ยขึ้น หยุดคำนวณตัวเลขด้วยลูกคิดในมือ เงยหน้าขึ้น
จากโต๊ะมองลอดหน้าต่างออกไป
“ฮูหยินเฉินพาคนมาน่ะ” สาวใช้ผู้น้อยอีกคนรีบเอ่ยบอก
ลูกมือที่บ้านไม่เพียงพอ ตอนนี้นางต้องวิ่งไปวิ่งมาหลายที่ จึงรู้
ว่าด้านนอกเกิดอะไรขึ้น
สาวใช้ฉีกยิ้ม แววตาเป็นประกาย
“นายหญิง คราวนี้นายหญิงใหญ่ก็ไม่ต้องกังวลจนเป็นแผล
พุพองเต็มปากแล้ว” นางเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงฉีกยิ้มพลางลุกขึ้นยืน
“ข้าไปพบนางสักหน่อย” นางเอ่ย
สาวใช้รีบลุกขึ้นตาม
“แล้วพวกนี้…” นางเอ่ยถาม จ้องมองกองกระดาษบนโต๊ะเฉิงเจียวเหนียงหันไปมอง
“ส่งกลับไปให้หมดแล้วกัน” นางเอ่ย
สาวใช้ขานรับ เรียกสาวใช้น้อยให้ตามนายหญิงไป ส่วนตัวเอง
ก้มหน้าทำงานต่อ
ฮูหยินเฉินแจกแจงงานเรียบร้อยแล้ว บ่าวทั้งหลายจึงแยกย้าย
กันไปทำงาน แม่นางหวงนั่งดื่มชาเป็นเพื่อนนางในห้องโถงพลาง
พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ
“ข้ายังคิดอยู่เลยว่าทำธุระเสร็จแล้วจะไปหาเจ้า” ฮูหยินเฉิน
เอ่ยขึ้น
เฉิงเจียงเหนียงโค้งคำนับ
“ท่านพี่เจ้าอยู่ที่นี่ เช่นนั้นก็ให้เขาเป็นคนส่งตัว ส่วนเถ้าแก่สู่ขอ
ข้าคัดเลือกมาสองสามคนแล้ว คงไม่ต้องบอกรายละเอียดเจ้า เรื่อง
พวกนี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป แค่รอเข้าพิธีอย่างสบายใจก็พอ” ฮูหยิน
เฉินหันมากำชับนาง แล้วจึงหันไปมองแม่นางหวง “เรื่องพวกนั้น
เจ้าว่าให้ข้าเป็นคนสอนนางใช่ไหม”
เรื่องพวกนั้น…ถึงแม้แม่นางหวงจะแต่งงานมานานแล้ว แต่ใบหน้าก็ยังแดงก่ำ
ฮูหยินเฉินหัวเราะขึ้น
“ข้าลืมไปว่าเจ้าก็ยังเป็นภรรยาที่อ่อนประสบการณ์อยู่” นาง
เอ่ย “ข้าพูดเอง ข้าพูดเอง”
แม่นางหวงยิ้มอย่างเขินอาย
เสียงเด็กๆ ลอยมาจากในบริเวณบ้านด้านนอก ที่บ้านมีแขก
มากมายขนาดนี้เป็นครั้งแรก เหล่าลูกเต้าสาวใช้จึงตะโกน
โหวกเหวกด้วยความดีใจ ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่ จะโตกว่าหรือเด็กกว่า
พวกเขาก็วิ่งเล่นด้วยกันหมด
แม่นางหวงนั่งมองและฟังเสียงนั้น เปลือกตาที่ฝืนเปิด
มาทั้งคืนก็เริ่มร้อนผ่าว
ในที่สุดก็มีกลิ่นอายของงานมงคลแล้วสินะ
แสงแดดฤดูร้อนแผดเผาและไร้ลมพัดโชย แต่ภายในบ้านที่
ปิดประตูหน้าต่างไว้แน่นกลับไม่ได้รู้สึกร้อนอบอ้าวเกินไป
ขันทีก้าวเข้ามา หันมองถังน้ำแข็งที่วางเรียงอยู่ภายในห้อง
“ไปเปลี่ยนมาอีก” เขาเอ่ยนางกำนัลหันมอง เห็นว่าในถังยังมีน้ำแข็งอยู่ไม่น้อย แต่ก็
ไม่กล้าถามอะไร รีบขานรับแล้วทำตาม
ขันทีหันมองซ้ายมองขวา เปิดหีบห่อที่ถืออยู่ออก พลางรีบเดิน
ไปข้างเตียงนอน
“จวิ้นอ๋อง” เขากระซิบขึ้นพลางยื่นมือไปเปิดม่าน ชะโงกหัว
เข้าไปข้างใน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนอนมองเขาอยู่บนเตียง
ขันทีฉีกยิ้มขึ้น
“จวิ้นอ๋อง ดูนี่สิ” เขาเอ่ย หยิบชุดชุดหนึ่งออกมา
ผ้าม่านถูกเปิดออกครึ่งหนึ่ง ทำให้แสงไฟกระทบลงบนชุดนั้น
สีแดงเข้มบนชุดมงคลสมรสเปล่งประกายแวววาวออกมา
นี่มัน…
“ชุดมงคลสมรสของท่านตัดเสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีฉีกยิ้มเอ่ย
ขึ้น “ข้าแอบหยิบมาให้ท่านดูก่อน”
ชุดสีแดงสดที่ถูกปักเย็บอย่างประณีตสะท้อนแสงแยงตา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหลับตาลงขันทีกำลังจะเอ่ยบางอย่าง แต่นางกำนัลด้านนอกเดินเข้ามา
พอดี
“ขันทีจิ่ง” นางเอ่ย “ท่านกู้มาพบท่าน”
ขันทีปล่อยชุดในมือ โยนใส่ตัวจิ้นอันจวิ้นอ๋อง และปิดผ้าม่าน
ลง
“เรื่องอะไรอีก บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ต้องยุ่ง คนในวัง
จะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่พวกเขา ถ้าตำหนักพวกเราคิด
จะแทรกแซงอะไรขึ้นมาพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้หรอก” เขาพึมพำขึ้น
พลันก้าวเท้าเดินออกไป
นางกำนัลเดินไปส่งเขา แล้วจึงวางถังน้ำแข็งไว้ในห้อง พลัน
กระซิบเสียงเบาพูดคุย
“… เจ้าเห็นห้องส่งตัวหรือยัง”
“… ห้องส่งตัวไม่ได้อยู่ที่นี่หรือ”
“… ท่านกู้บอกว่าไม่ได้อยู่ที่นี่ ส่งตัวที่ฝั่งนู้น เตรียมการใกล้
เรียบร้อยแล้ว ห้องสวยใช้ได้เลย…”
“… พระชายาจะพาคนมากี่คนหรือ”พระชายา…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลืมตาขึ้น
พระชายา…
เขายื่นมือออกมาจากใต้ผ้าห่ม ลูบคลำชุดแต่งงานสีแดงสดบน
ตัว
ชุดแต่งงาน
นี่นะหรือชุดแต่งงาน
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก เสียงกระซิบของนางกำนัล
จึงหยุดลง
“ขันทีจิ่ง”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบดึงมือกลับเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วหลับตาลง
ขันทีเปิดผ้าม่านออกเห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องหลับไปแล้ว จึงหยิบ
ชุดแต่งงานขึ้นมาพับเก็บแล้วเดินจากไป
ภายในห้องเงียบสงัดอีกครั้ง จิ้นอันจวิ้นอ๋องหลับตายื่นมือไป
จับของบางอย่างใต้หมอน กำของชิ้นนั้นแน่นแล้วค่อยๆ หลับไปถึงแม้ที่บ้านตระกูลโจวจะเหลือเพียงเวรยามไม่กี่คนและบ่าว
ของท่านชายโจวหก แต่บัดนี้ก็คึกคักไม่น้อยเช่นกัน
“ท่านชาย นี่คือทั้งหมดที่นายใหญ่ทิ้งไว้ให้” ผู้ดูแลยื่นกระดาษ
สองสามแผ่นให้
“นี่คือเครื่องประดับเงินทองและผืนผ้าที่เลือกออกมาจาก
ห้องเก็บของ” หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องดูแล้ว ส่งไปให้หมด” โจวฝูเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
ผู้ดูแลกับหญิงผู้นั้นหันมองหน้ากัน นางขยิบตาให้อีกฝ่าย
จากนั้นทั้งสองจึงขานรับและเดินจากไป
ภายในบริเวณบ้านวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง บ่าวพากันเตรียมรถและ
ยกของขึ้นรถ
โจวฝูมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงหันหลังเดินจากไป สาวใช้ใน
ลานบ้านกำลังเล่นพันเชือกกันอยู่ เมื่อเห็นเขาเดินผ่านมาก็รีบเดิน
เข้าไปรับใช้
“ออกไป ออกไป” โจวฝูโบกมือ
เหล่าสาวใช้เองก็รู้จักนิสัยเขาดี จึงฉีกยิ้มและถอยออกไปภายในห้องเงียบสงบลง โจวฝูยืนนิ่งราวกับงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อ
คิดอะไรบางอย่างออกจึงเปิดตู้ มุดตัวเข้าไปทั้งตัว และลากกล่องใบ
หนึ่งออกมา
เขาคุกเข่าลงตรงกลางห้องโถง จ้องมองกุญแจบนกล่องนั้น
พลันตบหัวตัวเอและกระโดดขึ้นมามองซ้ายมองขวา ขมวดคิ้วขึ้นมา
“กุญแจเล่า” เขาพึมพำกับตัวเอง พลันควานหากุญแจบนโต๊ะ
และตู้หนังสือ
“ท่านชายกำลังหาอะไรหรือ” บ่าวคนหนึ่งยื่นหัวเข้ามาเอ่ยถาม
โจวฝูตกใจสะดุ้ง รีบยืนตัวตรง
“ออกไป” เขาเลิกคิ้วตะคอกใส่
บ่าวเองก็ตกใจสะดุ้งเช่นกัน แลบลิ้นออกมาแล้ววิ่งหนีไป
โจวฝูเดินไปที่ประตู มองให้มั่นใจว่าไม่มีคนอยู่แล้วจึงเดิน
กลับมา เขายืนท้าวเอวขมวดคิ้วมองดูรอบห้อง แล้วจึงตบหัวตัวเอง
เมื่อคิดออก
เขาหยิบกล่องใบเล็กกล่องหนึ่งออกมาจากใต้เตียง เมื่อเปิด
กล่องออกพลันเห็นกุญแจวางอยู่ด้านใน จึงกำหมัดด้วยความดีใจภายในกล่องนั้นมีของวางอยู่เยอะกว่าที่เห็นคราวก่อน แต่
ยังคงเป็นของชิ้นเล็กๆ ทั่วไป
โจวฝูยื่นมือไปหยิบแต่ละชิ้นขึ้นมาสำ รวจดู สีหน้ายิ้มแย้มขึ้น
มา
“นี่คือของขวัญจากเทศกาลซ่างซื่อ… ”
“อันนี้จากเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง…”
“อันนี้… ซื้อตั้งแต่ตอนที่เจอกัน…”
เขาหยิบของในกล่องแต่ละชิ้นขึ้นมา พูดพึมพำแล้ววางกลับลง
ไปจนครบทุกชิ้น จากนั้นจึงหยิบกล่องหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อและ
เปิดกล่องออก
ด้านในกล่องมีปิ่นปักผมสีทองสลักลวดลายอันเป็นสิริมงคล
ฝังอัญมณีสีแดง ขาปิ่นปักผมเป็นสีทองอร่าม ปิ่นทองส่องประกาย
ระยิบระยับขณะที่โจวฝูหมุนมันไปมา เขาจ้องมองอยู่ไม่รู้นาน
เท่าไหร่ก่อนจะหยุดมือ จากนั้นวางปิ่นทองกลับเข้าไปพลางคลายมือ
ออกจากกล่อง
เสียงกล่องใบเล็กตกกระทบลงไปในกล่องใบใหญ่ดังขึ้น“ขอให้ชีวิตคู่สมหวัง” โจวฝูเอ่ยเสียงเนิบ
ขอให้ชีวิตคู่สมหวัง เฉิงเจียวเหนียง