พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 597 เรือนหอ
ตะเกียงในห้องสว่างขึ้นอีกหนึ่งดวง ผู้คนเริ่มอุ่นหนาฝาคั่ง
เกี้ยวเล็กถูกยกเข้ามายังในห้อง
“สายัณห์สวัสดิ์ขอรับฮูหยิน”
หมอหลวงหลี่ที่ยืนอยู่ด้านนอกรีบทำความเคารพด้วย
ความตื่นเต้น
เฉิงเจียวเหนียงที่อยู่ด้านในพยักหน้าพลางโน้มตัวตอบ
“…ขอบพระคุณท่านอาจารย์…” จากนั้นหมอหลวงหลี่ก็เอ่ย
ขอบคุณแล้วโค้งตัวอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เฉิงเจียวเหนียงกลับเบี่ยงตัวหลบ
“ฮูหยิน ตอนที่ข้ารักษานายใหญ่เฉินนั้น ท่านให้ข้าใช้วิธีนวด
และฝังเข็ม…ข้าเรียนรู้วิธีการทำจากครั้งนั้นมาทั้งหมด ทำให้ข้า
สามารถช่วยชีวิตฝ่าบาทได้…” หมอหลวงหลี่เอ่ยด้วยความตื้นตัน
“ไม่สิ ต้องบอกว่า เป็นเพราะท่านต่างหาก ฝ่าบาทถึงได้รอดชีวิต
มา…”จู่ๆ ก็มีเสียงกระแอมดังขัดจังหวะ
“ดึกมากแล้ว หมอหลวงหลี่ค่อยมารำลึกอดีตวันหลังจะดีกว่า
ไหม” นายทหารกู้ขมวดคิ้วถาม
ว่าไปแล้วก็จริง วันนี้มีงานใหญ่เกิดขึ้น ทุกคนคงเหนื่อยกัน
มาทั้งวันแล้ว หมอหลวงหลี่จึงพยายามสำ รวม มือทั้งสองพลาง
ถูไปมาและทำสีหน้าจริงจัง
“คืออย่างนี้ขอรับ” หมอหลวงหลี่เอ่ย “พระวรกายของฝ่าบาท
เริ่มไม่สู้ดี…”
ปั้น
ฉินที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืน พอได้ยินประโยคเมื่อครู่เข้าก็พลันขา
อ่อนตัวมทรุดลงไปอีกครั้ง มือสั่นกระตุกคว้าเข้าไปที่แขนของสาวใช้
ที่อยู่ด้านข้าง
เสียงของม่านดังขึ้น สาวใช้รีบตามหาตนเสียง ทำให้ปั้นฉินไร้
ซึ่งที่วางแขน
คนที่อยู่ด้านนอกเองเมื่อได้ยินดังนั้นก็ตกใจ คาดไม่ถึงว่า
แม่นางเฉิงจะเดินออกมาเอง เหล่านายทหารทั้งหลายต่างพากันก้มหน้าหลบตา พลางคิดในใจ สตรีผู้นี้สวมกระโปรงสำ หรับพักผ่อน
ผมเผ้าก็ปล่อยสยายออกมา เป็นภาพที่ช่าง…
แต่หมอหลวงหลี่กลับพานางมาหยุดอยู่ตรงหน้าเกี้ยว สาวใช้
จึงต้องคว้าตะเกียงมาไว้ด้านข้าง
ปรากฏร่างของจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ถูกคลุมด้วยเสื้อคลุม ใบหน้าดู
แข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา ดวงตาทั้งสองปิดลงซึ่งไม่รู้ว่ากำลังหลับหรือตื่น
อยู่
เฉิงเจียวเหนียงชำ เลืองอยู่สักพัก จากนั้นทำทียืนตัวตรงแล้วให้
คำตอบ
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่”
หมอหลวงหลี่เมื่อได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกละอายใจ
“ข้ารู้ว่าฝ่าบาทมิได้อาการแย่ลง เพียงแต่ยังไม่ไว้วางใจ…”
เขาเอ่ย “ตอนกลางคืนฝ่าบาทไม่ได้กินยา…”
“ก็เพราะพวกเจ้ามัวแต่เล่นบ้าเล่นบอกันแบบนี้อย่างไรเล่า!”
นายทหารกู้สบถออกมาอย่างเหลืออด
เขาคงจะหมายถึงตอนที่จิ้นอันจวิ้นอ๋องเข้าพิธีสินะสาวใช้เหลือบไปมองร่างของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ขณะที่เสียงบ่นก่น
ด่าของนายทหารกู้เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
“…ฝ่าบาทแทบไม่เคยได้ลุกจากเตียง แต่พวกเจ้าดันให้
ฝ่าบาทยืนอยู่อย่างนั้นนานสองนาน แถมยังให้เดินตั้งหลายก้าว…”
ที่แท้เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้เอง ว่ากันว่า คนที่ติดเตียงนานๆ
มักจะยืนหรือเดินไม่ค่อยไหว ต้องค่อยเป็นค่อยไป นับประสาอะไร
กับจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่แม้แต่ยกตัวขึ้นยังยาก กลับต้องมาเดินนาน
ขนาดนั้น…
มิน่าล่ะ เหตุใดตอนที่ดื่มน้ำเหล้าร่วมสาบานขันทีถึงต้องรีบให้
คนมาพยุงฝ่าบาทออกไป
“…หมอหลวงหลี่ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้
แถมยังลากข้าเข้าไปเอี่ยวด้วย…”
“…ท่านทรมานร่างกายฝ่าบาทเพียงเพื่อต้องการที่จะแสดง
ความเคารพต่ออาจารย์ของท่านอย่างนั้นรึ”
ยิ่งพรั่งพรูออกมาก็ยิ่งบันดาลโทสะ นายทหารกู้ตอนนี้ไม่สน
กฎเกณฑ์อันใดอีกต่อไป พลางเดินไปมาในเรือนหอ“…พิธีการนี้มันสำ คัญมากนักหรือไร ถ้าไม่มีแล้วมันจะยังไง”
ขันทีและหมอหลวงหลี่ก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ ภายใน
ห้องมีแต่เสียงของนายทหารกู้ดังระงม
“จะเจรจากันก็ออกไปข้างนอกเสีย”
จู่ๆ เสียงของสตรีดังขึ้น
นายทหารกู้เป็นอันต้องเงียบเสียงลง
“ข้าต้องการพักผ่อนแล้วเจ้าค่ะ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
นายทหารกู้คิดในใจ เขาเป็นถึงเสนาธิการบดี เป็นถึงชิงเค่อ
ไม่ใช่บ่าว นางบังอาจนักที่มาไล่เขาเช่นนี้!
นายทหารกู้ทั้งหน้าซีดและเลือดขึ้นหน้า
หมอหลวงหลี่เมื่อได้เห็นก็หัวเราะอย่างอดไม่ได้
เขารู้ว่านางเป็นคนพูดจาโผงผางไม่เกรงใจใครอยู่แล้ว
“เป็นความผิดของข้าเอง” เขาพยายามเกลี้ยกล่อมนาง
“ฝ่าบาทเลยต้องมาตกที่นั่งลำบาก กระนั้นแล้ว กระหม่อมจึงอยาก
ขอให้ฮูหยินช่วยดูอาการฝ่าบาทสักคืนนึง พวกเราเองก็จะได้
สบายใจไปด้วย”เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
คนในห้องต่างพากันทำหน้าตกตะลึง
“รีบแบกเกี้ยวฝ่าบาทเข้าไปเร็ว” ขันทีเมื่อได้สติก็รีบออกคำสั่ง
ห้องหอที่เพิ่งเก็บกวาดกันไปก็พลันตกอยู่ในความชุลมุน
นางในรีบดึงม่านขึ้น ขันทีสี่นายแบกเกี้ยวจิ้นอันจวิ้นอ๋องเข้าไป
ด้านใน
“รีบจัดที่นอนเร็วเข้า” สาวใช้ที่เข้ามาเห็นปั้นฉินกำลังยืนเหม่อ
อยู่ ก็รีบเอ่ยเร่งให้ทำงาน
ปั้น
ฉินที่เพิ่งได้สติก็รีบหยิบหมอนที่ตกพื้นขึ้นมาวาง แล้วจัด
ที่นอนผ้าห่มให้เรียบร้อย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยังคงสวมชุดพิธีอยู่ เหล่าสาวใช้จึงรีบกุลีกุจอ
ถอดเสื้อออกกันพัลวัน แสงตะเกียงสว่างขึ้นอีกสองดวง ท้องฟ้า
ด้านนอกเริ่มมืดสนิท
“ฮูหยิน ให้นายทหารเฝ้ายามสักสองนายพอไหมขอรับ” ขันที
เอ่ยถามอย่างสุภาพและระมัดระวัง
“ไม่ต้องหรอก” เฉิงเจียวเหนียงตอบ“นายหญิง…เอ่อ ฮูหยินของพวกเรา” สาวใช้รีบแย้งขึ้น “ฮูหยิน
ของพวกเรารู้สึกไม่ชินเวลามีคนมาคอยเฝ้ายามเจ้าค่ะ พวกท่านไป
พักผ่อนกันเถิด”
ส่วนนายทหารกู้ที่ทำทีจะกลับแต่ก็วางใจปล่อยฝ่าบาทไว้ไม่ลง
พอได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่เข้าก็เริ่มจะหมดความอดทน
“ได้อย่างไรกัน ฝ่าบาทเป็นถึงขนาดนี้…” เขาหันมาแย้ง
“ในเมื่อฝ่าบาทเป็นถึงขนาดนี้ ให้พวกท่านมาคอยคุ้มกันรับใช้
เฉยๆ แล้วอาการของฝ่าบาทจะดีขึ้นอย่างนั้นหรือ” เสียงของเฉิง
เจียวเหนียงลอยเข้ามากลางวง
หมอหลวงหลี่ก้มหน้าหัวเราะ จากนั้นยื่นมือโบกให้นายทหารกู้
สงบสติอารมณ์
“กลับกันเถิดขอรับ” เขาเอ่ยเสียงเบา “เวลาแม่นางลงมือรักษา
จะไม่ให้คนมาคอยป้วนเปี้ยนขอรับ”
“นั่นสิขอรับ แม่นางเฉิงคนเดียว ดีกว่ามีพวกเราสิบคนนะ
ขอรับ” ขันทีช่วยเสริมแสงตะเกียงที่สาดส่องตรงทางเดิน เผยให้เห็นใบหน้าที่โกรธ
จนเลือดขึ้นของนายทหารกู้
“พวกเจ้านี่วางใจคนง่ายดีนี่” เขาถลึงตาใส่
ขันทีเบือนหน้าไปทางสวนหย่อมแล้วถอนหายใจ
“นายท่าน บางครั้งชีวิตคนเราก็ต้องยอมรับชะตากรรมนะ
ขอรับ”
ยอมรับชะตากรรมอย่างนั้นรึ
“จะเชื่อใจหรือไม่เชื่อใจนางก็สุดแล้วแต่ แต่นี่คือชีวิตของ
ฝ่าบาทนะขอรับ” ขันทีเอ่ยเสียงเบา พลางก้มหัวเอามือลงแล้วค่อยๆ
ก้าวเดินลงบันได
นายทหารกู้เมื่อได้ยินก็ขมวดคิ้ว
พูดจาบ้าบออะไรกัน!
ในเมื่อเป็นเรื่องที่ระวังที่ห้ามกันได้ ไฉนกลายเป็นชะตากรรม
เสียอย่างนั้น
“ขอนายท่านวางใจเถิดขอรับ” หมอหลวงหลี่เอ่ยขึ้น จากนั้นก็
ขยับเข้ามาใกล้ๆ “หากท่านไม่เชื่อใจนาง บนโลกนี้ก็ไม่มีใครน่าเชื่อใจแล้วขอรับ”
นายทหารกู้ขมวดคิ้วอีกครั้ง พลางเหลือบไปเห็นเหล่าขันทีและ
นางในค่อยๆ ทยอยเดินออกมา รู้ตัวอีกทีก็พบว่าหมอหลวงหลี่และ
ขันทีเดินไปถึงตรงหน้าประตูใหญ่แล้ว เขาจึงทำได้แค่รีบเดินตามไป
“พวกเจ้าอย่าคิดว่าจะหลอกข้าได้เป็นครั้งที่สองล่ะ!”
นายทหารกู้กัดฟันขู่
สิ้นประโยค ทั้งหมอหลวงหลี่และขันทีก็ทำตัวหดลง จากนั้น
ทำทีรีบเร่งฝีเท้าเดินต่อ
สาวใช้ดับตะเกียงลงสองดวง มองไปยังเฉิงเจียวเหนียงที่กำลัง
นั่งอ่านหนังสืออีกครั้ง
“นายหญิง ดื่มชาอีกไหมเจ้าคะ”
“ไม่เอาแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงตอบ จากนั้นวางหนังสือลง “จุด
เทียนหน่อยสิ”
สาวใช้ยืนตะลึงไปชั่วครู่
“เอากล่องเทียนหอมที่นายหญิงทำเองกล่องนั้นหรือ” ปั้นฉิน
เอ่ยถามเฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า
เมื่อได้คำตอบ ปั้นฉินจึงรีบไปหา
“นายหญิงทำเทียนหอมเองด้วยรึ” สาวใช้ที่วิ่งเข้ามาช่วยได้
เอ่ยถาม
ในห้องเล็กๆ ทางฝั่งตะวันออกที่เป็นห้องเก็บสัมภาระ ปั้นฉิน
และสาวใช้ควานหากล่องเทียนหอมอยู่สักพัก สุดท้ายก็หาจนเจอ
เลยร้องด้วยความดีใจ
“ใช่แล้ว ช่วงที่ท่านชายเฉิงสี่ไม่อยู่ นายหญิงก็เริ่มค่อยๆ ฝึกทำ
ทีละนิด” ปั้นฉินอธิบาย
เพราะสาวใช้ไม่ค่อยได้อยู่เรือน จึงไม่รู้รายละเอียดเรื่องพวกนี้
“เทียนหอมนี่ต้องดีมากแน่ๆ เลย” สาวใช้เอ่ย
จากนั้นพวกนางก็จุดเทียนหอม
เฉิงเจียวเหนียงเมื่อได้ยินดังนั้นก็สายหัวพลางเอ่ย
“ไม่ดีหรอก”
“ต้องดีสิเจ้าคะ ฝีมือนายหญิงเชียวนะ” สาวใช้เอ่ยชม
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะ“ถ้าเจ้าว่าเช่นนั้นก็ย่อมได้” นายหญิงของพวกเขาเอ่ยจากนั้น
พยักหน้าแล้วไล่ให้ไปพักผ่อน “พวกเจ้าไปพักเถิด”
สาวใช้ทั้งสองพยักหน้า พลางเอ่ยย้ำ
“นายหญิง พวกเราอยู่ที่ห้องด้านนอกนี้นะเจ้าคะ”
บรรยากาศในห้องเงียบสงบอีกครั้ง เฉิงเจียวเหนียงอ่าน
ตัวอักษรตัวสุดท้ายของเล่มจบก็วางหนังสือลง เสียงเจี๊ยวจ๊าวจาก
ห้องด้านข้างของสองสาวก็เริ่มเงียบลง และเปลี่ยนเป็นเสียงกรนดัง
ขึ้นแทน
ยุ่งมาทั้งวันในที่สุดก็ได้เวลาพักแล้ว สาวใช้ทั้งสองเอาหัวหนุน
หมอนจากนั้นผล็อยหลับไป
เฉิงเจียวเหนียงหันไปทางเตียง
ชายหนุ่มที่อยู่บนเตียงกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่
นางเดินเข้าไปใกล้ๆ เขา จากนั้นหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ พลาง
มองเข้าไปยังใบหน้าชายหนุ่มที่ถูกเงาของตัวเองบดบัง
“เจ้าอยากดื่มน้ำไหม” นางเอ่ยถาม
เปลือกตาของชายหนุ่มเริ่มขยับ จากนั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น“ข้า…” เขาพยายามเพ่งไปที่ใบหน้านาง ดวงตาของเขา
ว่างเปล่า “เจ้าเองหรอกรึ…”
เขาไม่เอ่ยอะไรต่อ ราวกับว่าเข้าใจภาพตรงหน้าแล้ว จากนั้น
จึงส่ายหัวให้
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้าตอบ ไม่เอ่ยอะไรต่อ จากนั้นจึงดับไฟ
ลง
ในห้องเต็มไปด้วยความมืด แต่จิ้นอันจวิ้นอ๋องยังคงเห็นอย่าง
ชัดเจนว่าเฉิงเจียวเหนียงนั่งอยู่ข้างๆ จากนั้นดึงม่านลง แล้วคว้า
ผ้าห่มพื้นบางมาคลุมจากนั้นก็นอนลงข้างๆ เขา
ยามฤดูร้อนเช่นนี้ ทั้งสองนอนใกล้กันเสียจนต่างคนต่างรับรู้
ถึงไอร้อนจากผิวกายที่สัมผัสโดนกันตรงช่วงแขน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลืมตาจ้องมองไปยังเพดานมุ้ง
ตอนหัวค่ำเหมือนเขาเห็นถุงหอมแขวนไว้ตรงเพดานมุ้ง แต่
ตอนนี้กลับไม่เห็นแล้ว หรือว่ามีคนเอาออกไปแล้ว อีกทั้งบนเตียง
เดิมมีเศษผลไม้แห้งวางเรียงรายอยู่ แต่พอนอนลงไป ก็ไม่เห็นจะรู้สึกว่านอนทับเลย สัมผัสได้แต่ความนุ่มของที่นอน…ในห้องนี้คง
ร้อนน่าดู…วางถาดน้ำแข็งไว้พอใช้หรือไม่นะ…
จู่ๆ ก็มีมือเข้ามาลูบไล้บนตัวเขา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตัวแข็งทื่อ ความคิดในหัวเริ่มหายไป
มือนั้นถูกยกขึ้นราวกับว่าลังเลอะไรบางอย่าง จากนั้นก็วางลง
จากนั้นก็ยกขึ้นอีกครั้ง แล้วก็วางลงอีกครั้ง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่เพิ่งจะได้สติก็เริ่มรู้สึกว่ามันคือ…
“นอนเถิด” เสียงของสตรีดังขึ้นข้างหู
มือนั้นถูกเก็บลงไป
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเริ่มมีอาการเหงื่อไหลท่วมตัว
เฉิงเจียวเหนียงที่นอนอยู่ด้านข้างพลิกตัวหันหลังให้เขา
พร้อมกับเสียงลมหายใจที่ได้จังหวะ
“เฉิงฝั่ง”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยเรียกนางอย่างอดไม่ได้
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
“ข้า…” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย “รู้สึกไม่สบายตัว”คนที่ถูกเรียกไม่ได้พลิกตัวกลับมาแต่อย่างใด
“ไม่แปลกที่จะรู้สึกไม่สบายตัว” นางเอ่ยแผ่วเบา
…
ปั้น
ฉินที่กำลังนอนอยู่คับคล้ายคับคลาว่าได้ยินเสียงดังขึ้นจาก
ห้องของนายหญิง
“…ไม่แปลกที่จะรู้สึกไม่สบายตัว…”
เอ เกิดเรื่องอะไรขึ้น
หรือว่า มีเรื่องเกิดขึ้นแล้วสินะ
รีบตื่นเร็ว ตื่น ตื่น ตื่น
ปั้น
ฉินพยายามสุดฤทธิ์ในการบังคับให้ตัวเองลืมตาขึ้น พอ
ลืมตาก็เจอะแต่ความมืด จึงร้องโอดครวญ
เสียงที่ดังขึ้นมาจากในห้องเมื่อครู่ และภาพตรงหน้าที่มืดสนิท
และไม่มีอะไรขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ปั้น
ฉินพยายามตั้งสติ แล้วหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง
เมื่อครู่นางไม่ได้ฝันไป!สาวใช้อีกคนที่นอนอยู่ข้างนางเลยพลอยตื่นไปด้วยท่าทาง
สะลึมสะลือ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” สาวใช้เอ่ยถาม
“ดูเหมือนว่าในห้องจะมีเรื่อง…” ปั้นฉินหันหน้าไปทางห้องของ
นายหญิง
ยังไม่ทันจะเอ่ยจบ จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนร้องดังขึ้น
“โอ๊ยเจ็บ!”
ปั้น
ฉินและสาวใช้สะดุ้งโหยง ปั้นฉินเตรียมจะลงจะเตียง ส่วน
สาวใช้รีบลุกขึ้นนั่ง
“…ข้าบอกเจ้าแล้วว่ายังไงก็ต้องเจ็บ…อดทนไว้เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง
…”
จากนั้นมีเสียงเอ่ยเบาๆ ดังลอดเข้ามา
จากนั้นเสียงพูดคุยเริ่มหายไป มีเพียงแค่เสียงร้องเสียง
ถอนหายใจดังขึ้น
สาวใช้ตัวแข็งทื่อ ความคิดวิปลาสบังเกิดขึ้นในหัวสมอง
ไม่หรอกมั้ง…ถึงแม้นางยังคงไม่ฟันธงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สาวใช้ก็รีบคว้าตัว
ปั้น
ฉินไม่ให้เข้าไปในนั้น
ปั้น
ฉินที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไป ก็ถูกขัดจังหวะจนตัวเซ
“ท่านพี่” ปั้นฉินหันไปค้อนสาวใช้ที่ยังคว้าตัวนางไว้ไม่ปล่อย
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก พวกเรารีบนอนดีกว่า” สาวใช้
พยายามเบาเสียงลง
ปั้น
ฉินไม่เข้าใจ
“แต่เสียงในห้องเมื่อครู่นี้มัน…”
เสียงในห้อง…คงเป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างดีสำ หรับคืนแรกใน
เรือนหอนั่นแล…
สาวใช้เองมักจะเคยฟังเรื่องเล่าจากพวกแม่นมที่มักจะสาธยาย
ถึงเหตุการณ์คืนแรกของคู่ใหม่ปลามัน ซึ่งมักจะมีการบ่นร้องว่า เจ็บ
…
ใบหน้าสาวใช้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ จากนั้นจึงเข้าไปกระซิบ
ข้างหูปั้นฉินปั้น
ฉินเองพอได้ยินดังนั้น ทั้งใบหูใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดง
เช่นกัน
“ไม่ ไม่หรอก ไม่น่าเป็นไปได้หรอกน่า” ปั้นฉินเอ่ยตะกุกตะกัก
ไหนว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องถูกส่งมาเพราะพระวรกายยังไม่สู้ดีไง
จะเอาแรงที่ไหนไปทำเรื่องแบบนั้นได้เล่า
“แหม ทีตอนนั้นใครจะไปนึกไปฝันล่ะว่าฝ่าบาทจะเข้าพิธีด้วย
ตนเอง” สาวใช้เอ่ย
นั่นสินะ วันนี้มีแต่เรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้น ถ้าเช่นนั้น ที่เรือนหอ
แห่งนี้เองก็…
“ในเมื่อนายหญิงไม่ได้เรียกพวกเรา งั้น งั้นยังไม่ต้องเข้าไป
ก็แล้วกัน” สาวใช้เอ่ยเสียงเบา แล้วล้มตัวลงนอน มือที่รั้งปั้นฉินไว้อยู่
ก็เปลี่ยนมาดึงผ้าห่มคลุมตัว
ปั้น
ฉินที่ได้ฟังเรื่องราวจากสาวใช้ก็ยังคงอารมณ์ค้าง หน้าแดง
หูแดงไม่หาย ครั้นอยากจะฟังเสียงจากในห้องต่อ แต่ก็ไม่กล้า เลย
ทำได้แค่นอนลงแล้วข่มตาหลับณ ค่ำคืนอันมืดสนิท ดูเหมือนว่าเสียงจากในห้องยังคงดัง
ขึ้นอยู่ แต่สักพักก็เริ่มเงียบลง ขณะที่ความคิดกำลังตีกันในหัว
บรรยากาศรอบกายก็เริ่มเข้าสู่ภาวะสงบอีกครั้ง