พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 604 กลับด้วยกัน
นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเช่นนี้!
ไม่ใช่สภาพที่ขันทีสองนายพยุงด้วยท่าทางเลื่อนลอยมาคำ นับ ฟ้าดินในพิธีแต่งงานวันนั้น และไม่ใช่สภาพที่แม้ขันทีสองนายยังพยุง ไม่ขึ้นเหมือนในข่าวลือ ยิ่งไม่เหมือนสภาพที่ทำ เอาไทเฮาเสด็จมา ด้วยตัวเองเลยสักนิด
โจวฝูมองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่เดินเข้ามาในห้องโถง ผิวพรรณยัง คงหมองคล้ำ อยู่เล็กน้อย แม้จะสวมอาภรณ์สีชาดก็มิได้ทำ ให้ดู หม่นหมอง ตรงกันข้ามกลับเผยรัศมีสุภาพเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม ดวงตาทั้งสองเป็นประกายนุ่มลึก
ทั่วทั้งร่างท่าทางเต็มไปด้วยพลังชีวิต มีชีวิตชีวา
“เหตุใดไม่เข้าไปนั่งเล่า”
เสียงเฉิงเจียวเหนียงดังขึ้นด้านข้าง
โจวฝูหลุดจากภวังค์ ก่อนจะเห็นเฉิงเจียวเหนียงที่เดิมตามมา ด้านหลังจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
เขามองไม่เห็นนางหรือนี่! การปรากฏตัวของจิ้นอันจวิ้นอ๋องผู้นี้ แย่งดึงดูดตาของทุกคนไปอย่างคาดไม่ถึง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องไหนเลยจะน่าดูกว่านาง!
โจวฝูบ่นขึ้นในใจอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาตกอยู่ที่ร่างเฉิง เจียวเหนียง
เพราะเพิ่งแต่งงานใหม่นางจึงยังสวมอาภรณ์สีชาดอยู่ ทว่าผม ที่เกล้าขึ้นยังคงเหมือนเก่า นอกจากปิ่นไม้ชิ้นนั้นและหวีเงินประดับ ผมแล้ว ก็ไม่มีเครื่องประดับอย่างอื่นอีก
ราวกับว่าทุกอย่างล้วนไม่ได้เปลี่ยนไป หน้าตายังคงสะสวย สีหน้ายังคงนิ่งสงบ
“ที่เรือนรอกันอยู่น่ะ” เขาเบนสายตามองไปทางอื่นพลางเอ่ย เสียงอู้อี้
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” จิ้นอันจวิ้นอ๋องบอก
ทุกคนในห้องโถงจึงขยับตัวกันเพราะประโยคนี้
โจวฝูมองเฉิงเจียวเหนียงครู่นึ่ง ส่วนตัวเองสาวเท้าออกไปก่อน แล้ว
เห็นขบวนตามธรรมเนียมของตำ หนักจวิ้นอ๋องคุ้มกันรถม้าจาก ไป นายทหารกู้กับหมอหลวงหลี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูยังคงตื่นเต้นไม่ หาย อยากจะพูดบางอย่างก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ราวกับว่าไม่ว่าจะ พูดอะไรก็ไม่อาจบรรยายความตื่นเต้นในใจออกมาได้เลย
สุดท้ายนายทหารกู้จึงพยักหน้า
“พระชายารักษาสัจจะวาจาจริงๆ ด้วย” เขาเอ่ยขึ้น
บอกว่าให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องหายวันนี้ วันนี้ก็หายจริงๆ
เมื่อจิ้นอันจวิ้นอ๋องลงจากรถม้าหน้าประตูเรือนตระกูลเฉิง ฟ่านเจียงหลินและคนอื่นๆ ที่รอต้อนรับอยู่หน้าประตูก็ตกตะลึงเสีย ยิ่งกว่านายทหารกู้และโจวฝู ส่วนสายตาที่แอบมองจากรอบทิศก็ เช่นกัน ข่าวคราวพลันแพร่กระจายไปราวกับสายลม
“เดินเองได้แล้วรึ”
ท่านชายเกาเบิกตาโพลงเอ่ยถาม
“ขอรับ เดินได้อย่างมั่นคงเชียว ไม่ต้องให้ใครช่วยพยุงแล้ว ซ้ำ ยังหันกลับมาพยุงแม่นางเฉิงลงรถได้อีกด้วย” ผู้ติดตามพยักหน้า บอก
“แสร้งทำ กระมัง” ท่านชายเกาขมวดคิ้วถาม เกาหลิงปอแค่นเสียงเฮอะออกมา “ตอนตายไม่สงสัยว่าเขาแสร้งทำ พอหายดีแล้วกลับมาสงสัย”
เขาเอ่ย
ท่านชายเกาสีหน้าเหยเก “ท่านพ่อ นี่ นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว” เขาเอ่ยขึ้น มีคนสาวเท้าเข้ามาจากด้านนอกอย่างรีบร้อน
“จริงแท้แน่นอนขอรับ คนในตำ หนักจิ้นอันจวิ้นอ๋องก็พูดต่อกัน มาเช่นกัน” ที่ปรึกษารีบเอ่ยบอก “เมื่อวานก็ดีขึ้นมาแล้ว ลุกขึ้นนั่งกิน ข้าวได้ วันนี้ลงจากเตียงมาเดินเองได้แล้ว เดินจากห้องด้านในมา จนถึงนอกเรือน ไม่ต้องให้คนพยุงเลยสักนิด กระทั่งหมอหลวงหลี่ให้ หยุดยาแล้วด้วย บอกว่าพระชายาจวิ้นอ๋องบอกว่า จิ้นอันจวิ้นอ๋อง หายดีแล้ว”
เกาหลิงปอเงียบงันไม่เอ่ยคำ ใด ภายในห้องมีเสียงร้องตกใจ ของท่านชายเกาดังขึ้น
“เป็นไปไม่ได้! จะหายดีแล้วได้อย่างไร!”
เหตุใดจะเป็นไปไม่ได้
เกาหลิงปอยื่นมือไปลูบโต๊ะ
“หรือลืมไปแล้วว่านางสามารถชุบชีวิตคนตายได้” เขาเอ่ย พูด ถึงตรงนี้ก็เงยหน้ามองที่ปรึกษา “ทางนั้นยังมีคนอยู่กี่คน”
“เมื่อวานโดนกำ จัดไปกลุ่มหนึ่ง แต่ว่า ยังเหลืออยู่สามคน ขอรับ” ที่ปรึกษาบอก
เกาหลิงปอขมวดคิ้ว
“แน่ใจนะว่ายังไม่โดนจับได้” เขาถาม
“ขอรับ ทั้งสามคนเป็นคนที่ติดตามจิ้นอันจวิ้นอ๋องมาตั้งแต่ แรก ติดตามเขามาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยติดต่อกับพวกเรามาก่อน” ผู้ติดตามบอก
เกาหลิงปอพยักหน้า
“ให้พวกเขาตรวจสอบอย่างละเอียดให้ได้ว่าใช้วิธีใดมารักษา กันแน่” เขาเอ่ย “หากไม่รู้เรื่องนี้ให้แน่ชัด ก้าวต่อไปของพวกเราจะ วางแผนยาก เรื่องตายแล้วฟื้นครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว!”
ที่ปรึกษาขานรับ
เทียบกับความอึดอัดใจของตระกูลเกาแล้ว ยามนี้บรรยากาศ เรือนตระกูลเฉิงกลับปรีดาเบิกบาน ภายในเรือนไม่ได้มีแค่ฟ่านเจียง หลินกับภรรยาเท่านั้น ฮูหยินเฉินก็มาด้วยเช่นกัน
เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องตรงหน้า ฮูหยินเฉินก็เปรมปรีดิ์เป็นอย่างยิ่ง
“หายดีแล้วก็ดี หายดีแล้วก็ดี” นางเอ่ยติดต่อกัน “แต่ทำ เอา ตกใจจริงๆ”
วันนั้นได้ยินว่าไทเฮาเสด็จมาเยือนตำ หนักจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ใน ใจของทุกคนต่างรู้ดีว่าอาการจิ้นอันจวิ้นอ๋องต้องแย่มากแน่แล้ว
“ทรงได้ยินว่าข้าหายแล้ว ไทเฮาจึงตั้งใจเสด็จมาเยี่ยมเป็น พิเศษ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มบอก พลางสะทกสะท้อนใจอย่างรู้สึกผิด “ข้าดื้อซนเลี้ยงยากตั้งแต่เด็ก ทำ ให้ไทเฮาลำ บากนัก ให้ในวังส่งคำ ไปแล้วว่าพรุ่งนี้พวกเราจะเข้าวังไปขอบคุณในพระกรุณาของไทเฮา”
ฮูหยินเฉินอมยิ้มพยักหน้า ต่างว่ากันว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องได้รับ ความรักและโปรดปรานจากไทเฮาและฝ่าบาทที่สุด ความเมตตา กรุณานี้สมควรได้รับไปจริงๆ
เนื่องจากเป็นห่วงสุขภาพร่างกายของจิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงพูดคุย กันเพียงครู่ ฟ่านเจียงหลิงก็มาเชิญทุกคนให้เข้าไปนั่ง
“วันนี้เป็นบะหมี่มงคลที่หลี่ต้าเสากับปั้นฉินทำ เอง” เขาบอก
หลี่ต้าเสากับแม่ครัวปั้นฉินจึงเข้ามาก้มหัวศีรษะคำ นับเฉิงเจียว เหนียงและจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ขันทีจิ่งรีบส่งซองแดงไปให้
“วันนั้นไม่อาจส่งนายหญิงได้” สาวใช้น้ำ ตาคลอพลางเอ่ย
ในใจเป็นห่วงยิ่ง เป็นห่วงว่าส่งตัวเจ้าสาวไปแล้วจะได้รับความ ไม่เป็นธรรม เป็นห่วงร่างกายจิ้นอันจวิ้นอ๋องว่าจะไม่ไหวแล้ว…
“น่าเสียดายแท้ ที่เจ้าไม่ได้ร่วมส่งตัวเจ้าสาวในวันนั้น” ซู่ซินยิ้ม เอ่ย ยื่นมือไปพยุงนางไว้ เบี่ยงประเด็นว่า “วันนั้นคึกคักกันมากที เดียว”
“ข้าเห็น ข้าเห็น” เฉินตันเหนียงที่อยู่ข้างๆ เอ่ยแทรกขึ้นอย่าง ยิ้มแย้ม “มีคนเยอะแยะเลยที่เขียนอักษรให้แม่นาง แล้วก็มีดอกไม้ ไฟมากมายเลยด้วย”
สาวใช้น้ำ ตาคลอพลางยิ้มพยักหน้า
“บ่าวเห็นแล้ว บ่าวยืนอยู่หน้าปากทางก็เห็นแล้วเจ้าค่ะ ดอกไม้ ไฟถูกจุดอยู่นานเลย” นางเอ่ย “คนในเรือนต่างออกมาดูกันใหญ่ ขวางถนนหนทางไปหมด”
นายใหญ่จางยังบ่นกระปอดกระแปดอิจฉาอยู่เลย
เมื่อนึกย้อนดู รอยยิ้มบนใบหน้าสาวใช้ก็ยิ่งแย้มบานขึ้น
พูดถึงเหตุการณ์คึกคักวันนั้นขึ้นมา ภายในห้องก็พลันคึกครื้น ใหญ่ เจ้าหนูที่เพิ่งจะพูดคล่องก็อือๆ อาๆ ตามไม่หยุด
“แต่ว่าที่น่าเสียดายก็คือ นึกไม่ถึงเลยว่าร้านดอกไม้ไฟของตระ กูลหลี่จะไม่ขายดอกไม้ไฟพวกนั้น” เฉินตันเหนียงเอ่ยด้วยความรู้สึก ที่ได้รับความไม่เป็นธรรม นางยื่นมือไปคว้าแขนเฉิงเจียวเหนียงไว้ “พี่เฉิง เจ้าไปบอกพวกเขาได้หรือไม่ ว่าข้าอยากได้สักอัน”
“ไม่ใช่แค่ดอกไม้ไฟเท่านั้น” ฮูหยินเฉินยิ้มเอ่ย “ประตูเรือนท่าน ชุยโดนเหยียบเสียแตกหมดแล้ว เนื้อเพลงที่ใช้บรรเลงพิณไม่ได้ แพร่งพรายออกมาเลยสักนิด ยามนี้ล้วนอาศัยความทรงจำ ของผู้คน ที่เคยฟัง บรรเลงออกมาตามีตามเกิด ขอแค่บอกว่าใครต้องการลอง
บรรเลงส่งตัวแม่นางเฉิงออกเรือน ก็ทำ ให้คนมากมายแห่กันชิงกัน ใหญ่”
ภายในห้องโถงไม่ว่าจะเป็นฮูหยินหรือแม่นมสาวใช้ พูดถึง หัวข้อสนทนานี้ล้วนหยุดกันไม่ได้ เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสาย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนั่งอยู่ด้านข้าง มองเฉิงเจียวเหนียงที่ถูกสาวใช้ สามคนรวมถึงเด็กสาวคนหนึ่งรายล้อมไว้ เหมือนสาวงามในภาพ วาดอย่างไรอย่างนั้น
มีคนชนแขนเขาเบาๆ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหันไปมอง โจวฝูส่งสายตาให้เขา “ข้าไปเข้าห้องน้ำ สักครู่” จิ้นอันจวิ้นอ๋องบอก ฟ่านเจียงหลินรีบลุกขึ้นยืน แต่โจวฝูชิงลุกขึ้นตัดหน้าเสียก่อน “ไปกันเถอะ” เขาเอ่ย แล้วเดินนำ ออกไปก่อน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงยิ้มให้ฟ่านเจียงหลินบ่งบอกว่าเขาอยู่ที่นี่เถอะ แล้วเดินออกไปจากห้อง ได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านในดังขึ้นกว่า เดิมเห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะเขาอยู่ด้วยทุกคนจึงสำ รวมระวัง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมุมปากปรากฎเป็นรอยยิ้ม มือข้างหนึ่งดึงเขา เอาไว้ทันใด แล้วลากไปยังกำ แพงของมุมเรือน
“เจ้าแสร้งทำ ใช่หรือไม่” โจวฝูกัดฟันถลึงตาใส่เขา ตวาดเสียง เบาว่า “ทั้งหมดนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเจ้าล้วนแสร้งทำ ใช่หรือไม่ ความ จริงเจ้าสบายดีอยู่แล้วไม่ได้เป็นอะไรสักนิด ใช่หรือไม่”
เขาเอ่ยประโยคนี้ออกไป มือก็สั่นเล็กน้อย เสียงก็เช่นเดียวกัน
“ข้าไม่สนใจและไม่อยากรู้ด้วยว่าเหตุใดเจ้าต้องแสร้งทำ และ มีความจำ เป็นอันใด มีความจำ ใจอะไร ข้ารู้แค่ว่า ท่านชายเฉิงสี่ตาย ไปแล้ว ท่านชายเฉิงสี่ตายไปแล้ว!”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองเขา ยื่นมือไปกดมือเขาไว้
“ข้าไม่ได้แสร้งทำ ” เขาบอก “นางเป็นคนรักษาข้าให้หาย”
โจวฝูเห็นเขาไม่ได้ปล่อยมือ ดวงตาก็แดงก่ำ ขอบตาดำ คล้ำ ราวกับว่าอดหลับอดนอนมาเป็นเวลานั้น
“ท่านชายหก เจ้าไม่เชื่อข้า แล้วเจ้าจะไม่เชื่อนางด้วยหรือ” จิ้ นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย “หากทั้งหมดนี้ล้วนแสร้งทำ การตายของท่านชาย
เฉิงสี่กลับเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นยามนี้ข้ายังสามารถยืนอยู่ตรงนี้โดย ไม่เป็นอะไรได้หรือ”
โจวฝูปล่อยมือเขา
นั่นสินะ นางแบ่งแยกบุญคุณความแค้นชัดเจน ไม่เคยทำ เรื่อง เสแสร้งรับหน้าเอาใจและคล้อยตามแบบนั้น
“ท่านชายหก ข้าไม่มีทางหลอกลวงนาง” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย “แต่ก่อนไม่ทำ วันหน้าก็จะไม่ทำ ”
โจวฝูมองเขาครู่หนึ่ง “อย่าเรียกข้าว่าท่านชายหก” เขาเอ่ย หันหลังเดินออกไป “จื่อเจี้ยน” จิ้นอันจวิ้นอ๋องแย้มยิ้มบางพลางเอ่ยขึ้น โจวฝูมีนามว่าจื่อเจี้ยน โจวฝูไม่ได้เอ่ยคำ ใด เขาสาวเท้าเดินต่อไป “จื่อเจี้ยน” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยเรียกไล่ด้านหลังมา โจวฝูหันหน้ากลับไปอย่างโมโห จิ้นอันจวิ้นอ๋องแย้มยิ้มบางให้
เขา “ห้องน้ำ ไปทางไหน” เขาถาม
…
เมื่อเห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินเข้ามาในห้องโถงอีกครั้ง งานเลี้ยงก็ จัดตั้งเสร็จสรรพ ภายในโถงมีดนตรีบรรเลง
โจวฝูชะงักฝีเท้าอยู่ตรงระเบียง มองลอดหน้าต่างไปเห็นเฉิง เจียวเหนียงเข้าพอดี นางกำ ลังแย้มยิ้ม ดวงตาดำ ขลับราวหยกสีหมึก แวววาวเป็นประกาย
อันที่จริงเขาเห็นนางยิ้มน้อยนัก โดยเฉพาะเมื่อก่อน นางมักจะ หน้าแข็งทื่อ แววตาก็ไร้แวว
วันหน้าก็จะยิ่งไม่ได้เห็นอีกแล้ว
จู่ๆ โจวฝูก็ไม่อยากอยู่ต่อขึ้นมา เขาหันหลังเดินจากไป
“ท่านชาย จะกลับแล้วหรือขอรับ” บ่าวรับใช้จูงม้าพลางถาม ด้วยความฉงน “ยังไม่ได้กินข้าวเลยนะขอรับ”
นี่เป็นอาหารฝีมือแม่ครัวผู้โด่งดังของตระกูลจางเชียวนะ แล้ว ก็มีเต้าหู้ไท่ผิงจากเรือนไท่ผิงส่งมาด้วย เขาเพิ่งจะเห็นตอนรวมตัว กับบรรดาบ่าวรับใช้อยู่ด้านข้างเมื่อครู่ พ่อครัวที่ใช้มือซ้ายคนนั้นแกะ
สลักเต้าหู้เป็นดอกไม้ดอกหนึ่ง แม่นมในครัวบอกว่า อาหารวันนี้ทุก คนได้กินหมด ถึงเวลานั้นเขาก็สามารถกลืนกินดอกไม้เต้าหู้ภายใน คำ เดียวแล้ว…
“กินอะไรล่ะ ไม่กินมื้อเดียวเจ้าก็จะหิวตายแล้วหรือ” โจวฝูเอ่ย อย่างไม่สบอารมณ์ พลางดึงเชือกจะขึ้นหลังม้า
“ท่านชายหก!”
เสียงสาวใช้ดังมาจากด้านหลัง
โจวฝูหันกลับไป เห็นเฉิงเจียวเหนียงเดินมาหา ข้างกายนั้นซู่ซิน ถือห่อผ้าอยู่ห่อหนึ่ง
“เรือนข้ามีธุระ ข้าจะกลับไปก่อน” โจวฝูเอ่ยขึ้นก่อน ก้มหน้า มองพื้น
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นก็กลับก่อนเถิด” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
ซู่ซินเดินเข้าไปส่งห่อผ้าให้
“นี่เป็นเสื้อผ้าที่นายหญิงทำ ที่เรือนของท่านชายไม่มีพี่สาว น้องสาวเลยสักคน ท่านชายต้องดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ” ซู่ซินเอ่ย
“ข้าไม่ได้ขาด…” เสียงอึดอัดของโจวฝูเอ่ยขึ้น เขาเงยหน้ามอง บ่าวรับใช้ด้านข้างที่ยังยืนเหม่ออยู่ จึงเตะหินก้อนเล็กๆ บนพื้นใส่เขา ด้วยความไม่สบอารมณ์
บ่าวรับใช้ร้องไอ้หยาหลุดจากภวังค์เห็นโจวฝูจึงมีปฏิกิริยาขึ้น ท่านบอกว่าไม่ขาดไม่ใช่หรือไร บ่าวรับใช้พึมพำ ในใจ รีบเข้าไปรับไว้
“นี่เป็นชุดเดินทาง” เฉิงเจียวเหนียงบอก
โจวฝูส่งเสียงอืมเพียงคำ เดียว ทันใดนั้นก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ก็พลันเงยหน้าขึ้น
“ข้าไม่ไป” เขาบอก แล้วหัวเราะเสียงเย็นออกมา “ข้าไม่ใช่ท่าน ชายเฉิงสี่เสียหน่อย”
ประโยคนี้เอ่ยออกมา ก็เสียใจภายหลังเข้าเสียแล้ว
เหตุใดจึงพูดจาใจร้ายกับนางได้!
“เจ้าไม่ต้องห่วง” เขารีบบอก เอ่ยแก้ต่างประโยคเมื่อครู่ไปว่า “ข้าไปค่ายทหารใหญ่แล้ว แม่ทัพจงดูแลข้าอย่างดี ไม่มีใครสามารถ ยื่นมือมาบงการแม่ทัพจงได้ เจ้าเองก็ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ เจ้าดูแล ตัวเองดี พะ…พวกเราก็จะดีขึ้นกันได้แล้ว”
พูดจบก็รีบขึ้นม้าควบออกไป
“มีเรื่องใด ท่านอย่าได้ปิดบังข้า อย่าปิดบังข้า ต้องบอกกับข้า นะ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยขึ้นไล่หลัง
โจวฝูหันกลับไปมองนางแวบหนึ่ง ส่งเสียงอืมออกมา
“ท่านไม่ใช่ท่านชายเฉิงสี่ แต่ว่าท่านเป็นคนที่คนอื่นนำ มาใช้ ข่มขู่ข้าได้” เฉิงเจียวเหนียงบอก “ท่านสำ คัญกับข้ามาก”
ท่านสำ คัญกับข้ามาก
ประโยคนี้เข้าโสตมา โจวฝูรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าว เขาแตะขาก ระทบท้องม้า เรี่ยวแรงมหาศาล ม้าส่งเสียงร้องควบวิ่งออกไป
ดูเหมือนว่าโจวฝูจะไม่ทันตั้งตัว ร่างกายเอนหงายเล็กน้อย ม้า ได้พาตัวเขาออกมาแล้ว
จนกระทั่งควบวิ่งออกมาไกลมากแล้วโจวฝูจึงได้หยุดม้า มอง ถนนเบื้องหน้าที่ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร
“เจ้าก็เหมือน” เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ “ไม่สิ เจ้าสำ คัญยิ่งกว่า”
…
จวบจนยามเย็นย่ำ ทานอาหารเรียบร้อย รถม้าของจิ้นอันจวิ้นอ๋ องกับเฉิงเจียวเหนียงจึงได้ออกจากเรือนตระกูลเฉิงไป
“ไปทางที่ใกล้ๆ หน่อย” จิ้นอันจวิ้นอ๋องบอกกับขันทีจิ่งก่อนขึ้น รถ
ขันทีจิ่งนิ่งอึ้ง
เนื่องจากขบวนองครักษ์ทั้งหน้าหลัง ตอนขามาพวกเขาใช้ถนน ใหญ่เดินทาง หากจะไปทางที่ใกล้ เช่นนั้นก็ต้องใช้ถนนเส้นเล็ก ขบวนแหวกคนมากมายยากจะเลี่ยงการติดขัด
ทว่า…
ตั้งแต่ออกจากเรือนจนถึงตอนนี้จิ้นอันจวิ้นอ๋องไม่ได้พักเลยสัก นิด ร่างกาย…
สีหน้าขันทีจิ่งพลันตึงเครียดขึ้นมา เขารีบขานรับ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนั่งในรถม้า แล้วเอนพิงลงมา
“เหนื่อยแล้วหรือ” เฉิงเจียวเหนียงถาม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองนาง ส่ายหน้าให้แล้วตอบว่าเปล่า เฉิงเจียว เหนียงจึงไม่ถามอีก แต่หยิบตำ ราที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาอ่าน
เหมือนกับตอนขามา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองนางอยู่พักหนึ่ง นั่งหลังตั้งตรง หันหน้ามอง นอกหน้าต่างรถ
รถม้าเคลื่อนไปเงียบ ไม่นานก็มาถึงถนนสายเล็ก ยามเย็น กำ ลังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนพักผ่อนเพื่อคลายร้อนในวันที่อากาศ อบอ้าว จู่ๆ มีขบวนเคลื่อนผ่านถนนจึงจอแจวุ่นวาย ทว่าหลังจาก เห็นขบวนไม่นาน ถนนใหญ่ก็คึกคักขึ้นมา
“เป็นขบวนเสด็จของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง!”
“วันนี้เป็นวันที่พระชายาจวิ้นอ๋องกลับเรือน!”
“รีบมาดูเร็ว เป็นพระชายาจวิ้นอ๋องแหน่ะ”
“แล้ววันนี้จะมีจุดดอกไม้ไฟอีกหรือไม่”
มองไปรอบๆ ผู้คนระหว่างทางเบียดเสียดกันอย่างตื่นเต้น จิ้ นอันจวิ้นอ๋องมุมปากปรากฏเป็นรอยยิ้ม เขาหันหน้าไปมองเฉิงเจียว เหนียงที่ยังคงอ่านหนังสืออยู่ ราวกับไม่รับรู้โลกภายนอก
“เฉิงฝั่ง” เขาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงเงยหน้ามองเขา
“เจ้าดูสิ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องชี้นอกหน้าต่างแย้มยิ้มเอ่ยขึ้น เฉิงเจียวเหนียงมองอยู่แวบหนึ่ง แต่ก็ยิ้มออกมา “วันนั้นคึกคักมาก” จิ้นอันจวิ้นอ๋องบอก
วันนี้เรื่องที่ตระกูลเฉิงพูดคุยกันมากที่สุดก็คือความคึกคักตอน ส่งตัวเจ้าสาว อย่างไรเสียสำ หรับทุกคนแล้ว นั่นเป็นภาพที่ไม่เคยมี มาก่อน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องฟังอยู่ข้างๆ ตลอด ต่อมาฮูหยินเฉินนึกขึ้นได้ว่า ไม่เหมาะจึงห้ามทุกคนพูดถึงหัวข้อนี้
เจ้าบ่าวไม่ได้เห็นความคึกคักตอนรับตัวเจ้าสาวด้วยตัวเอง ก็ เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
“ส่งตัวเจ้าสาวคึกคักยิ่ง” เฉิงเจียวเหนียงมองเขาแล้วยิ้มบอก จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองนาง “เฉิงฟั่ง” เขายิ้มเอ่ยเรียก “ข้าก็เห็นเช่นกัน”
ข้าก็เห็นเช่นกันอย่างนั้นรึ เฉิงเจียวเหนียงไม่ค่อยเข้าใจ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแย้มยิ้มมองนางด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ข้าก็เห็นกับตาเช่นกัน” เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง