พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 601 ไร้สาระ
“เป็นไปไม่ได้!”
เกาหลิงปอตบโต๊ะพลางตะคอกเสียงดัง เขาไม่อยากจะเชื่อกับ เรื่องที่เกิดขึ้น
“เจ้าพวกไร้ประโยชน์ ตายจริงตายหลอกแค่นี้ดูไม่เป็นหรือยัง ไงกัน”
“นายท่าน!”
ชิงเค่อต่างพากันร้อนรน
“เหตุใดถึงจะดูไม่ออกเล่าขอรับ!”
“คนของพวกเราวางยาเองกับมือ และเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิด พลาด ตอนต้มโอสถพวกเรายังหยดลงไปอีกครั้ง ตอนก่อนเสวยก็ หยดลงอีกครั้ง นายท่าน พวกคนในตำ หนักจวิ้นอ๋องเก็บเศษโอสถที่ เหลือเอาไปให้สุนัขกิน มันยังตายเลยนะขอรับท่าน! แต่จวิ้นอ๋องดื่ม ยาไปทั้งถ้วยเลยนะขอรับ!”
“ใช่แล้วขอรับ มีพยานเห็นเหตุการณ์ตั้งมากมายก่ายกอง ใน ช่วงหนึ่งชั่วยามนั่น ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นเลยนะขอรับ!”
ท่านชายเกาเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวร้อนเช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้นแล้ว มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ในเมื่อตายแล้ว จะ ฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร แถมยังพูดได้อีก วันก่อนไม่เห็นจะพูดได้เลย พอ ตายแล้วก็ฟื้นคืนชีพอย่างนั้นรึ ผีหลอกหรือไรกัน” เขาตะโกน
เหล่าผู้ติดตามต่างพากันเหงื่อตก
“ไม่ใช่ผีหลอกหรอก แต่มีคนอยู่เบื้องหลังต่างหาก” เกาหลิงปอ ย่นคิ้วพลางเอ่ย “ต้องเป็นฝีมือนางแซ่เฉิงนั่นแน่ๆ !”
“นางทำ ให้คนตายฟื้นคืนชีพได้จริงๆ งั้นหรือ” ท่านชายเกา โพล่งถามด้วยความตะลึงงึงงัน
“เป็นไปไม่ได้ขอรับ!” ชิงเค่อนายหนึ่งเอ่ยขึ้น “นางไม่ได้อยู่ใน เหตุการณ์ ทั้งตอนที่วางยาไปจนถึงตอนที่ฟื้นขึ้น นางแทบไม่ได้ ประชิดตัวเขาเลย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องรักษาให้ฟื้นเลยขอรับ เป็นไป ไม่ได้!”
สิ้นประโยคเมื่อครู่ ทำ เอาทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ สีหน้า ของทุกคนเริ่มเปลี่ยน พยายามนึกถึงความเป็นไปได้ต่างๆ กับเรื่องที่ เกิดขึ้น
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ
หรือว่าจะผีหลอกจริงๆ
ณ ห้องโถง ไทเฮาที่สลบไปเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นรึ” นางเอ่ยเสียงสั่น
จู่ๆ เสียงที่คุ้นหูก็ดังขึ้น
“ไทเฮา กระหม่อมทำ ตัวอกตัญญู…เลยพลอยทำ ให้อกสั่น ขวัญเสีย…”
สิ้นเสียงเมื่อครู่ ไทเฮากลั้นหายใจ ดวงตาเบิกโพลง จากนั้นเอา มือแตะที่หน้าอกตัวเอง
หมอหลวงที่คอยเฝ้าอาการอยู่ข้างๆ พอเห็นว่าท่าจะไม่ดีเลย คว้าเข็มแล้วค่อยๆ ฝังลงไปบนเนื้อของคนตรงหน้า พอเสร็จ ไทเฮา ถอนหายใจยาว จากนั้นอาการก็เริ่มดีขึ้น
“เจ้า! เจ้า!” ไทเฮากึ่งลุกกึ่งยืน สายตามองไปยังจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ที่ถูกขันทีสองนายประคองตัวอยู่ทั้งสองข้าง
นี่มันเกิดอะไรขึ้น
นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ไม่มีใครตอบคำ ถามนี้ได้ แม้แต่หมอหลวงเอง ต่างก็อ้ำ อึ้งไม่มี ใครพูดอะไรออกมา
“เป็นเพราะบารมีของไทเฮาเพคะ”
เสียงสตรีดังขึ้น
พอไทเฮาหันไปหาต้นเสียง ปรากฏเฉิงเจียวเหนียง กำ ลังถวาย บังคมให้ตน
“ไทเฮาทรงแสดงความยินดีปรีเปรมแก่งานอภิเษกสมรส ด้วย บารมีของพระองค์ ส่งผลให้ฝ่าบาทมี พระวรกายที่แข็งแรงขึ้นเพคะ”
นางเอ่ยไปพลางอมยิ้มไป
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
เป็นเช่นนั้นจริงรึ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่ จะเป็นเพราะบารมีของไทเฮาหรือ จะเพราะอะไรก็ตาม ตอนนี้ร่างกายของฝ่าบาทดีขึ้นแล้วอย่างเห็นได้ ชัด ทันใดนั้นเสียงคุกเข่าตะโกนสดุดีก็เริ่มดังขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่าใครกัน เป็นคนเริ่ม
“ขอแสดงความยินดีแก่ไทเฮา บารมีไทเฮากว้างใหญ่ไพศาล!”
สักพักประโยคนี้ก็เริ่มแพร่กระจายออกไป ทุกคนในบริเวณนั้น ต่างเริ่มขานเป็นเสียงเดียวกัน
“ขอแสดงความยินดีแก่ไทเฮา บารมีไทเฮากว้างใหญ่ไพศาล!”
ไทเฮารู้สึกว่าในหูเต็มไปด้วยเสียงวิ้งๆ
แค่ถวายคำ สดุดีให้ เท่านี้ก็ไม่มีอะไรแล้วงั้นรึ
มันได้เสียที่ไหนกันเล่า!
แต่ว่า แล้วจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ออกมายังไงดีล่ะ
หากพวกคนในตำ หนักจวิ้นอ๋องรวมหัวกันหลอกนางก็ว่าไป อย่าง แต่ว่าแล้วคนอื่นละ ไหนจะยาพิษ ไหนจะคนที่วางยา ไหนจะ คนของนางเองที่ไปวัดชีพจรด้วยตนเอง อย่างไรก็เป็นไปไม่ได้! ไม่มี ทางที่ทุกคนจะรวมหัวกันหลอกนาง!
หรือว่าจะเป็นฝีมือของนาง… ไทเฮามองไปทางเฉิงเจียวเหนียง เฉิงเจียวเหนียงเงยหน้าขึ้น พลางหัวเราะเยาะไปที่ไทเฮา
ถึงแม้ว่าไทเฮาจะรู้สึกโกรธแค้นสตรีคนนี้มากแค่ไหน แต่ก็ต้อง ยอมรับว่านางเป็นสตรีรูปงามคนหนึ่งเลย รอยยิ้มนางแลดูอ่อนช้อย นัก แม้แต่นางในที่ดีที่สุดของวังยังหาจุดบกพร้องของนางไม่เจอ เว้น เสียตา ดวงตาคู่นั้นของนาง…
นัยต์ตาสีดำ เข้มนั้น ราวกับบ่อน้ำ ลึก ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถลำ ลึก ยิ่ง ทำ ให้รู้สึกขนลุกวาบขึ้นมาในทันใด
นางทั้งล่อสายฟ้าได้ ดื่มเหล้าเมาสุรากับท่านพญายม ความ เป็นความตายล้วนอยู่ในเงื้อมมือของนาง…
ความเป็นความตายล้วนอยู่ในเงื้อมมือของนางอย่างนั้นหรือ… ไทเฮาพยายามหยุดความคิดตัวเอง พลันทำ หน้าตกอกตกใจ “ไทเฮา ไม่แน่นะขอรับ ฮ่องเต้อาจร่างกายดีขึ้นในเร็ววันก็เป็น
ได้เพคะ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยพลางฉีกยิ้มให้ ฝ่าบาทงั้นเรอะ!
นั่นสินะ นางไปเยี่ยมที่ตำ หนักฝ่าบาทมานี่นา แถมยังพูดจาพา ทีกับฮองเฮาอยู่นานสองนาน ใครจะรู้เล่าว่า ในนั้น มีเรื่องอะไรเกิด ขึ้น!
“กลับตำ หนัก! กลับตำ หนัก!” ไทเฮารีบตะโกนสั่ง “กลับตำ หนัก เดี๋ยวนี้!”
นางไม่อาจอยู่ที่นี่ได้ นางไม่อาจอยู่เผชิญหน้ากับสตรีผู้นี้ได้
จู่ๆ ไทเฮาก็รู้สึกหายใจติดขัด พลางคิดในใจ หรือว่า สตรีผู้นี้จะ เริ่มวางยาตนแล้ว หรือว่าท่านพญายมกำ ลังหยิบพู่กันขึ้นมาแล้ว เขียนชื่อของนาง
รีบไปเร็ว! รีบไป!
“ฝ่าบาท โปรดทรงรักษาร่างให้ดี และโปรดอย่าทำ ให้ใครเขา ขวัญเสียอีกนะพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีเมื่อได้เห็นสภาพไทเฮาที่เริ่มผวาพูดจาไม่ได้ศัพท์ จึงรีบ ทิ้งท้ายให้
“พวกเจ้าก็เช่นกัน หากมีอะไรด่วนก็รีบมารายงาน”
ดูเหมือนทุกอย่างเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ พอหมดหน้าที่ของ ไทเฮาก็ทรงเสด็จกลับตำ หนัก
โจวฝูพยายามชะเง้อดู พอเห็นว่าธงไทเฮาเคลื่อนตัวออกจาก ตำ หนักจวิ้นอ๋อง จากนั้นก็มองไปทางประตูหนัก
โจวฝูก็พบว่านางอยู่ตรงนั้น
สีหน้าท่าทางของนางยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ส่วน สีหน้าของคนอื่นๆ ถึงแม้เข้าจะมองจากระยะไกลก็จริง แต่ก็พอเห็น ได้ว่าทุกคนมีสีหน้าแลดูเบิกบาน
ไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่เป็นอะไร พอเห็นอย่างนี้เขาก็รู้แล้วว่าทุก อย่างไม่มีอะไร
โจวฝูถอนหายใจโล่งอก พลางยื่นมือเกาะกำ แพงด้านข้าง ตอน นี้เขารู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ไหลท่วมเรือนร่างและเสื้อผ้า
ขณะที่ฉินหูกำ ลังควบม้าไปตามถนน สักพักเขาก็ได้ยินเสียง ควบม้าดังขึ้นจากด้านหลัง จึงกลับหลังหันแล้วเลี้ยวเข้าไปในตรอก ซอยแห่งหนึ่ง
“นายท่าน ไทเฮาเสด็จกลับไปเร็วมาก ดูเหมือนว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋ องจะไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ” ผู้ติดตามเอ่ยขึ้น
“มีนางอยู่ด้วยทั้งคน จะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นได้ยังไง” ฉินหู เอ่ย พลางหันไปด้านหลัง “ทุกคนมักจะไม่ยอมเชื่อใจนาง แต่นางนั่น แหละคือคนที่น่าไว้ใจที่สุดในปฐพี โดยเฉพาะพวกคนที่คอยเอาแต่ จงเกลียดจงชังนาง ควรจะได้บทเรียนกันได้แล้วนะ”
คิดหรือว่าคนอย่างนางจะต่อกรกับพวกเจ้าไม่ได้ และอย่าได้ หลงผิดว่านางจะไม่ทำ ให้พวกเจ้าสมหวังดังใจหมาย
…
“รีบไปดูเร็วเข้า!” ไทเฮาตื่นขึ้นมานั่งบนเตียง ร้องตะโกนและชี้นิ้วออกไปด้าน
นอก “ฝ่าบาทฟื้นแล้วหรือยัง”
เหล่าขันทีและนางในต่างพากันเข้ามาล้อมรอบแล้วรายงาน
“พวกกระหม่อมไปดูมาแล้ว ยังไม่ฟื้นขอรับ” ขันทีเอ่ยอย่าง ว้าวุ่น
“พวกเจ้ายังไม่ได้ไปดูเลยนี่ แล้วจะรู้ได้อย่างไร” ไทเฮาตะโกน ด่า
ในตอนนั้นเอง เกาหลิงปอเดินเข้ามา พอได้ยินคำ พูดของไท เฮาก็เริ่มขมวดคิ้ว
“ไทเฮาขอรับ กระหม่อมไปดูมาให้แล้ว ทุกอย่างยังคงเหมือน เดิม ฝ่าบาทยังไม่ฟื้นขอรับ” เกาหลิงปอเอ่ยด้วยเสียงอ่อนนุ่ม
ไทเฮาเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ชื้นใจขึ้นมาบ้าง แต่มือของนางยังคง สั่นเทา ดวงตาก็เริ่มพร่ามัว
“แต่ว่า นางเคยบอกไว้ว่าต้องฟื้นแน่นอน…นางแก้ชงได้…แก้ ได้แล้ว…” ไทเฮาเอ่ยพึมพำ
เกาหลิงปอเขม่นใส่ขันทีที่อยู่ด้านจ้าง
ขันทีคนนั้นจึงรีบถวายยาชนิดหนึ่งให้
“ไทเฮาวางใจเถิด ฝ่าบาทไม่มีทางฟื้นอย่างแน่นอน…” เขาเอ่ย
ยังไม่ทันจะเอ่ยจบ ก็ถูกไทเฮาตบเข้าให้หนึ่งฉาด
ขันทีคุกเข่าลง ยาที่อยู่ในมือตกลงไปบนพื้นจนเกิดเสียง
“ข้าน้อยสมควรตาย” ขันทีก้มหัวขอขมา
“เอาตัวไปลงโทษ ตีให้ตาย!” ไทเฮาตะโกนสั่ง พลางชี้นิ้วไปยัง ขันที
ขันทีคนอื่นๆ ไม่รอช้า รีบดึงตัวขันทีเจ้าเรื่องออกไป
“ข้ายินดีให้ฝ่าบาทฟื้นขึ้นมา ข้ายอม ข้าอยากให้เขาฟื้นขึ้นมา ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
ทั้งตำ หนักเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ระงมของไทเฮา
เกาหลิงปอรีบพยักหน้า
“นั่นสิ หากฝ่าบาทฟื้นขึ้นได้ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” เขา เอ่ย
อย่าว่าแต่ไทเฮาเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอยากให้ฝ่าบาทฟื้น ขึ้นมา
เขาคิดในใจพลางมองสภาพสตรีชราตรงหน้า เดิมทีก็ไม่ค่อย ประสีประสาอยู่แล้ว พอเจอเรื่องนี้เข้าไป กลายเป็นว่ายิ่งเลอะเลือน หนักกว่าเดิมเสียอีก
ใครๆ ก็นึกภาพออกว่าการเลี้ยงดูหญิงชราคนนั้นช่างยากเย็น เพียงใด
“ช้าก่อน!” ไทเฮาตัวสั่นอีกครั้งและมองไปรอบๆ อย่าง หวาดระแวง พลางส่งสัญญาณให้เกาหลิงปอขยับเข้ามาใกล้ๆ “หญิง นางนั้นสามารถควบคุมชีวิตและความตายได้ นางสามารถทำ ให้ฝ่า บาทตื่นขึ้นได้ นางคงอยากเล่นงานข้าอย่างแน่นอน… ใช่แล้ว นาง ต้องทำ ได้อย่างแน่นอน นางคงคิดจะต้องทำ มันตอนนี้…”
เกาหลิงปอถอนหายใจอีกครั้ง เขาพยายามพูดเกลี้ยกล่อมด้วย คำ พูดที่ว่าบุคคลประเภทนางท่านพญายมไม่อยากจะคิดบัญชีด้วย อยู่แล้ว ไทเฮาถึงจะยอมสงบสติอารมณ์ จากนั้นก็ให้ไทเฮาทานยา กล่อมประสาทแล้วหลับไป
มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันนะ เหตุใดไทเฮาถึงได้ขวัญผวาราวกับ เจอผีหลอก
เกาหลิงปอขึ้นรถม้า ขมวดคิ้ว พลางคิดหาเหตุผล
เขานึกว่าครั้งนี้ชัยชนะจะเป็นของเขา แต่กลับถูกหญิงนางนั้น สกัดดาวรุ่งไว้เสียก่อน
เรื่องที่ไทเฮายกธงเสด็จไปเยี่ยมที่ตำ หนักจิ้นอันจวิ้นอ๋องได้
แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน รวมถึงเรื่องที่จิ้นอันจวิ้นอ๋องแก้ชงได้จนร่างกายดีขึ้นอีกครั้ง รวมไปถึงความมหัศจรรย์ของสตรีผู้นั้น เกาหลิงปอกำ หมัดชกไปที่กำ แพงในรถด้วยความโมโห คราวนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือของหญิงผู้นั้น แต่ที่น่า
สงสัยที่สุดเลยคือ นางทำ ได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างถูกเตรียมการไว้อย่างดิบดี เห็นได้ชัดว่า
ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ แต่นางทำ ได้อย่างไร เขาต้องคิดหาวิธีให้จงได้ มิฉะนั้น มันก็เหมือนกับการเผชิญ
หน้ากับศัตรูที่ถูกปิดตา แม้จะมีดาบอยู่ในมือแต่ก็ไร้ประโยชน์ “ถ้ากล่าวถึงจุดที่น่าสงสัยแล้วละก็ มีเพียงเรื่องเดียว” ท่านชายเการีบเอ่ยขึ้น
ทั้งห้องตั้งใจฟัง “เรือนหอยังไงล่ะ”
“ที่เรือนหอ คนของกระหม่อมสอดแนมอย่างดี ไม่มีการรักษา เกิดขึ้นขอรับ” ชิงเค่อนายหนึ่งเอ่ยขึ้น “แม้แต่หยูกยาก็ไม่มีสักอย่าง นะขอรับ”
ท่านชายเกาถอนหายใจ ส่ายหัว “ข้าว่า พวกเจ้านี่งมงายกันเหลือเกินนะ คิดหรือว่าวิธีการ
รักษาโรคจำ กัดอยู่แค่การใช้ยาอย่างเดียวเท่านั้น” เขาเอ่ยถาม พวกเขาคิดในใจ แล้วยังมีวิธีไหนอีกล่ะ “กำ จัดหยินแล้วเพิ่มหยางไงล่ะ” ท่านชายเกาเอ่ยอย่างมั่นใจ “ไร้สาระ!” เกาหลิงปอที่เงี่ยหูและตั้งใจฟังอย่างจริงจัง ก็โยนถ้วยน้ำ ชาลง
บนโต๊ะ “ไร้สาระหรือ ท่านพ่อ เรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นนี่ยังเห็นกันไม่พออี
กรึ” ท่านชายเกาแย้ง “ไม่มีอะไรเปลี่ยน คนไม่เปลี่ยน ยาไม่เปลี่ยน ก็
มีแต่ห้องเรือนหอนั้นนั่นแหละที่…” พอเอ่ยถึงตรงนี้ เขาลดเสียงลง
“ข้าได้ยินมาว่าเหตุการณ์ในเรือนหอคืนนั้นหนักหน่วงอย่าง มาก จิ้นอันจวิ้นอ๋องถูกสตรีผู้นั้นกระทำ ชำ เราเสียจนสลบยาวเลย”
“หากเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ แล้วละก็ นางน่าจะใช้วิธีหยินหยาง แน่ๆ”
“แต่ก็ไม่แน่เสมอไป นางอาจใช้วิธีดูดพลังหยางแล้วใช้หยิน เพื่อบำ รุงหยาง นางเป็นศิษย์ลัทธิเต๋ามิใช่รึ น่าจะถนัดวิธีพวกนี้ดีอยู่ แล้ว”
เกาหลิงปอทนฟังต่อไม่ไหว จึงทุบโต๊ะอีกครั้ง
“ไร้สาระ!” เขาตะโกนสั่ง “ไปสืบมาให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้ อย่าพูด เรื่องเหลวไหลไร้ที่มาที่ไปเช่นนี้อีก!”
…
จะไร้สาระหรือไม่ก็ตาม ได้ผลดีก็เป็นพอ
ณ ตำ หนักจิ้นอันจวิ้นอ๋อง นายทหารกู้พร้อมด้วยพรรคพวกมา หยุดยืนข้างหน้าตำ หนักของเฉิงเจียวเหนียงอีกครั้ง เขาพึมพำ ในใจ เบาๆ
ครั้งสุดท้ายที่มายืนอยู่ตรงนี้ก็แค่ครึ่งวันที่ผ่านเอง แต่อารมณ์ กลับต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ช่วงก่อนหน้าในยามเช้าตรู่ ตอนที่เขารู้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของ ฝ่าบาทเพียงครึ่งเดียวถูกโยนทิ้งไป เขารู้สึกโกรธมาก จนอยากจะจุด ไฟเผาที่แห่งนี้ให้ไหม้ราบเป็นหน้ากอง
แต่กลับกันในตอนนี้ เขาได้เห็นฝ่าบาทที่เพิ่งจากไปตอนนี้กลับ ฟื้นขึ้นมา อีกครึ่งชีวิตของฝ่าบาทได้กลับคืนมาอีกครั้ง ดวงตาอัน ปลื้มปิติของเขาซ่อนไว้ไม่มิด
“นายท่าน หมอหลวงหลี่ไปถามมาให้แล้วขอรับ อ๋องเฟยกล่าว ว่าให้หมอหลวงหลี่รับผิดชอบการรักษาต่อไป เดิมเคยรักษาอย่างไร ก็ให้ใช้วิธีนั้นต่อ พวกเราอย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนนางเลย” ขันทีจิ่งเอ่ย อย่างอดไม่ได้
นายทหารกู้ขมวดคิ้วพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ข้าไม่ได้ขอให้อ๋องเฟยช่วยรักษาฝ่าบาท ก็ปล่อยให้หมอหลวง หลี่รักษาฝ่าบาทต่อไปนั่นแหละ ข้าแค่อยากจะมานำ ส่งฝ่าบาทถึงที่ นี่ก็เท่านั้น” เขากล่าว “ในเมื่อพวกเขาทั้งสองอภิเษกสมรสกันแล้ว
ไม่มีเหตุผลที่จะต้องแยกกันอยู่ นี่คือพื้นที่ของฝ่าบาท เรือนหอของ ฝ่าบาท อย่างไรก็ต้องมาส่งตัวอยู่แล้ว”
ขันทีจิ่งมองเขาด้วยความสงสัย
“นายท่านคิดอะไรอยู่” เขาอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
เฉิงเจียวเหนียงได้ยินความตั้งใจของพวกเขา และไม่ปฏิเสธ อย่างใด ปั้นฉินจึงรีบพาสาวใช้ไปทำ ความสะอาดเตียง และค่อยๆ พาตัวจิ้นอันจวิ้นอ๋องมานอนบนเตียงอย่างระมัดระวัง
ครั้งนี้พวกเขาไม่ต้องรอให้เฉิงเจียวเหนียงส่งสัญญาณเตือน ขันทีจิ่งและพรรคพวกเขาเอ่ยถวายบังคมลาก่อน
นายทหารกู้ที่ยืนอยู่นอกม่านตรงทางเดิน เดินไปมาอย่างลังเล แต่สุดท้ายเขาก็หยุดฝีเท้าลง
“อ๋องเฟย” เขาถวายบังคมให้นาง “ฝากดูแลทุกอย่างด้วยพ่ะ ย่ะค่ะ”
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
นายทหารกู้ยังไม่ออกไป ดูเหมือนเขากำ ลังลังเลกับอะไรบาง อย่าง
“มีเรื่องอันใดอีกหรือเจ้าคะ” ปั้นฉินเอ่ยถาม
นายทหารกู้กัดฟันและโค้งคำ นับอีกครั้ง
“คือว่า ร่างกายของฝ่าบาทยังคงอ่อนแอนัก โปรดอ๋องเฟย เพลามือด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ย
ซู่ซินกำ ลังเดินออกมาจากด้านข้าง ปากของนางแห้งผาก เพราะเพิ่งเสร็จงานทำ ความสะอาดมาหยกๆ ในปากซู่ซินยังอมน้ำ ชา ไว้ยังไม่ทันได้กลืนลงไป แต่พอซู่ซินได้ยินประโยคเมื่อครู่เท่านั้น กลับ รีบบ้วนน้ำ ชาในปากพุ่งพรวดออกมา
นี่ นี่ นี่ หมายความว่ายังไง! นี่เขาคิดว่านายหญิงเป็นคนแบบ ไหนกัน! เหลวไหลเสียจริง!