พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 600 คาดเดาได้ยาก
ในห้องที่หน้าตาถูกปิดผ้าม่านถูกดึงลงทำ ให้เกิดความอบอ้าว แต่คนในนั้นแทนที่จะร้อนกลับกลายเป็นว่าต้องมาเผชิญกับความ เย็นยะเยือกแทนราวกับถาดน้ำ แข็งที่วางไว้รอบๆ
นายทหารกู้มือไม้สั่น ชำ เลืองร่างซีดที่นอนอยู่บนเตียง
“…นี่ ฝ่าบาทก็เหมือนเดิมมิใช่รึ ยังหลับอยู่นี่” นายทหารกู้โต้ ขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง
ขณะที่ขันทีจิ่งนั่งทรุดเข่าลงบนพื้น พลางร้องโอดครวญ
“…ฝ่าบาทยังลืมตา…ยังลืมตาอยู่…กระหม่อม…จะปิดให้นะ ขอรับ…หลับตาเสียเถิด…หลับตาเสียเถิด…”
ขันทีจิ่งเอาแต่พูดอยู่อย่างนั้นซ้ำ ไปมา ราวกับว่าเขาได้เสียสติ ไปแล้ว
ฝ่าบาทตายตาไม่หลับ อย่างนั้นหรือ นายทหารกู้ได้แต่รู้สึกโกรธแค้นโกรธเคือง “หมอหลวงหลี่!” เขาตะโกนเรียก
“ตัวเย็นแล้ว เย็นแล้ว” หมอหลวงหลี่ที่ยืนอยู่อีกฝั่งกำ ลังเอ่ย พึมพำ มือพลางทำ ท่าจะหยิบเข็มขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้หยิบ แม้แต่เล่มเดียว
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
นายทหารกู้คว้าคอเสื้อหมอหลวงหลี่แล้วตะคอกถาม
“ฝ่าบาทตายได้อย่างไรกัน”
ฝ่าบาทตายแล้วอย่างนั้นหรือ
แม้แต่นายทหารกู้เองยังเอ่ยได้เต็มปากขนาดนี้ คนอื่นพอได้ ฟังก็ยิ่งใจไม่ดีเข้าไปใหญ่
“เป็นเพราะสตรีผู้นั้นทำ ไว้เมื่อคืนใช่หรือไม่…”
หมอหลวหลี่ทำ หน้าเลิ่กลั่ก
ต้องเป็นเพราะนางแน่ๆ !
“นางชุบชีวิตคนได้! นางสามารถชุบชีวิตคนตายได้!” หมอหล วงหลี่โพล่งขึ้น จากนั้นรีบวิ่งออกไปด้านนอก
แต่ดันถูกนายทหารกู้ดึงตัวไว้
“ที่ฝ่าบาทต้องมาเป็นอย่างนี้ก็เพราะนาง! แล้วเจ้ายังจะไปหา นางอีกเรอะ! หลี่ซื่อเซิน เจ้ายังเป็นคนอยู่ไหม” นายทหารกู้ตะโกน ด้วยเสียงแหบแห้ง
“นางไม่ได้ทำ ขอรับ” หมอหลวงหลี่ตะโกนกลับ “ฝ่าบาทได้รับ ยาพิษ แล้วพิษนั้นก็เริ่มออกฤทธิ์ขอรับ”
ยาพิษออกฤทธิ์งั้นรึ
“ยาพิษอะไรกัน” นายทหารกู้เอ่ยเสียงสั่น
“ก็ยาพิษตัวเดิมนั่นแหละขอรับ!” หมอหลวงหลี่ตะโกนตอบ อย่างบ้าคลั่ง
สิ้นประโยคเมื่อครู่ ใครบางคนเร่งฝีเท้าเดินเข้ามา
“ตรวจสอบแล้วขอรับ เป็นยาพิษจากถ้วยนี้” จากนั้นยื่นถ้วย เปล่าและกาปากยาวให้ดู
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งขันทีและนางในต่างก็เข่าอ่อนไปตามๆ กัน
หากไม่ใช่เพราะอาการประชวรละก็ พวกเขาที่ทำ หน้าที่ อารักขาอยู่ข้างๆ คงไม่รอดแน่นอน ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นคนลงมือ
“กระหม่อมไม่เคย ไม่เคยออกไปไหนเลย! ไม่ได้ออกไปไหน เลย! กระหม่อมฟังคำ สั่งท่านอาจารย์ กระหม่อมอยู่แต่ในห้องโอสถ ตลอด”
เสียงร้องโอดครวญของผู้ช่วยดังขึ้น เขากอดขาหมอหลวงหลี่ แน่น
“ขนาดว่าคุ้มกันอย่างดีแล้วเชียว…”
นายทหารกู้บ่นพึมพำ จากนั้นเบนสายตาไปยังกลุ่มขันทีและ นางในที่กำ ลังตัวสั่นเทา
เป็นฝีมือใครกันแน่
หากใช้โอกาสตอนพิธีอภิเษกสมรส ซึ่งเป็นช่วงที่คนในนอกวัง เข้าๆ ออกๆ อาจมีคนใช้จังหวะนั้นแฝงตัวเข้ามาได้ ทั้งๆ ที่พวกเรา คอยคุ้มกันไว้อย่างดีแล้วแท้ๆ คัดเลือกแล้วคัดเลือกอีก แต่สุดท้ายก็ ยัง…
ฝ่าบาทอุตส่าห์รวบรวมแรงกายที่เดิมก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว ดั้น ด้นไปเข้าร่วมพิธี…
ไหนจะโดนล่วงเกินตอนอยู่ที่เรือนหออีก…
อีกทั้งโดนวางยาพิษตัวเดิมกับคราวก่อน…
คนที่คิดกระทำ เช่นนี้ต้องประสงค์ให้ฝ่าบาทตายสนิทแน่นอน เป็นพวกเดียวกันหรือไม่ หรือมีสองฝ่าย หรือยังมีอีกหลายฝ่าย
“รีบไปพาตัวฮูหยินมาเร็วเข้า! ฮูหยินสามารถชุบชีวิตได้! ฝ่า บาทไม่ได้ประชวรอย่างใด แต่ถูกวางยาพิษ นางต้องรู้วิธีถอนพิษ แน่นอน!” หมอหลวงหลี่ตะโกนขึ้นอีกครั้ง จากนั้นดันตัวนายทหารกู้ ออกแล้วรีบวิ่งออกไป
พาตัวนางมางั้นรึ
เป็นอย่างนี้อีกแล้วสินะ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวางแบบนี้ นางมัก จะไม่อยู่ทุกทีเลย
ครั้งก่อนก็ไปชมดอกไม้ พอครั้งนี้ดันไปอยู่ที่ตำ หนักหลวงเสีย อย่างนั้น
นายทหารกู้หัวเราะ
“หรือว่า ที่ไทเฮารีบมอบยศให้นาง ก็เพื่อการนี้สินะ” เขาเอ่ย ขึ้น “หรือว่า วางแผนกันมาก่อนแล้ว หรือว่า นางจะถูกพี่น้องของ นางสักคนรั้งไว้…”
นี่น่ะหรือ ชะตากรรมของฝ่าบาท นายทหารกู้ค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงด้วยความรู้สึกอ่อนล้าและ
หมดแรง เสียงร้องตะโกนของหมอหลวงหลี่เริ่มไกลออกไปเรื่อยๆ …
“เป็นอย่างไรบ้าง” เกาหลิงปอวางถ้วยชาลง เอ่ยถาม “เป็นไปตามแผนขอรับ” ผู้ติดตามนายหนึ่งเอ่ยตอบ “แล้วแม่นางเฉิงล่ะ” เขาถามอีกครั้ง
“นายท่านวางใจเถิดขอรับ ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจากที่ไทเฮา เรียกตัวนางเข้าตำ หนักหลวง…” ผู้ติดตามเอ่ยต่อ “มีช่องว่างมาก พอที่จะลงมือขอรับ”
เกาหลิงปอพยักหน้า คิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายลง ครั้งนี้ของจริงแล้วสินะ บนโลกนี้คงไม่มีใครโกงความตายได้มากไปกว่านี้แล้วนะ
ต่อให้ดวงแข็งแค่ไหน อย่างไรเสียก็ต้องพ่ายให้แก่แผนการอัน แยบยลอยู่ดี
เกาหลิงปอกระดกน้ำ ชาอึกใหญ่ เสียงสะอื้นดังขึ้นจากตำ หนักไทเฮา “โถ หลานข้า” ไทเฮาที่นั่งร้องห่มร้องไห้อยู่พลันรีบลุกขึ้นยืน “เร็วเข้าสิ ข้าจะเข้าไปดู” เหล่านางในและขันทีรีบช่วยกันพยุงไทเฮา
“ป่านนี้แล้ว! พวกเจ้ารีบไปเรียกจวิ้นอ๋องเฟยกลับมาเดี๋ยวนี้” ไทเฮาร้องไห้พลางคว้าไม้เท้าทำ ท่าโบก “มัวแต่ทำ ตัวสบายกันอยู่ ได้”
…
ฮองเฮาถอนหายใจ มองดูสตรีตรงหน้าที่กำ ลังนั่งนิ่ง
“ข้าคิดว่า หากเจ้าต้องการออกไป ก็คงต้องสะสางทุกอย่างให้ จบก่อนสินะ” ฮองเฮาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหัวคลี่ยิ้ม เอ่ยตอบ “หม่อมฉันไม่ชอบหนีเพคะ” ฮองเฮาหัวเราะ
“ไม่มีใครชอบหนีกันหรอก นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นต่างหาก” ฮองเฮาเอ่ยต่อ พลางส่ายหน้า “พวกเจ้าเองก็น่าจะอยู่ด้วยกันเฉกเช่นสามีภรรยา ตอนนั้น ข้าขอให้ เขาออกไปจากที่นี่ ไปที่ไกลๆ ลับตาคน แต่เขาก็ไม่ฟัง รั้นจะอยู่ที่นี่ ต่อ”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ นางก็หันไปจ้องเฉิงเจียวเหนียง “ข้าก็คงเอ่ยได้เพียงเท่านี้ ตัวข้าเองยังเอาไม่รอดเลย” เฉิงเจียวเหนียงโค้งตัวถวายบังคม “ในเมื่อฮองเฮาเอ่ยออกมาเช่นนี้ ก็เพียงพอแล้วเพคะ” นางเอ่ย “ฮองเฮาขอรับ ฮองเฮาขอรับ” เสียงขันทีตะโกนเรียกจากด้าน
นอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้า “ไทเฮากำ ลังจะออกไปตำ หนักจวิ้นอ๋อง แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาหันหน้าไปทางเฉิงเจียวเหนียง
“ดูเหมือนว่าคนในตำ หนักจวิ้นอ๋องคงจะรอดตัวได้ยากแล้ว ล่ะ” นางเอ่ย “เอาล่ะ แม่นางเฉิง ข้าคงไม่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้นาน ไม่เช่น นั้นเจ้าคงได้อยู่ที่นี่ตลอดไปแน่”
เฉิงเจียวเหนียงถวายบังคมลา
พอเฉิงเจียวเหนียงย่างเท้าเดินออกไป จู่ๆ พระสนมอันก็โผล่ตัว ออกมาจากหลังม่าน
“นางคงคิดหาวิธีได้แล้ว” พระสนมอันเบะปากเอ่ย “ไม่งั้นนาง คงไม่ดูสบายใจเฉิบเช่นนี้หรอก มิน่าล่ะพวกตระกูลเฉิงตระกูลโจวถึง ได้หนีออกไปกันหมด พวกเขาคงรู้แต่แรกอยู่แล้ว”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจ
“นางเป็นลูกศิษย์เทพเซียนนี่นา ยังไงก็ต้องหาวิธีโบยบินหนี ออกไปได้อยู่แล้ว เหลือแต่พวกเรานี่แหละที่ยังปีกหักหนีไปไหนไม่ ได้”
ฮองเฮาชำ เลืองพระสนมอันพลางหัวเราะ
“หากคิดจะหนีออกไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปีกบินหรอก” นางเอ่ย “ขึ้นอยู่กับว่า ต่อให้เจ้ามีปีก เจ้าสามารถพอที่จะใช้ปีกนั้นได้หรือ
เปล่าต่างหาก” …
เหล่าทหารต่างวิ่งวุ่นกันให้ทั่วถนน จนผู้คนถึงกับต้องแหวก
ทางให้ โจวฝูเมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบหยุดม้าของตน เพื่อหลีกเลี่ยงการ
ปะทะ “ดูเหมือนว่า มีคนในวังกำ ลังจะออกมานะขอรับ” บ่าวเอ่ยขึ้น เกรงว่าคนในวังที่ว่า บัดนี้คงมีเพียงแค่คนเดียวกระมังที่ยังคง
ออกมาข้างนอกได้ เมื่อนึกขึ้นได้ สีหน้าของโจวฝูก็เริ่มเปลี่ยน “นายท่าน!”
ภาพที่บ่าวเห็นคือโจวฝูกระโดดลงจากม้าแล้ววิ่งไปทางฝูงชน “ไปตรงนั้นไม่ได้นะขอรับ!”
…
“นายท่าน ดูเหมือนว่ามีเรื่องเกิดขึ้นในตำ หนักจวิ้นอ๋องนะ ขอรับ”
ณ หอสุราแห่งหนึ่ง ผู้ติดตามของฉินหูผายมือไปยังทิศหนึ่ง แล้วเอ่ยรายงานด้วยเสียงเบา
ฉินหูเงยหน้าขึ้นมองแวบนึง สักพักก้มหน้าก้มตาดื่มเหล้าต่อ
“ไทเฮารีบเสด็จไปที่ตำ หนักจวิ้นอ๋องเช่นนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขา จะทำ สำ เร็จแล้วขอรับ” ผู้ติดตามเอ่ย “คาดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะ ลงมือเร็วขนาดนั้นขอรับ”
“นี่เรียกว่าเร็วแล้วรึ ลากยาวมาจนถึงตอนนี้” ฉินหูหัวเราะ
ผู้ติดตามเองก็หัวเราะตาม พลางมองไปอีกทาง
“จิ้นอันจวิ้นอ๋องตายหรือไม่นั้น ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา เพียงแต่ แม่นางเฉิงจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ เพราะครั้งนี้พวกเขาคงอยาก กำ จัดทั้งสองทีเดียวเลย” ผู้ติดตามเอ่ย
ฉินหูเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดัง พลางยกเหล้าขึ้นซดจน หมดถ้วย
“จนถึงตอนนี้ เกาหลิงปอคงยังไม่สำ เหนียกอีกสินะว่ากำ ลัง ต่อกรกับใคร” เขาเอ่ย “เขาคิดหรือว่าจะเอาชนะนางได้ ครั้งก่อนคน ที่เล่นงานนางไม่ใช่เขาสักหน่อย!”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ เขาเอามือกำ ถ้วยเหล้าแน่น
คนที่เล่นงานนางได้ คือตัวเขาเอง ฉินหู!
หรือพูดอีกอย่างก็คือตัวนางเอง! นางดันตกหลุมพรางเชื่อใจ คนไม่น่าไว้ใจเช่นเขา!
ฉินหูสูดหายใจลึกเพื่อกดความรู้สึกเจ็บที่ในลำ คอ
“ถ้าเช่นนั้น นางก็ไม่น่าเป็นอะไรหรอกขอรับ” ผู้ติดตามเอ่ย พลางทำ ท่าโล่งอกโล่งใจ จากนั้นจู่ๆ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย ขึ้น พลางเอ่ย “นั่นไงขอรับ แม่นางเฉิงกลับมาแล้ว”
ฉินหูเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบเด้งตัวขึ้นแล้ววิ่งไปทางหน้าต่าง มอง ดูเบื้องล่าง
เห็นรถม้าคันหนึ่งที่เคลื่อนตัวท่ามกลางกลุ่มฝูงชน ผ้าม่านรถ ม้าที่ปลิวไหวตามสายลมในฤดูร้อน เผยให้เห็นร่างอรชรนั่งนิ่งอยู่ใน รถม้านั่น
เฉกเช่นกับคราก่อนที่เขาเห็นนางผ่านทางหน้าต่างหอสุราแห่ง นี้
ตอนนั้น พวกเขาไม่ได้เจอกันนานนับหลายปี ราวกับว่าเพิ่งเกิด ขึ้นเมื่อวาน แต่พอตัดภาพมาปัจจุบัน แม้ว่าเขาไม่ได้พบเจอนาง เพียงไม่กี่วันแต่รู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้เจอนางมาทั้งชีวิต
ตอนนั้น เขารีบลงมาด้านล่าง กระโดดขึ้นรถม้า แล้วยิ้มให้นาง
‘ข้าเอง’
นางอมยิ้มแล้วยกพัดขึ้นมาโบก
ฉินหูนึกในใจ รีบลงไปหานางเสียสิ รีบไปสิ
แต่เท้าของเขากลับไม่กระดิกเลยแม้แต่นิด ได้แต่มองรถม้านั้น เคลื่อนผ่านไปจนลับสายตา
…
“ท่านกู้ ท่านนายทหารกู้ ไทเฮาเสด็จขอรับ” “ท่านกู้ ตอนนี้พวกเราถูกล้อมไว้หมดแล้วขอรับ”
เสียงเหล่านี้ดังวนอยู่ในโสตประสาทของนายทหารกู้ แต่เขา กลับไม่สนใจ จากนั้นเสียงเหล่านี้ก็เงียบลง กลับกลายเป็นเสียงร่ำ ไห้ และเสียงโน้มน้าวของขันทีแทน
“ไทเฮาทรงอย่าเข้าไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ไทเฮา โปรดอย่าได้เป็นช้ำ กำ สรวลเลยพ่ะย่ะค่ะ”
นายทหารกู้ถอนหายใจ พลางมองไปถุงผ้าที่ซ่อนอยู่ตรงแขน เสื้อ แล้วเอ่ยขึ้น
“ขันทีจิ่ง ไหนๆ พวกเราก็ลงเรือลำ เดียวกันแล้ว” เขาเอ่ย พลาง มองไปทางขันทีจิ่งที่ยังคงนั่งอยู่ตรงริมเตียงบรรทม “ข้ามีของดีจะ แบ่งให้ พวกเราจะได้ตามฝ่าบาทไปได้อย่างเร็วและไม่ทรมาน”
ขันทีจิ่งเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ
“ฝ่าบาททรงทรมานร่างกายมานานหลายวัน กระหม่อมเป็น คนเบื้องล่าง ไม่กล้าแม้แต่จะคิดให้ตัวเองตายอย่างไวและไม่ทรมาน หรอกพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่งเอ่ย ค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นยืน พลางมองไปยัง ชายหนุ่มที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง “กระหม่อมยังต้องคอยดูแล คอย
สวมอาภรณ์ให้ฝ่าบาท…กระหม่อมจะไม่ปล่อยให้ฝ่าบาทเนื้อตัว หนาวเหน็บเช่นนี้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
บานประตูเปิดออก กลุ่มทหารกรูกันเข้ามาด้านใน
“จับตัวให้หมด!” สิ้นเสียงสั่ง ทั้งนายทหารกู้และขันทีจิ่งก็ถูก คุมตัวออกไป
ตอนนี้ทั้งตำ หนักถูกรายล้อมไปด้วยทหาร
คนที่อยู่ในตำ หนักค่อยๆ ทยอยออกมา จากนั้นนำ ข้อมูลมาทูล ให้ไทเฮาที่นั่งอยู่ในเกี้ยวได้ทราบ
“ฝ่าบาทลำ ตัวเย็นเฉียบ ไร้จังหวะชีพจรพ่ะย่ะค่ะ”
“หลานของข้า”
ขณะที่ไทเฮากำ ลังปล่อยโฮและพลางจะลงจากเกี้ยวโดยมี นางในช่วยพยุงอยู่นั้นเอง จู่ๆ เสียงประกาศจากด้านนอกดังขึ้น
“จวิ้นอ๋องเฟยเสด็จกลับแล้ว! จวิ้นอ๋องเฟยเสด็จกลับแล้ว!”
กลับมาตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว! เจ้าคนเขลา ในเมื่อออกไปได้ แล้ว ยังจะกลับมาทำ ไมอีก!
นายทหารกู้ชำ เลืองมองหมอหลวงหลี่ที่ล้มลุกคลุกคลานเข้ามา ในตำ หนัก ตามมาด้วยสตรีผู้นั้นที่ค่อยๆ ย่างเท้าเข้ามาทางนี้ ท่วงท่าการเดินของนางทั้งช้าทั้งเนิบไม่แตกต่างจากตอนเช้าเลย แม้แต่นิด
“เจ้า เจ้าไม่รู้หรือว่าวันนี้อาการของจวิ้นอ๋องเป็นเช่นไร” ไทเฮา ขมวดคิ้วเอ็ดนาง “เหตุใดถึงไม่รีบกลับวัง ข้าให้เจ้าไปถวายบังคมฝ่า บาท ไม่ได้ให้เจ้าไปถามไถ่พูดคุยกับฮองเฮานะ! เจ้าบังอาจติดต่อกับ ฮองเฮาอย่างนั้นรึ!”
ไทเฮาเอ่ยไปร้องไห้ไป พลางชี้นิ้วไปทางห้องจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“เป็นเพราะฮองเฮานั่นแหละ ที่เคยกล่าวเรื่องสืบทอดบัลลังก์ จนเขาต้องจำ ใจ! แล้ววันนี้ เจ้ายังมีหน้าไปคุยกับฮองเฮาอีก เหว่ย หลังถึงได้มาด่วนจากไปเพื่อพิสูจน์ให้พวกเจ้าได้เห็น!”
สิ้นประโยคเมื่อครู่ นายทหารกู้ถึงกับถอนหายใจ “ที่แท้ นางเองก็ตกหลุมพรางเหมือนกัน” เฉิงเจียวเหนียงมองไปที่ไทเฮา
“ไทเฮาเอ่ยเรื่องอันใดอยู่หรือเพคะ” นางเอ่ย “ฝ่าบาทจะด่วน จากไปได้อย่างไรกันเพคะ”
ไทเฮาทำ หน้าตกใจ
หรือว่า ยังไม่ตายงั้นรึ
ไทเฮาพอได้สติก็รีบหันไปมองคนที่อยู่รอบข้าง
คนพวกนี้ไม่มีทางแจ้งความเท็จกับตนหรอก! อีกทั้งฤทธิ์ของ ยานั่น นางรู้ดีที่สุด…
“จวิ้นอ๋องเฟยคงยังไม่ทราบเรื่องใช่ไหมขอรับ ร่างกายของฝ่า บาททรงยื้อไว้ไม่อยู่แล้วขอรับ” ขันทีที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น
“เป็นเช่นนั้นหรือเพคะ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “พวกท่านลองไปดู แล้วหรือยังเพคะ”
ขันทีทำ หน้าเลิ่กลั่ก
พลางคิดในใจ หรือนางคงเสียใจเกินจนไม่อยากยอมรับความ จริงที่เกิดขึ้นกันนะ
ขันทีหันไปมองนางด้วยสายตาเวทนา
ไทเฮาเมื่อได้ยินดังนั้น จึงรีบย่างเท้าเข้าไปด้านในตำ หนัก
“ไทเฮาโปรดอย่าได้เป็นช้ำ กำ สรวลเลยพ่ะย่ะค่ะ อย่าได้เศร้า หมองเลยพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงกำ ชับไว้…” ขันทีสองนายที่ช่วยไทเฮา พยุงตัวเอ่ยขึ้น “กระหม่อมจะร้องไห้แทนเอง ไทเฮาโปรดอย่าได้เป็น ช้ำ กำ สรวลเลยพ่ะย่ะค่ะ…”
แต่ไทเฮาสนใจคำ พวกนั้นเสียที่ไหนกัน
“หลานของข้า เหตุใดเจ้าถึงได้คิดสั้นนัก เหตุใดเจ้าถึงไม่ฟังคำ ของข้า” ไทเฮาร้องห่มร้องไห้ พลางมองไปยังด้านใน
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงก็ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่าง ช้าๆ จากนั้นยื่นมือออกแล้วเอ่ยอะไรบางอย่าง
“น้ำ …”
เสียงแหบแห้งของเขาดังขึ้น
เสียงร้องระงมที่ดังไปทั่วห้องบัดนี้ได้เงียบลง ทุกการกระทำ หยุดนิ่ง ทุกสายตาจับจ้องไปยังทิศทางเดียวกัน พวกเขาแทบไม่ อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็น
“ศพเดินได้!”
สักพัก ทั้งห้องถูกปกคลุมไปด้วยเสียงร้องที่ดังขึ้นด้วยความ
ขวัญผวา ไทเฮาพยายามเพ่งสายตาไปยังร่างซีดเผือดที่เพิ่งลุกขึ้นจาก
เตียงอย่างไม่เชื่อสายตา แล้วจู่ๆ ก็เป็นลมล้มพับลงไป ศพเดินได้