พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 598 ใช่หรือไม่
ทั้ง
สาวใช้และปั้นฉินต่างก็ไม่รู้ตัวว่าเผลอหลับไปตอนไหน
แถมยังฝันแปลกๆ ตลอดคืนอีกด้วย พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกงัวเงีย แต่
เมื่อลืมตาขึ้นแล้วพบกับแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยก็รีบตื่นตัวในทันที
“ท่านพี่” ปั้นฉินรีบลุกขึ้น จากนั้นดันคนข้างๆ ให้ตื่น
สาวใช้ผู้เป็นพี่ดูเหมือนจะตื่นแล้วเช่นกัน มองแสงยามเช้าที่
สาดส่องเข้ามาในห้อง จากนั้นทั้งสองก็รีบเด้งตัวขึ้น
ดูเหมือนว่าห้องข้างๆ เองก็ตื่นกันแล้วเช่นกัน
“นายหญิง” สาวใช้ยืนหน้าห้องพลางเอ่ยถามแผ่วเบา
เสียงเฉิงเจียวเหนียงขานอืมดังลอดออกมา
สาวใช้รู้สึกไม่กล้าย่างกรายเข้าไป แต่สุดท้ายก็ถูกปั้นฉินผลัก
เข้าไปจนได้ ประตูห้องถูกเปิดออก
เฉิงเจียวเหนียงดูเหมือนจะตระเตรียมเสร็จเรียบร้อย ผมของ
นางถูกรวบขึ้นอย่างดี พร้อมกับสวมชุดกระโปรงยาวและเสื้อคลุมปั้น
ฉินและสาวใช้ที่ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ก็รีบหันหน้าไป
ทางเตียงนอน
ม่านเตียงยังไม่ถูกพับเก็บ ดูเหมือนคนในนั้นกำลังนอนนิ่งอยู่
ทั้ง
สองเริ่มเบนสายตาไปยังข้างเตียง แล้วจู่ๆ ก็รีบหลบตาราวกับว่า
เห็นอะไรบางอย่างที่น่าตกใจ
พวกนางเหลือบไปเห็นเสื้อทับสีเขียวอ่อนที่ตกอยู่ข้างเตียง
พลางคิดในใจ นี่ไม่ใช่ของนายหญิงแน่นอน ถ้าอย่างนั้นก็ต้อง
…
“ฮูหยินตื่นแล้วหรือยังเพคะ”
เสียงแม่นมดังขึ้นจากด้านนอก
ทั้ง
ปั้น
ฉินและสาวใช้สะดุ้งโหยงทันที
แม่นมผู้นี้คือคนที่ในวังส่งให้มาดูแลพวกเขา ซึ่งเมื่อคืนก็นอน
พักอยู่ที่อีกห้องไม่ไกล ไม่นานก็ดูเหมือนว่าจะมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจาก
บริเวณสวนหย่อม
เฉิงเจียวเหนียงคว้ามือหยิบคันธนูที่วางพิงไว้ตรงกำแพง
จากนั้นมุ่งหน้าออกไปข้างนอกห้องขณะที่ทั้งปั้นฉินและสาวใช้กำลังจะรีบเดินตามนายหญิงไป แต่
จู่ๆ ปั้นฉินที่เพิ่งนึกอะไรขึ้นได้พลางคว้าตัวสาวใช้แล้วชี้ไปทางเสื้อ
ทับสีเขียวอ่อนที่พวกนางเห็นเมื่อครู่ สาวใช้เริ่มหน้าแดงก่ำ จากนั้น
ก้าวเท้าไปด้านหน้าและคว้าเสื้อตัวนั้นขึ้นแล้วโยนไปที่ราวผ้าด้าน
ข้าง จากนั้นรีบเผ่นออกไปด้วยความเร็วแสง
ประตูถูกเปิดออก เหล่าขันทีและนางในเมื่อเห็นเฉิงเจียวเหนียง
เดินออกมา ก็รีบโค้งตัวให้
“ฝ่าบาทตื่นแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “พวกท่านเข้าไปเถิด”
ขณะที่ขันทีกำลังจะเข้าไปด้านในด้วยความดีใจ แต่เฉิงเจียว
เหนียงกลับเดินออกมาด้านนอก
เหล่านางในแม่นมทั้งหลายเมื่อเห็นว่าในมือของนางถือคันธนู
อยู่ก็รีบหลีกทางให้
“ฮูหยิน นี่คือ” ขันทีเอ่ยถาม
“นายหญิง…ฮูหยินของพวกเรา” สาวใช้รีบอธิบาย “ทุกเช้า
ฮูหยินจะต้องไปฝึกยิงธนูน่ะเจ้าค่ะ”
ฝึกยิงธนูงั้นรึทั้ง
ขันทีและนางในต่างพากันเบิกตาโพลง
ว่ากันว่าฝีมือธนูของนางร้ายกาจและไม่เป็นสองรองใคร ไม่ใช่
แค่พรสวรรค์อย่างเดียว แต่ฝีมือที่ได้มานั้นต้องผ่านการฝึกฝน
ซ้ำ แล้วซ้ำ เล่าจนชำ นาญ แต่ก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าหลังจากแต่งงาน
กันวันแรกก็ไม่เว้นการฝึกซ้อม
“ขอรับ ไปตามคนมาที” ขันทีรีบพยักหน้า จากนั้นก็เรียก
นางในนำทางให้ “ตอนนั้นองค์ชิ่งอ๋องเองมักจะชอบวิ่งเล่น เลยสร้าง
ลานและขุดทะเลสาบเล็กๆ ไว้ให้พระองค์…”
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะ
“อ๋อ ตรงนั้นเองนะหรือ หม่อมฉันรู้จัก”
ขันทีทำท่าตกตะลึงไปครู่
นั่นสินะ ลืมไปว่าตอนนั้นฝ่าบาทเคยพานางชมพื้นที่ในวัง
แถมสวนดอกไม้ตรงลานนั้นก็ถูกทำขึ้นตามคำแนะนำของนางด้วย
สาวใช้ที่ดูเหมือนจะอยากตามนายหญิงไป ทว่ากลับถูกปั้นฉิน
สกัดไว้“ท่านพี่ เตรียมน้ำอาบไว้รอนายหญิงกลับมาดีกว่าเจ้าค่ะ” ปั้น
ฉินเอ่ยพลางเดินตามนายหญิงไป
สาวใช้กระทืบเท้าลงพื้น จากนั้นก็หันไปทำหน้ายิ้มระรื่นกับ
เหล่าขันทีและนางใน
“แม่นางปั้นฉิน พวกกระหม่อมไม่ทราบว่าฮูหยินโปรดรส
อาหารแบบใด มื้อเช้านี้…” ขันทีเอ่ยขึ้นหลังจากนึกอะไรขึ้นได้
สาวใช้เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบออกตัว
“ข้ารู้ ข้ารู้” สาวใช้เอ่ย “เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
ขันทีจึงให้นางในนำทางไปที่ครัว สาวใช้กำชับให้คนครัวต้มน้ำ
และจัดแจงทุกอย่างจนเรียบร้อย เมื่อเสร็จจากตรงนี้ ขันทีและ
คนอื่นๆ จึงเข้าไปยังด้านในห้อง หมอหลวงหลี่เองก็เพิ่งมาถึง
“ฝ่าบาท” ขันทีเอ่ยพลางเปิดม่านออก
พอม่านถูกเปิดออก แสงจากด้านนอกลอดเข้าบริเวณที่นอน
ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตา
ขันทีอดไม่ได้ที่จะย่นคิ้วหลิ่วตาแล้วกวาดสายตาไปรอบๆ แล้ว
หัวเราะเบาๆ“ฝ่าบาทหลับสบายดี…นะขอรับ!” ขันทีเอ่ยหยอกเสียงเบา แต่
จู่ๆ ตอนท้ายประโยคก็เปล่งน้ำเสียงดังขึ้นราวกับว่ากำลังตกใจ
เสียงของเขาทำเอาคนที่อยู่รอบๆ ตกใจไปตามๆ กัน
“หมอหลวง หมอหลวง” ขันทีเอ่ยเรียกหมอหลวงเสียงสั่นพลาง
โบกมือเรียก
หมอหลวงหลี่จึงรีบพุ่งตัวเข้ามาแล้วแหวกผ้าม่านออก
“เกิดอันใดขึ้นรึ” เขาเอ่ยถามพลางมองไปทางเตียง แล้วทำ
หน้าตกใจ
นางในเองก็เข้ามาในห้องเช่นกัน
“ฮูหยินมีรับสั่งให้เก็บกวาดบริเวณเตียงเจ้าค่ะ” นางในเอ่ย
เก็บกวาดงั้นรึ
เมื่อได้ยินดังนั้น คนอื่นๆ จึงรีบหันขวับเพ่งสายตาไปยังรอบๆ
เตียง พอขันทีและหมอหลวงหลี่ดึงผ้าม่านเก็บขึ้นไปก็ทำให้เห็นชัด
ขึ้น ก็พบกับสภาพของจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่เปลือยท่อนบน ส่วนเบื้องล่าง
มีเพียงแค่ผ้าห่มยับๆ บดบังไว้เท่านั้น…
เปลือยกายงั้นเรอะ! เมื่อวานฝ่าบาทไม่ได้มาสภาพเช่นนี้นี่นา!แล้วไหนจะเตียงที่ยับเยิน! ฝ่าบาทประชวรหนักจะนอนจนเตียง
ยับขนาดนี้ได้เช่นไร!
เป็นไปไม่ได้!
ทุกคนต่างคิดไปในทางเดียวกัน
จู่ๆ ก็มีเสียงเพี้ยะดังขึ้น ทำเหล่าขันทีที่ยืนนิ่งอยู่ตรงทางเดิน
ถึงกับตัวเซ
“พวกเจ้า…” นายทหารกู้ใบหน้าเขียวปั้ดเอ่ยขึ้น พลางมองไป
ยังขันที “นี่ไงเล่า เรื่องที่พวกเจ้าก่อไว้!”
ขันทีก้มหน้าไม่โต้ตอบอะไร
นายทหารกู้เดินสวนไปมาอยู่อย่างนั้น
“…บ้าบอชะมัด!” เขาหยุดฝีเท้า กัดฟันเอ่ย “เหตุใดถึงมีเรื่อง
แบบนี้เกิดขึ้น”
ขันทีทำหน้าละอายใจ
“บางที…บางทีอาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้นะขอรับ…” เขาเอ่ย
เสียงค่อยชั่วประเดี๋ยวเดียว นางในเดินออกมาจากในห้องพลางทำหน้า
ประหลาดแถมหลุดหัวเราะ ในมือนางถือผ้ายาวสีขาวออกมา
“คือว่า…” นางกำนัลเอ่ยตะกุกตะกัก ดวงตาไม่อยู่กะร่องกะ
รอย หลังจากที่หมอหลวงหลี่ได้สำ รวจทั่วบริเวณดีแล้ว จู่ๆ เขาก็
โพล่งออกมา “ยินดีด้วย…ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
ยินดีอะไรรึ
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างหันไปสังเกตผ้าที่นางในถือออกมา
แล้วพบว่ามีรอยเปื้อนเลือดแต้มอยู่บนผ้า
ในหัวของทุกคนตอนนี้เต็มไปด้วยเสียงที่คล้ายกับเสียงระเบิด
ดังขึ้น
นายทหารกู้และหมอหลวงหลี่ผู้ซึ่งเป็นชายมีอายุแล้วดูจะพอ
เข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าได้ดี ส่วนขันทีถึงแม้อาจไม่ใช่ผู้ชายเต็มตัว
แต่ก็เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้อยู่บ้าง
รอยเปื้อนบนผ้านั่น…ถึงแม้จะเบาบาง แต่พวกเขาค่อนข้าง
มั่นใจว่า นั่นคือรอยเลือด
ว่าแล้ว…ว่าต้องมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น…หมอหลวงหลี่วางหมอนที่อยู่ในมือลงบนเตียง
แต่กระนั้นแล้ว ก็ไม่มีทีท่าว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องจะลุกขึ้นตื่น
หลังจากที่ลืมตาขึ้นตอนที่ขันทีเข้ามา ก็ผล็อยหลับไปอีกรอบ ภายใต้
ผิวคล้ำนั้นเผยให้เห็นสีหน้าของเขาที่แลดูซีดเผือด แม้ว่าตอนนี้เขา
จะสวมเสื้อทับเป็นที่เรียบร้อย แต่บริเวณลำคอของเขาเผยให้เห็น
รอยฟกช้ำ ดำเขียว
ราวกับว่ามีมือใครสักคนหยิกเข้าไปที่ตรงนั้น…
ทั้ง
ห้องเริ่มตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง นายทหารกู้เริ่มบัน
ดาลโทสะขึ้นพลางสบถออกมา
“ระยำนัก!”
…
“…จะเป็นไปได้ยังไง…”
“…ฝ่าบาทเป็นถึงขนาดนั้น จะทำเรื่องแบบนั้นได้เยี่ยงไร…”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วทุกทิศ สาวใช้ที่กำลังวัดอุณหภูมิน้ำ
สำ หรับอาบอยู่ในห้องน้ำเมื่อได้ยินดังนั้นก็เริ่มหน้าแดงหูแดงเมื่อครู่นางเข้ามาหลบในนี้ไม่กล้าเข้าไปในห้อง แต่จะหลบได้
อีกนานสักแค่ไหนกันเชียว สุดท้ายก็ต้องกลับเข้าไปในห้องนั้นอยู่ดี
แถมตอนกลับมายังห้องมีนางในคนหนึ่งยื่นกล่องอะไรก็ไม่รู้
มาให้นางอีกด้วย พลางเอ่ย
“นี่เป็นของฮูหยิน ดูแลด้วยล่ะ”
สาวใช้มือไม้สั่นเสียจนเกือบทิ้งกล่องลงไป
“ไม่เห็นมีอะไรต้องอายเลย” นางกำนัลเอ่ย ทั้งๆ ที่สีหน้าของ
ทั้ง
สองคนก็ดูจะเขินอายพอๆ กันนั่นแล
แม้ว่านางในเองจะอยู่ในวังมาทั้งชีวิต เจอเรื่องแบบนี้มาก็นัก
ต่อนัก แต่เหตุการณ์ในวันนี้ที่เกิดขึ้นไม่รู้เหตุใดถึงได้รู้สึกว่าไม่กล้า
เอ่ยแสดงความดีใจออกมาเสียอย่างนั้น
“เดี๋ยวตุ๋นพุทราเม็ดบัวให้ฮูหยินเขาทานด้วยล่ะ” สาวใช้พอนึก
ขึ้นได้ก็รีบเอ่ยกำชับ
พอเอ่ยจบก็เหลือบไปมองในห้อง ภาพเมื่อครู่ที่นางเห็นสีหน้า
ของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง อีกทั้งสภาพเขาที่ดูอิดโรยขนาดนั้น…
หรือว่า ควรตุ๋นให้ฝ่าบาทได้เสวยก่อนดีดูเหมือนจะเกิดขึ้นจริงๆ สินะเมื่อคืน…ฝ่าบาทเป็นฝ่ายรุกก่อน
หรือเปล่านะ
อย่างไรก็ต้องฝ่าบาทรุกก่อนอยู่แล้ว นายหญิงไม่ใช่สตรีแบบ
นั้น
เสียหน่อย!
คาดไม่ถึงเลยเชียว ว่าฝ่าบาทจะมีแรงทำเรื่องแบบนั้น…
สาวใช้รีบหยุดความคิดตัวเองพลางส่ายหัวไปมา จากนั้นก็
วัดอุณหภูมิน้ำ แล้วเรียกนางในให้ช่วย
“รีบไปตั้งสำ รับเถอะ”
นางในพอรับคำสั่งปุ๊บก็รีบพุ่งตัวออกไปทันที
สาวใช้เองก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องอาบน้ำ
“…เหตุใดจะเกิดขึ้นไม่ได้ล่ะ เจ้าลองดมสิ…ดมว่าในห้องนี้มัน
มีกลิ่นหอมประหลาดประหลาดอะไร…”
“…นายทหารกู้ถามมาให้แล้ว หมอหลวงหลี่บอกว่าไม่เคย
ได้กลิ่นแบบนี้มาก่อน ว่ากันว่าเป็นกลิ่นของยา…”
“…ยาปลุกอารมณ์หรือเปล่านะ”
หรือว่าจะเป็นเพราะ! เทียนหอมนั่น!ราวกับว่ามีเสียงชนโครมดังขึ้นในหัวของสาวใช้
อย่าบอกนะว่า…นายหญิง…เป็นฝ่ายรุก
พอเห็นว่าสาวใช้เดินออกมา แม่นมสองคนที่ช่วยกันปูเตียงอยู่
ก็รีบหยุดบทสนทนา แล้วก้มหน้าก้มตาจัดแจงที่นอนพร้อมเปลี่ยน
ผ้าปูพื้นใหม่ พอทำเสร็จก็รีบแยกย้ายกันออกไป
สาวใช้ที่เพิ่งออกมาก็กำลังยืนงงงัน หน้าต่างห้องถูกเปิดออก
ทำให้มีลมเย็นโกรกเข้ามาด้านใน เพิ่มความรู้สึกสดชื่นให้กับเช้าวัน
ใหม่ อีกทั้งยังช่วยเรียกสตินางเองอีกด้วย
หากนายหญิงเป็นคนเริ่มจริงๆ กระนั้นแล้ว นายหญิงคง
มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น เรื่องที่นายหญิงทำแน่นอนว่าไม่มีทาง
ผิดพลาดได้!
สาวใช้ยืดหลังตรง สูดหายใจลึก
สุ้มเสียงจากด้านนอกที่เอาแต่ถามถึงนายหญิงก็เริ่มดังขึ้น
สาวใช้ที่ตอนนี้อารมณ์เริ่มมั่นคงแล้ว ก็รีบออกไปต้อนรับคน
พวกนั้นด้านนอก นายทหารกู้กำลังดึงหน้าตึงพลางจ้องไปยังเหล่า
ขันทีที่กำลังยืนไหล่ห่อกันอยู่ สีหน้าของทั้งขันทีและหมอหลวงหลี่
ต่างก็ดูหนักใจไม่น้อย พอพวกเขาเห็นว่านายหญิงกำลังแบกคันธนู
เดินมุ่งหน้ามาทางนี้ พวกเขาก็รีบหยุดฝีเท้าแล้วทำท่าทางแปลกๆ
เฉิงเจียวเหนียงที่สวมชุดกระโปรงพร้อมด้วยผ้าคลุมสีเขียว
อ่อน แขนเสื้อที่ถูกพับขึ้น บวกกับแสงตะวันยามเช้าที่ตัดผ่านเผยให้
เห็นใบหน้าสีชมพูระเรื่อ
มองดูแล้วให้ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ตัดภาพมาที่จิ้นอัน
จวิ้นอ๋องที่ยังคงนอนแน่นิ่ง ขนาดหมอหลวงหลี่ฝังเข็มให้สองเล่ม
แล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นแต่อย่างใด…
นายทหารกู้เมื่อเห็นนางเดินมาก็นึกกัดฟันโกรธแค้นในใจขึ้น
มาอีกครั้ง
เดรัจฉาน!
“ฮูหยิน!” เขาตะคอกเสียงเรียกนาง
เฉิงเจียวเหนียงหยุดฝีเท้า หันไปทางต้นเสียง“จะกลับแล้วหรือ” นางถาม “พวกท่านมีอะไรก็พูดได้เลย
ไม่ต้องเกรงใจข้า”
ไม่ต้องเกรงใจงั้นรึ
นายทหารกู้อารมณ์โกรธพุ่งปรี๊ดจนลมแทบจับ ให้นาง
มาดูแลรักษาฝ่าบาทดีๆ แต่นางกลับมาทำเรื่องน่าอายแบบนี้กับ
ฝ่าบาทเสียอย่างนั้น…
นางนี่มันคนระยำชัดๆ !
“ฮูหยิน ดูเหมือนฝ่าบาทอาการแย่ลงขอรับ” หมอหลวงหลี่เอ่ย
แม่นางเฉิงหันไปมองเขา แล้วเอ่ย
“เดิมทีเขาก็อาการแย่อยู่แล้ว” นางเอ่ย พลางทำมือห้าม “ข้า
ขอไปล้างตัวก่อน มีเรื่องอันใดไว้ค่อยคุยกันภายหลัง”
พวกเขายืนอึ้งพลางมองเฉิงเจียวเหนียงก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
“หลี่ซื่อเชิน! หากข้ายังเชื่อใจเจ้าได้อีกละก็ ข้าจะยอมเปลี่ยน
นามสกุลเลย!”
นายทหารกู้กันฟันกรอดๆ จากนั้นออกคำสั่ง
“รีบพาฝ่าบาทกลับตำหนัก! แล้วตามหมอหลวงมา!”…
เรื่องราวที่เกิดขึ้นถูกส่งต่อมาถึงตำหนักหลวงเป็นที่เรียบร้อย
โดยเหล่านางในและขันที ไทเฮาเมื่อได้รับทราบเรื่องก็ตกใจไม่น้อย
“เป็นไปไม่ได้กระมัง” ไทเฮาเอ่ย วางถ้วยชาลง “อย่างนางน่ะ
หรือจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้”
ขันทีพยักหน้า ออกท่าออกจากให้ดูเกินจริง
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดไม่ถึงเลยเสียจริง” เขาเอ่ย “ตอนนี้กำลัง
เชิญหมอหลวงมาดูอาการให้กันวุ่นวายเลยเชียวพ่ะย่ะค่ะ บอกว่า
ฝ่าบาทอ่อนเปลี้ยเพลียแรง อย่าว่าแต่ถวายโอสถเลย ตอนนี้ยังไม่
ฟื้นเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่แล้วเพคะ ตอนนี้ใบหน้าของฝ่าบาทแทบดูไม่ได้เชียวเพคะ
ราวกับขอนไม้แห้งยังไงยังงั้นเลยเพคะ” นางในเสริมต่อ
ไทเฮาขมวดคิ้ว
“ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ยังจะโดนอะไรแบบนั้นมาอีก ก็เท่ากับแย่
ลงกว่าเดิมนะสิ” ไทเฮาเอ่ยอย่างร้อนรน“เสียแรงที่ฝ่าบาทอุตส่าห์เข้าพิธีกับนางด้วยตัวฝ่าบาทเอง
สุดท้ายก็ถูกนาง โอ๊ย หม่อมฉันไม่อยากจะเอ่ย…” นางในส่ายหน้า
แล้วเอ่ยต่อ “จะรีบอะไรนักหนา”
นั่นสินะ จะรีบอะไรนักหนา
ไทเฮาแสยะยิ้มในใจ
ก็คงรีบอยากจะมีทายาทกระมัง ต่อให้จิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ไม่อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็มีทายาทไว้สืบทอดแล้วสินะ
ว่าแล้วว่านางต้องเป็นคนแผนสูง จิตใจอำมหิตยิ่งนัก
นางสามารถปลุกระดมคนให้ร่วมแสดงความยินดีกับนาง และ
ทำให้ชื่อของนางกระฉ่อนมากขึ้น หากนางตั้งครรภ์ได้แล้วละก็คงจะ
อยู่ต่อไปอีกในฐานะจวิ้นอ๋องเฟยได้อย่างสบายสบายเลยล่ะ
นางปฏิเสธที่จะรักษาชิ่งอ๋อง มิหนำซ้ำ ยังรวมหัวกับฮองเฮา
และจิ้นอันจวิ้นอ๋องวางยาพระสนมอัน อีกทั้งยังใช้อุบายในวันที่
ท้องฟ้าวิปริตลอบปลงพระชนม์ผิงอ๋อง ทำให้ฮ่องเต้โกรธจนโรค
กำเริบ ทำเอากุ้ยเฟยเป็นบ้า… ค่อยๆ ย่างกรายเข้ามายังวังแห่งนี้ไทเฮาพลางคิดในใจ หากตำหนักแห่งนี้ไม่มีตนอยู่แล้ว ต่อไป
แผ่นดินนี้จะมีสภาพเป็นเช่นใดกัน…
“ไทเฮาขอรับ รอบตัวฮองเฮาไม่มีใครที่พึ่งพาได้แล้วนอกจาก
เฉิงเจียวเหนียงขอรับ”
“วันหน้าก็เช่นกัน จิ้นอันจวิ้นอ๋องจะต้องพึ่งพานาง พวกนั้น
ต้องการจะทำเรื่องไม่ดีไม่ร้าย จะต้องมีคนพิสูจน์ให้ได้ขอรับ ที่เฉิง
เจียวเหนียงมีหน้ามีตามีชื่อเสียงในหมู่ชาวเมืองมาตลอด ทั้งเรื่อง
ลูกศิษย์เทวดา สุริยุปราคา จันทรุปราคา ล่อสายฟ้า เรื่องพวกนี้พอ
จะพิสูจน์และทำให้ชาวเมืองเชื่อในตัวนาง ต่อไปหากนางกล่าวอะไร
ออกมา ก็คงไม่มีใครค้านนางได้ขอรับ”
คำพูดของเกาหลิงปอจู่ๆ ก็ดังขึ้นในหัว
“ไทเฮา เราต้องกำจัดงูพิษนี่ออกไป โดยที่ไม่ให้ผู้คน
ระแคะระคายใจ นี่แหละโอกาสดีเลย พวกเราไม่ควรมองข้าม
โอกาสดีๆ แบบนี้ขอรับ”
ไทเฮาถอนหายใจ กำมือแน่น
รอต่อไปไม่ได้แล้วสินะ“ไปพาตัวนางเข้ามาในวังหลวง”