พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 605 พูดคุย
ข้าก็เห็นเช่นกัน ซ้ำ ยังจงใจเพิ่มคำ ว่า ‘กับตา’ มาด้วย เฉิงเจียวเหนียงมองเขา “วันนั้นท่านก็มาด้วยหรือ” นางถามด้วยความตกใจเล็กน้อย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยกมือประสานท้ายทอย เอนกายกลับลงบน เบาะนั่ง มุมปากประดับรอยยิ้มมองหลังคารถ ราวกับว่าสายตา สามารถมองทะลุออกไปนอกรถได้
“คนเยอะมาก เดินก็ช้ายิ่ง เสียงพิณข้าไม่ได้ยิน ได้ยินไม่ค่อย ชัด ตอนเขียนอักษร ข้าได้ยินเสียงอ่านกลอน แต่ลุกไม่ขึ้น ดังนั้นจึง ไม่ได้เห็นตัวอักษร” เขาไม่ได้ตอบคำ ถามของนาง แต่เล่าบอก พูด มาถึงตรงนี้ก็ลุกพรวดขึ้นนั่งกะทันหัน “แต่ข้าเห็นดอกไม้ไฟนะ”
แสงไฟภายในรถยามเย็นสลัวเล็กน้อย กลับสะท้อนให้ดวงตา ของเขาเป็นประกาย
“มีแต่ดอกไม้ไฟเต็มฟากฟ้า สวยงามนัก” เขาเอ่ย “นึกไม่ถึงว่า ตอนกลางวันก็สามารถมีสีสันสดใสได้ด้วย”
“ท่านอยู่ตรงไหนหรือ” เฉิงเจียวเหนียงถาม
มีทั้งม่านรถ อีกทั้งยังได้ยินเสียงพิณด้วย รู้ว่ามีการเขียนอักษร และได้ยินเสียงอ่านกลอน ถ้าอย่างนั้นจะต้องปรากฏตัวบนถนนใน เวลาเดียวกันกับนางแน่
“ข้าบอกแล้วว่านี่เป็นเรื่องที่ข้าให้ความสนใจและให้ความ สำ คัญที่สุด ข้าไม่อยากจะพลาดไป” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย แล้ว เอนกายลงไป มองดูเพดานรถ คล้ายย้อนกลับไปในวันนั้น “ข้าให้คน ส่งข้าไปบนรถ ออกจากบ้านมาก็รออยู่บนถนน พอพวกเจ้ามาถึงแล้ว รถก็โดนไล่ออกมา ข้านอนอยู่บนรถ ผ้าที่คลุมบนหลังคารถค่อยๆ ดึงออกอย่างช้าๆ จากนั้นก็สามารถมองเห็นด้านนอกโดยที่กำ ลัง นอนอยู่ได้แล้ว”
เขาเอ่ยขึ้นพลางยิ้มอีกครั้ง
“ตอนนั้นเจ้ากำ ลังนั่งอยู่ ทั้งยังไม่เห็นด้านนอกด้วย”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง เฉิงเจียวเหนียงมองเขา
“ใช่ อันที่จริงข้าไม่เห็นหรอกเพคะ” นางเอ่ยพลางแย้มยิ้มจาง “สวยหรือไม่เพคะ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองนางพลางพยักหน้า
“สวย” เขาบอก
ห้องโดยสารของรถไม่ได้ใหญ่มาก เขาเอนกายอยู่ ส่วนนางนั่ง ห่างกันไม่ถึงครึ่งศอก กลิ่นหอมสะอาดอันคุ้นเคยลอยกรุ่นภายในรถ แต่แรกแล้ว ยามนี้เห็นเฉิงเจียวเหนียงหันหน้าไปมองตนแล้วยิ้ม ไม่รู้ เพราะเหตุใดสมองจึงร้อนขึ้น
“นอนมองดู ดอกไม้ไฟยิ่งสวยขึ้นกว่าเดิมอีก” เขาเอ่ยบอก พลางยื่นมือไปดึงนาง “เจ้าลองดูสิ”
เฉิงเจียวเหนียงไม่ทันตั้งตัว ถูกเขาดึงจนแขนเอียงชนเข้ากับอก เขาพอดี
ภายในรถเกิดเสียงครางด้วยความเจ็บดังขึ้น
“ฝ่าบาท” ขันทีจิ่งที่นั่งอยู่หน้ารถรีบหันหน้ามาถาม เขาเลิก ม่านขึ้น เปิดประตูรถออก
ภายในรถนั้นเฉิงเจียวเหนียงกำ ลังฟุบอยู่บนร่างจิ้นอันจวิ้นอ๋อง มือปัดเปิดเสื้อเขาออก เผยให้เห็นแผ่นอก
ไอ้หยา! ขันทีจิ่งปิดประตูรถทันควัน แล้วปล่อยม่านรถลงอย่าง รวดเร็วด้วยสีหน้าแดงก่ำ
พะ…เพียงแค่นี้ก็อดใจรอไม่ได้แล้วหรือ
ขันทีจิ่งมองตำ หนักจวิ้นอ๋องที่อยู่ไกลไม่นัก ยามนี้หากเข้า ตำ หนักไปขัดจังหวะความสุขของพวกเขาเข้า…
ผ่านไปเพียงแค่สามวันสองคืน ฝ่าบาทก็ไม่ต้องเสวยยาแล้ว หากนานกว่านี้สักหน่อย จะต้องมีเรี่ยวแรงกำ ลังวังชาขึ้นมาแน่นอน
คิดได้ดังนั้น ขันทีจิ่งก็กัดฟัน แม้จะต้องบังอาจ แต่นั่นก็ล้วนแต่ ขึ้นอยู่กับคนมอง หน้าที่ของเขาคือดูแลร่างกายฝ่าบาทให้ดี
“ใครก็ได้” เขากวักมือกระซิบเรียกองครักษ์ที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้าง
องครักษ์รีบเข้าไปหา ได้ฟังคำ พูดไม่กี่คำ ของขันทีจิ่ง แม้สีหน้า องครักษ์จะตกใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังคงรับคำ สั่ง
เฉิงเจียวเหนียงนั่งหลังตรง ดึงอาภรณ์จิ้นอันจวิ้นอ๋องขึ้นมา คลุมเขาไว้
“ชนจนแตกหมดแล้ว” นางบอก
“แล้วแบบนี้ เรียกได้ว่าผลลัพธ์เหมือนยามค่ำ คืนหรือไม่” จิ้ นอันจวิ้นอ๋องกัดฟันเอ่ย
“ไม่ได้” เฉิงเจียวเหนียงบอก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงส่งเสียงอืมออกมา
“เช่นนั้นก็เจ็บตัวเปล่าเสียแล้วสิ” เขาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงมองเขา เด็กหนุ่มแย้มยิ้มยิงฟัน ฟันที่เดิมทีขาว สะอาดกลายเป็นดำ คล้ำ พิษเหล่านั้นทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกายเขา อย่างยาวนาน
นั่นสิ เรื่องที่เกิดขึ้นจะลืมไปได้อย่างไร นั่นเป็นความเจ็บปวด ที่แท้จริงและชัดเจนนะ
ลืมไปเสีย ลืมไปเสีย ทางที่ดีควรลืมไปเสีย
จะเป็นไปได้อย่างไร!
‘หยางซ่าน นี่มันไม่มีทางเป็นไปได้!’
นางยื่นมือไปลูบหน้าจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลันแข็งทื่อ
“ไม่ได้เจ็บตัวเปล่าเสียหน่อย เจ็บนานสู้เจ็บสั้นๆ ไม่ได้หรอก เพคะ” เฉิงเจียวเหนียงตบแก้มเขาเบาๆ “ต่อไป ก็จะไม่เจ็บแล้ว”
ฝ่ามือนางอ่อนนุ่ม ทั้งยังแฝงไว้ด้วยตุ่มด้านหยาบๆ ลูบใบหน้า ตนแล้ว เหมือนโดนมารดาอุ้มไว้ในอกตอนเด็กๆ
“…จงหลัง ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เจ็บ ไม่เจ็บ”
ความทรงจำ แสนนานที่แทบจะลืมเลือนไปแล้ว หลั่งไหลออก มาทันใด จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว เขายื่นมือไปรวบเอว สวมกอดเฉิงเจียวเหนียงอีกครั้ง ซุกหน้าลงกับหลังนาง
“เฉิงฝั่ง” เขาเอ่ยเรียก
เฉิงเจียวเหนียงร่างกายแข็งทื่อเล็กน้อย ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ชักมือ ที่หมายจะผลักเขาออกกลับคืนไป
“ขอโทษ” เสียงจิ้นอันจวิ้นอ๋องลอยมาอย่างต่อเนื่อง “ขอโทษที่ ทำ เจ้าลำ บากอีกแล้ว”
…
ซู่ซินเลิกม่านรถขึ้นพลางขมวดคิ้ว
“เหตุใดจึงยังไม่ถึงอีก” นางถามขึ้น
บอกว่าให้ใช้ทางใกล้ๆ ไม่ใช่หรือ
เส้นทางนั้นนางเคยใช้ วันแต่งงานวันนั้นคนมากมายเบียด เสียดกันอยู่ก็ใช้เวลาแค่ชั่วยามเดียวเท่านั้น ยามปกติไม่ถึงครึ่งชั่ว ยามเลยด้วยซ้ำ เหตุใดวันนี้นางจึงรู้สึกว่านานกว่าวันแต่งงานวันนั้น เสียอีกเล่า
พอเห็นรอบด้านชัดๆ ซู่ซินจึงสีหน้าตกใจขึ้นอย่างอดไม่ได้
“นี่…”
“ทำ ไมรึ” ปั้นฉินเยี่ยมหน้าออกมาถาม สภาพแวดล้อมรอบ ด้านไม่ค่อยคุ้นตานัก
“นี่จะทำ อะไรน่ะ ที่นี่ไม่ใช่ตำ หนักจวิ้นอ๋องนี่” ซู่ซินเอ่ยขึ้น มอง ไปเบื้องหน้า
ขบวนทั้งหน้าหลังแยกย้ายกันไปแล้ว เหลือเพียงองครักษ์สิบ กว่านายที่แยกย้ายไป รถม้าของจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่อยู่ตรงหน้าเคลื่อน ตัวอย่างเชื่องช้า
“ที่นี่คือตำ หนักจวิ้นอ๋อง” ปั้นฉินโพล่งขึ้น ยื่นมือไปชี้กำ แพง ตรงข้างทาง “ดูเหมือนว่าจะเป็นกำ แพงท้ายเรือนของตำ หนัก”
กำ แพงท้ายเรือนของตำ หนักอย่างนั้นรึ
ซู่ซินมองตามไป คุ้นตาอยู่บ้างจริงๆ ด้วย ภายในตำ หนักจวิ้นอ๋ องพวกนางไม่ค่อยเคยคุ้น ทว่าด้านนอกตำ หนักนั้นซู่ซินมักจะวิ่งไป นั่นมานี่ทั่วเมืองหลวง ทุกซอกทุกมุมล้วนคุ้นเคยยิ่ง
ที่นี่เป็นกำ แพงท้ายเรือนของตำ หนักจวิ้นอ๋องจริงๆ
แล้วนี่กำ ลังจะไปไหนเล่า
“บอกให้พวกเราตามไป แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปที่ไหน” คนขับรถ เอ่ยเสียงเบา “ตอนนี้กำ ลังขับอ้อมตำ หนักจวิ้นอ๋องอยู่”
อ้อมตำ หนักจวิ้นอ๋องอย่างนั้นรึ
ซู่ซินกับปั้นฉินสบตากัน แล้วมองไปยังรถม้าด้านหน้า
เกิดอะไรขึ้นนะ
…
“เรื่องราวภายหลังจากโดนพิษนั้นข้าจำ ไม่ค่อยได้แล้ว เหมือน ว่าจะรู้ตัว ทั้งเหมือนมึนงงไม่แจ่มชัด ข้าจำ ได้ว่าพวกเขาหามข้าไป หาเจ้า สุดท้ายเจ้าไม่อยู่ ข้าอยากจะรอเจ้า แต่เจ้าไม่อยู่…”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเล่า มือที่โอบรอบเอวนางรวบแน่นขึ้นอย่างอด ไม่อยู่ นิ้วขยับไหว หมายจะกำ บางอย่างตามจิตใต้สำ นึก จากนั้นจึง นึกขึ้นได้ว่าในมือว่างเปล่า
“ต่อมาข้าก็สะลึมสะลือตลอด ข้านึกว่าครานี้ได้ตายแน่แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าข้าจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง อีกทั้งยังได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้น กับท่านชายเฉิงสี่…”
ท่านชายเฉิงสี่ตายแล้ว นั่นคือท่านชายเฉิงสี่เชียวนะ นั่นเป็น คนที่หวังดีต่อนางอย่างจริงใจเพียงคนเดียวในตระกูลเฉิงเชียวนะ
นึกไม่ถึงว่าจะตายแล้ว อีกทั้งยังตายไปต่อหน้าต่อตานางด้วย!
นาง…ทำ อย่างไรกันนะ…นางน่าจะ…เจ็บปวดอย่างไรกันนะ…
เขาไม่อาจคาดคิดได้ ขอแค่นึกถึงก็รู้สึกเจ็บปวดใจจนไร้ทาง หายใจ
“เฉิงฝั่ง ขอโทษ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเงยหน้าขึ้นมองลำ คอสะอาดและตั้งตรงของ นาง ไม่ว่าเวลาใดนางล้วนนั่งตัวตั้งตรงอย่างมั่นคง
“หากไม่ได้เป็นเพราะข้า พวกเจ้าคงไม่โดนเล่นงานเช่นนี้ หรอก”
“หากท่านพูดเช่นนี้ เรื่องนี้ก็ต้องโทษข้าแล้ว” เฉิงเจียวเหนียง เอ่ย เบี่ยงหน้าเล็กน้อย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องสามารถเห็นใบหน้าด้านข้าง จมูกโด่ง ขนตา ยาวที่งอนน้อยๆ หลุบลงของนางได้
“หากข้าไม่มีฝีมือการแพทย์ละก็ หากข้าไม่ได้ป่าวประกาศกฎ ว่าไม่ถึงตายก็ไม่รักษาให้อะไรพวกนั้น ข้าก็คงไม่โดนเล่นงานเอา พี่ ชายข้าก็คงไม่ต้องตาย” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองนาง “เฉิงฝั่ง ขอโทษ” เขาบอก “ข้าพูดผิดไป” เฉิงเจียวเหนียงหันหน้ามองเขา ราวกับกำ ลังรอให้เขาบอกว่าเขาพูดผิดที่ตรงไหน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับไม่ได้เอ่ยอะไรขึ้นอีก มองใบหน้าด้านข้างที่ ใกล้กันมากดวงนี้
สีหน้านิ่งเงียบและเรียบเฉย ความเสียใจเหล่านั้นล้วนไม่ สามารถทิ้งร่องรอยเอาไว้บนใบหน้าของนางได้เลย
ทว่าใบหน้าดวงนี้ เก็บซ่อนความเจ็บปวดเสียใจเอาไว้มากมาย เพียงใดกันหนอ
มักจะคิดว่าตนเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในโลก แต่ทุกครั้งดัน เป็นนางที่น่าสงสารกว่าตน
พวกเขาช่างเหมาะสมกันจริงๆ ต่อหน้าผู้คนมีสง่าราศี เจอเรื่อง เข้ากลับเห็นแก่ตัวขึ้นทีละเรื่องทีละเรื่อง
ข้างหูมีเสียงกระแอมดังขึ้นเบาๆ
“ท่านนั่งแบบนี้ จะเจ็บหน้าอกได้” เฉิงเจียวเหนียงบอก
นั่งแบบนี้อย่างนั้นรึ
นั่งแบบไหนกัน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองตัวเองอย่างนิ่งอึ้ง ทันใดนั้นก็เด้งตัวออก ราวกับถูกไฟเผา
เสียงดัง ‘ตุ้บ’ ทำ ให้ห้องโดยสารสั่นไปมา
ขันทีจิ่งที่ขับรถม้าเองก็สั่นไปด้วย
ยังดีที่เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้นจึงใช้รถม้าคันนี้ แม้ว่าฤดู ร้อนจะร้อนไปหน่อย แต่ดีที่หน้าต่างมีครบ กันเสียงก็ดี และดีใจมาก ที่คนด้านในรู้ว่านี่คือถนนใหญ่ ไม่ได้เคลื่อนไหวใหญ่โตอะไร มีเพียง เสียงพูดคุยเบาๆ ที่ฟังได้ไม่ชัดเท่านั้น
เรียกได้ว่าการเคลื่อนไหวใหญ่ๆ ครานี้เป็นคราแรก
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“เจ็บ!”
เสียงด้านในลอยลอดออกมา
ขันทีจิ่งรีบสงบจิตสงบใจ สายตามองไปเบื้องหน้า ในใจนึกไป ถึงอาหารที่ได้กินที่บ้านตระกูลเฉิงในวันนี้ขึ้นมาอีกรอบ
เต้าหู้ เต้าหู้แกะลายดอกไม้ ได้ยินมานานแล้วว่าเรือนไท่ผิงมี เต้าหู้แกะสลักดอกไม้เป็นอาหารแนะนำ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็น และได้กินจริงๆ…
เฉิงเจียวเหนียงมองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ยื่นมือไปไปลูบหัวด้วยรอย ยิ้ม
“รู้สึกเจ็บก็ไม่เลว หากไม่รู้สึกเจ็บคงแย่แน่แล้ว” นางเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องสายตาไม่ได้มองนาง เขามีสีหน้าเหยเกทั้งยังมี ท่าทางแสร้งทำ เป็นสงบจิตสงบใจ
“นั่นก็จริง เจ็บจึงได้กำ เนิด” เขาเอ่ย ทั่วใบหูแดงก่ำ ร้อนผ่าว ราวกับจะละลาย
น่าขายหน้านัก เมื่อครู่เขาทำ อะไรน่ะ!
“ปวดจึงกำ เนิดต่างหากกระมัง” เสียงหัวเราะของเฉิงเจียว เหนียงลอยมา
“เหมือนกันนั่นแหละ เจ็บก็คือปวด” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย ไม่ สนใจว่าเฉิงเจียวเหนียงจะยังมีสีหน้าแบบไหน เขาเลิกม่านรถขึ้นด้วย ความพยายามสงบจิตสงบใจยิ่ง “ถึงบ้านแล้วกระมัง”
“นับจากระยะทางละก็ ควรจะเป็นรอบที่สามแล้ว” เฉิงเจียว เหนียงบอก
“รอบที่สามอะไรรึ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องตะลึง จากนั้นจึงได้สติขึ้น นิ่งอึ้งขึ้นทันใด เขาเปิดประตูรถออกโดยพลัน “อาจิ่ง!”
เสียงตะโกนเรียกนี้ทำ เอาขันทีจิ่งที่กำ ลังนึกอยู่ว่าต่อจากเนื้อ แล้วเป็นแกงปลาหรือว่าเป็ดเจแทบจะตกรถม้า
เขาหันหน้ากลับไปก็เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องยืนเข่าอยู่ในรถ มือหนึ่ง แง้มประตูเปิด ขมวดคิ้วมองตนอยู่
“เจ้าทำ อะไรน่ะ พาม้ามาเดินเล่นรึ”
ไม่ได้พาม้ามาเดินเล่น พาคนมาต่างหากล่ะ
ขันทีจิ่งตอบในใจ มองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่เสื้อผ้ายุ่งเล็กน้อย ผม เผ้าก็เบี้ยว
“เร็วๆ” เขาสั่ง
นายทหารกู้มองจิ้นอันจวิ้นอ๋องเอามือไพล่หลังสาวเท้าเข้า ประตูตำ หนักมาด้วยสีหน้าแข็งทื่อ ก็เดินเข้าไปหาขันทีจิ่งที่มีสีหน้า เหยเกอยู่ด้านหลัง ยื่นมือไปสะกิด ส่งสายตาว่า ‘เจ้านี่มัน เจ้านี่มัน’ ไปให้ แล้วเดินตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว
กลับมายังเรือนหอ บรรดาสาวใช้ก็รีบเข้าไปช่วยพวกเขา เปลี่ยนเสื้อผ้า
“เจ้าไปอาบน้ำ ก่อน ข้าจะไปคุยธุระกับพวกเขาเสียหน่อย” จิ้ นอันจวิ้นอ๋องบอก
เฉิงเจียวเหนียงเรียกเขาเอาไว้
“เรือนนี้ทำ ห้องหนังสือไว้ หากท่านจะพูดธุระก็ไปคุยที่นั่นเถิด” นางบอก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย
“ได้” เขาพยักหน้าทันที
“เชิญฝ่าบาททางนี้เพคะ” ซู่ซินรีบนำ ทางไป
เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินออกไป เฉิงเจียวเหนียงก็ไปอาบน้ำ
เมื่อขันทีจิ่งกับนายทหารกู้และที่ปรึกษาสามสี่คนถูกเดินนำ มายังห้องหนังสือ สีหน้าทำ อะไรไม่ถูกอยู่เล็กน้อย
นึกว่าจะเป็นห้องหนังสือของฝ่าบาท ที่ไหนได้นึกไม่ถึงว่าจะมา ถึงเรือนด้านใน
“ที่นี่ฝ่าบาทก็ทรงสร้างห้องหนังสือไว้ด้วยหรือ” นายทหารกู้ เอ่ยขึ้น
“ของพระชายาน่ะเจ้าค่ะ” ซู่ซินอมยิ้มบอก พลางรินชาให้พวก เขาด้วยตัวเอง “พระชายาบอกว่าฝ่าบาทคุยธุระในเรือนจะดีกว่า”
ขันทีจิ่งหัวเราะ
“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน พระชายาจะได้เห็นฝ่าบาทตลอดเวลา” เขาเอ่ยด้วยความประจบเอาใจ
เจ้ามองออกว่านางหักใจห่างกายข้าไปไม่ได้ ต้องเห็นข้าอยู่ ตลอดเวลาจากตรงไหนกัน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องถลึงตาใส่
ตนเป็นคนโดนพิษหรือว่าขันทีจิ่งโดนกันแน่ เหตุใดจึงรู้สึกว่า คนผู้นี้โง่ขึ้นมาได้เล่า
ทว่าบางทีดูเหมือนว่า นางน่าจะ…ไม่อยากให้ตนไปไหนไกล เกิดมีเรื่องอะไรขึ้น นางจะดูแลเขาไม่สะดวกกระมัง
นางระแวดระวังเกินไปแล้ว ข้าไม่ใช่เด็กน้อยเสียหน่อย…
เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องแย้มยิ้มภายใต้แสงไฟ นายทหารกู้ถอน หายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ หักใจเบี่ยงสายตาไป
วันนี้คงจะไม่เป็นเช่นนี้ทั้งวันหรอกกระมัง