พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 611 เร่งด่วน
บทที่ 611 เร่งด่วน
ยามโพล้เพล้ใกล้พลบค่ำ แสงสุดท้ายของวันเริ่มขมุกขมัว แต่ ไร้สุ้มเสียงของจักจั่น
ปั้นฉินคว้าไม้พุ่มสะบัดไล่แมลงอย่างระมัดระวัง ทั้งๆ ที่ตรงนั้น ไม่มีแม้แต่แมลงสักตัวเดียว นางได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากสวน หย่อม พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเจ้าของเสียงคือขันทีจิ่งและนายทหารกู้ รวมถึงคนของพวกเขาที่กำ ลังเดินออกไป
สาวใช้รีบพุ่งตัวเข้ามาจากด้านนอกประตู แล้วจัดแจงชักผ้า ม่านขึ้น
“ฝ่าบาท” ปั้นฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางรีบถวาบบังคมให้
ฝีเท้าจิ้นอันจวิ้นอ๋องหยุดชะงัก ก่อนจะทอดสายตาไปยังด้าน ในห้อง
“ฮูหยินยังไม่ตื่นเพคะ” ปั้นฉินเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา จิ้นอันจวิ้นอ๋องขานรับ ท่าทางเหมือนกำ ลังรู้สึกผิดหวัง “ถ้าเช่นนั้น…” ขณะที่เขาจะเอ่ยอะไรบางอย่าง
ปั้นฉินก็รีบแหวกม่านออก
“ฝ่าบาทเองก็รีบพักผ่อนเถิดเพคะ” นางเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขานรับ สองจิตสองใจอยู่สักพักก่อนจะก้าวเท้า เข้าไปข้างใน
ม่านของเตียงมิได้ถูกปลดลงแต่อย่างใด เฉิงเจียวเหนียงที่บัดนี้ อยู่ในอาภรณ์ชิ้นบางกำ ลังเอนตัวนอนอยู่บนเตียง ในมือของนางยัง คงถือพัดไว้อยู่ ผมเผ้ายังคงถูกมัดรวบไว้อย่างดี มีเพียงแต่ปิ่นปักผม ที่ถูกดึงออกไป แสดงให้เห็นว่านางเหนื่อยล้าเพียงใด
โต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านข้างมีถ้วยน้ำ ชาสองใบวางอยู่ จิ้นอันจวิ้นอ๋อง สังเกตเห็นว่าถ้วยนึงถูกดื่มไปครึ่งแล้ว ส่วนอีกถ้วยยังคงเหลือน้ำ ชา อยู่เต็ม
เขารู้สึกปากแห้งอยากดื่มขึ้นมา จึงคว้าถ้วยน้ำ ชาที่เหลืออยู่ เต็มถ้วยนั้นแล้วยกดื่ม ขณะเดียวกันหางตาของเขาเหลือบไปเห็นพัด ที่อยู่ในมือของนางกำ ลังจะร่วงลงมา เขาจึงก้าวเท้าเพื่อจะเข้าไปคว้า
พัดนี้ทำ มาจากเขาของวัวขาว หากตกลงพื้น ต้องเกิดเสียงดัง สนั่นขึ้นเป็นแน่แท้ และอาจทำ ให้นางตกใจตื่น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากที่คว้าพัดนั้นขึ้น มา เขาก้มมองหญิงที่กำ ลังหลับสนิทอยู่ตรงหน้า ใบหน้าอันเนียน ละเอียดนั่นถูกแต้มด้วยหยาดเหงื่อบาง
พอเห็นดังนั้น เขาจึงรีบพัดให้นาง ร่างอรชรที่กำ ลังนอนอยู่ขยับ ลำ ตัวและศีรษะเล็กน้อยอย่างสบายตัว
เขาคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นมุมนี้ของนาง จึงตาวาวขึ้นมาอย่าง ห้ามไม่อยู่ทั้งยังเพลิดเพลินไปกับสีหน้าท่าทางน่าทะนุถนอมของ หญิงสาวตรงหน้า
และในตอนนั้นเอง ที่เฉิงเจียวเหนียงลืมตาขึ้น
“ท่านกลับมาแล้วหรือ” นางเอ่ยด้วยเสียงงัวเงียเพราะเพิ่งตื่น นอน
ใบหน้าของนางแดงก่ำ นัยน์ตาขมุกขมัว เป็นภาพที่เขาไม่เคย พบเห็นมาก่อน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตะลึงกับภาพตรงหน้าอย่างอดไม่ได้ พอรู้สึกตัว ได้ก็รีบเบนสายตาหนี
“ข้าเพิ่งเข้ามา” เขาเอ่ย จากนั้นก็รีบโบกพัดในมือราวกับจะปัด ไล่อะไรสักอย่าง ก่อนจะเอ่ยถาม “ดื่มน้ำ ชาไหม”
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหัวตอบขณะที่หัวกำ ลังหนุนหมอน
“ท่านเองก็นอนพักก่อนสิ” นางเอ่ยชวน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเริ่มใจเต้น
“ได้” เขาเอ่ย จากนั้นกระดกดื่มน้ำ ในถ้วยจนหมดแล้ววางถ้วย ลงบนโต๊ะ เขาใช้พัดโบกเข้าไปที่ลำ ตัวเฉิงเจียวเหนียงเบาๆ แล้วเอ่ย “เจ้าขยับไปด้านในหน่อยสิ”
นางตะลึงเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ และยอมทำ ตามที่เขา บอก จิ้นอันจวิ้นอ๋องถอดรองเท้าแล้วสะบัดออกจากนั้นเอนกายลง บนเตียง
สัมผัสของหมอนที่นุ่มนวลพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำ ให้เขา รู้สึกสบายกายจนเผลอพ่นลมหายใจออกมา จากนั้นใช้พัดที่ถืออยู่ใน มือโบกอย่างแรงจนม่านข้างเตียงเริ่มขยับไหว
“ร้อนรึ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม พลางหยัดตัวขึ้น “เดี๋ยวข้าให้ พวกเขาเอาถาดน้ำ แข็งมาวางเพิ่ม”
“ไม่ต้องหรอก” ชายหนุ่มเอ่ย “เมื่อครู่ข้าดูให้แล้ว ยังมีถาดน้ำ แข็งเหลืออยู่”
เฉิงเจียวเหนียงขานตอบ ทำ ท่างงงวยอยู่สักพัก แล้วเอนตัวลง บนเตียงต่อ
“พรุ่งนี้ไม่ต้องตื่นเช้าแล้วสินะ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยขึ้น
“ถูกปฏิเสธมารึ” เฉิงเจียวเหนียงถาม
ชายหนุ่มพยักหน้าให้ จากนั้นขยับตัวหันไปทางเฉิงเจียวเหนียง แล้วทำ หน้าทะเล้นใส่
“ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว” เขาหัวเราะ “เกรงว่าช่วงนี้ไทเฮาคง ไม่อยากเห็นหน้าข้าไปสักพัก”
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะพลางเอ่ยเย้ย
“เกรงว่าจะไม่อยากเจออีกตลอดไปเลยนะสิ”
เสียงที่อ่อนนุ่มและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของนาง รวมถึงกลิ่นหอ มอ่อนๆ สิ่งเร้าเหล่านี้ทำ ให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ ซ่านไปทั่งทั้งกาย จนเขาต้องคว้าพัดขึ้นมาโบกอย่างเร็วและแรงอีก ครั้ง
เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะได้มานอนพูดคุยหัวเราะกับ นางบนเตียงเดียวกัน ทำ ให้หวนคิดถึงภาพความทรงจำ ตอนที่เขา บอกลานางและกำ ลังจะออกจากเมืองหลวงเพื่อไปยังเม่าผิง วันนั้น เขาเข้าไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนนาง ภาพที่เขาเห็นคือเขา กำ ลังนั่งคุยกับนางอย่างเป็นกันเองในห้อง
ให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ในพื้นที่พักใจ
ตอนเขาอยู่ที่เม่าผิง ก็มักจะคิดถึงเหตุการณ์ตอนนั้นขึ้นมาอยู่ เสมอๆ
พื้นที่พักใจที่เขาว่า ก็คือพื้นที่ปลอดภัย ที่ที่มีคนที่คอยให้ความ รัก คอยปกป้องเขา
และคงเป็นเพราะความทรงจำ ในครั้งนั้น ที่ทำ ให้เขามองนาง ราวกับว่าเป็นคนในครอบครัว ดังนั้นตอนที่เขาได้ยินข่าวเรื่องที่นาง กำ ลังจะออกเรือน แถมมีไทเฮาเป็นผู้เสนอคู่วิวาห์ให้ ในใจของเขาก็ รุ่มร้อนไม่เป็นอันสงบ
แค่คิดว่านางจะตกไปเป็นคนของตระกูลอื่น และไม่เกี่ยวดอง กับเขาอีก
เขาก็รู้สึกราวกับว่าจะขาดอากาศหายใจ
เขาจึงต้องรีบบึ่งกลับมายังเมืองหลวง กลับมาให้ทัน…
ถึงแม้ตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่ากลับมาแล้วจะทำ เช่นใดต่อ แต่ พอได้พบเจอกับนาง เขาก็เอ่ยปากขอแต่งงานกับนางในทันที
จิ้นอันจวิ้นอ๋องคิดมาถึงจุดนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา อย่างอดไม่ได้
แม้ว่าระหว่างทางจะเจอกับเรื่องเหนือความคาดหมายก็ตาม แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ได้นางมาอยู่เคียงข้าง
ได้เป็นคนรักของเขา เป็นภรรยาของเขา และเป็นมารดาของ ลูกในวันหน้า…
ลูกงั้นรึ!
ให้ตายสิ นี่เขาคิดไปไกลถึงไหนแล้วเนี่ย
จู่ๆ ใบหน้าของจิ้นอันจวิ้นอ๋องเริ่มแดงก่ำ เขาโบกพัดแรงขึ้น จนกระทั่งมีมือมือหนึ่งโผล่มากุมมือเขา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตัวแข็งทื่อไป
พัดถูกแย่งไปจากมือเขา
“ออกแรงพัดมากเกินใช่ว่าลมจะแรงตาม” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย จากนั้นก็ค่อยๆ ออกแรงพัดเบาๆ
ลมอ่อนๆ ที่เกิดจากพัดค่อยๆ ลอยออกมา จิ้นอันจวิ้นอ๋องได้ แต่นอนเอนตัวอยู่อย่างนั้น
“ไม่อยากเจอก็ไม่ต้องเจอ นายทหารกู้เองก็บอกไว้ว่าไม่ต้องไป เอ่ยแก้ตัวอันใด ข้าเองก็คร้านจะอธิบายแล้วเหมือนกัน”
“เอาที่ท่านสบายใจก็พอ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
เอาที่เขาสบายใจงั้นรึ
มีเหตุผลเช่นนี้ด้วยรึ จิ้นอันจวิ้นอ๋องคิดสงสัยพลางหัวเราะร่วน จากนั้นหันไปหาเจ้าของวลีอย่างอดมิได้
“เจ้าว่า เอาที่ข้าสบายใจก็พออย่างนั้นรึ” เขาเอ่ยถาม
“แน่นอน” เฉิงเจียวเหนียงหันหน้าหาชายหนุ่มพลางยิ้มบางให้ “ถ้าทำ เรื่องไม่สบายใจ เจ้าก็จะไม่สบายใจ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องโพล่งหัวเราะ พลางจับจ้องไปยังจมูกจิ้มลิ้มของ นางแล้วใช้นิ้วหยิกเข้าไปทีนึง
“ข้ารู้น่า ว่าเจ้าขี้หยอก เจ้าจะพูดอย่างไรก็ได้” เขาหัวเราะ
เขาขยับตัวเข้าใกล้นางเรื่อยๆ จนเห็นเงาของตัวเองชัดขึ้น ผิว สัมผัสของหญิงสาวตรงหน้านั้นช่างนุ่มนวลราวกับเต้าหู้ที่ขายใน เรือนไท่ผิง
เฉิงเจียวเหนียงหยุดโบกพัดกะทันหัน
ราวกับว่าเวลาในห้องนั้นได้หยุดนิ่งลง
ทั้งสองได้สบตากัน ดวงตาของจิ้นอันจวิ้นอ๋องค่อยๆ เบิกกว้าง ขึ้น
นี่เขา เขาคิดจะทำ อะไร
เฉิงเจียวเหนียงเริ่มขยับโบกพัดในมืออีกครั้ง ลมอ่อนๆ ค่อยๆ โชยเข้ามา ทลายบรรยากาศนิ่งของเมื่อครู่
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพอรู้ตัวอีกที ก็ค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วขยับตัว ถอยห่าง
“ระวัง” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย พลางยื่นมือจะคว้าตัวเขา
วินาทีที่ร่างของเขากำ ลังจะตกลงมาบนพื้นเองนั้นก็พลันรีบ คว้ามือของหญิงสาวไว้
“นายหญิง!”
ปั้นฉินที่ได้ยินเสียงประหลาดก็รีบวิ่งเข้ามา ก็พบกับภาพที่นาย หญิงของตนและจิ้นอันจวิ้นอ๋องนอนกองอยู่บนพื้นด้วยท่าทางที่ดู แปลกประหลาด
จู่ๆ ใบหน้าของปั้นฉินเริ่มร้อนผ่าวและเปลี่ยนเป็นสีแดง จาก นั้นก็รีบวิ่งออกไปโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูให้
ขณะเดียวกัน ซู่ซินที่กำ ลังจะเข้ามาดูเหตุการณ์ พอเห็นปั้นฉิน วิ่งหน้าแดงออกมาก็ตกใจ ปั้นฉินพยายามดันตัวนางให้ออกห่างจาก ตรงนั้น
เหล่าสาวใช้ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกก็มองเข้ามาด้วยความฉงน
“พวกเจ้าออกไปก่อน” ปั้นฉินเอ่ยขณะที่ใบหน้าแดงก่ำ
เหล่าสาวใช้ที่ยังไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ต้องทำ ตามคำ สั่ง
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ” ซู่ซินเอ่ยถาม
ปั้นฉินที่หน้ายังคงแดงอยู่กลอกตาไปที่ในห้อง
“ฝ่าบาทกับนายหญิงกำ ลัง…พักผ่อนน่ะ” นางเอ่ยด้วยเสียง แหลมเล็กและเบา ราวกับเสียงของแมลงหวี่
ซู่ซินเข้าใจคำ พูดของนาง พร้อมทั้งหน้าแดงตามมา พลางคิดในใจ เพิ่งจะหัววันเองนะ…
อย่างไรก็ตาม คงเพราะพวกเขาเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามัน เลย อยากลองอะไรแปลกใหม่ แต่จะว่าไปแล้ว…
นี่เป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่นะ ในเรือนนี้ก็ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ เสียด้วยสิ…
ซู่ซินเริ่มคิดมาก เลยตัดสินใจว่าจะหาเวลาไปปรึกษาแม่นาง หวงดูเสียหน่อยก็คงดีไม่น้อย
ขณะที่เหล่าสาวใช้กำ ลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น เฉิงเจียวเหนียง เองก็คว้าตัวจิ้นอันจวิ้นอ๋องให้ลุกขึ้นยืน
“เตียงนี้เล็กเกินไป…” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะทำ ทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้าไม่ได้เลือกเตียงนี้ ข้าไม่รู้ เหมือนกัน พวกนั้นคอยจัดการให้…”
เขาอธิบายไปสายตาก็พลางจ้องเขม็งไปที่เตียง “คงต้องเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนเตียงใหม่เลยเดี๋ยวนี้” เขาเอ่ยพลางส่ายหัว
“ไม่ก็ย้ายห้องมันเสียเลย” เขาเอ่ย พลางเท้าสะเอวแล้วเดินไป มา ขมวดคิ้วแล้วพล่ามต่อ “ที่ข้าคิดไว้ตอนแรกก็คือ เรือนหอจะต้อง ตั้งอยู่ตรงที่ข้าพำ นัก ไม่ใช่ที่นี่ ในเมื่อตอนนี้พวกเราก็ไม่มีเหตุอันใด จะต้องเข้าวัง แถมเรื่องราวก็ดำ เนินมาถึงขั้นนี้แล้ว คงเป็นเรื่องยากที่ จะได้ออกไปนอกวัง ในช่วงที่ยังว่างๆ กันอยู่ พวกเราก็ย้ายห้องกัน เถอะ”
พอเขาสาธยายจบ ความรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าค่อยๆ หายไป จากนั้นเขาหย่อยตัวนั่งลงพลางรินชาให้ตัวเองและภรรยา
“เจ้าว่าดีหรือไม่” เขาเอ่ย พลางยื่นถ้วยชาให้นาง
หลังจากที่เฉิงเจียวเหนียงได้ฟังสิ่งที่เขาพรั่งพรูความคิดความ อ่านออกมาจนจบ ก็หย่อนตัวนั่งลงบนเตียง คว้าพัดขึ้นมาโบก แล้ว ยื่นมือรับถ้วยชา
“ดีสิ” นางตอบพลางยกชาขึ้นดื่มไปอึกนึง แล้วหันไปหาเขา “เพียงแต่ อาจไม่ต้องทำ เช่นนั้นก็ได้”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนิ่งไปชั่วครู่ พลางคิดสงสัย ไม่ต้องทำ เช่นนั้น อย่างนั้นรึ จากนั้นจู่ๆ เขาก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง พลันทำ หน้านิ่ง
“นั่นสินะ” เขาเอ่ย “ครั้งนี้ข้าคงถูกเนรเทศเป็นแน่”
จากนั้นเขาก็หัวเราะ
“แต่เจ้ามิต้องกังวลไป ใช่ว่าพวกเขาจะไล่พวกเราออกไปได้ ง่ายๆ”
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหัว
“ไม่หรอก” นางเอ่ย “คราวนี้จะออกไปไหนคงลำ บากหน่อย ล่ะ”
…
“เนรเทศเขาออกไป เอาออกไปให้ไกลๆ เลย”
ขณะเดียวกันเอง ณ วังหลวง ไทเฮากำ ลังคร่ำ ครวญอยู่กับเกา หลิงปอ
“เจ้าเด็กบ้านั่น เขาเป็นบ้าไปแล้ว…”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ ก็นิ่งเงียบเงียบไปสักพัก แล้วเอ่ยต่อ
“ไม่สิ เขาไม่ได้เป็นบ้า” ไทเฮาเอ่ย กวาดสายตาไปรอบๆ แล้ว เบาเสียงตัวเองลง “ตอนนี้เขาไม่ใช่เหว่ยหลังที่ข้าเคยรู้จัก แต่ถูก หญิงผู้นั้นย่ำ ยีเสียจน…”
เกาหลิงปอเมื่อได้เห็นสภาพตรงหน้าก็ถอนหายใจ
“ไทเฮา ทรงเข้าใจผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ย “นี่ล่ะ คือเหว่ย หลังตัวจริง คือธาตุแท้ของเขา เหว่ยหลังคนเก่านั่น ก็แค่เด็กหนุ่มคน หนึ่งที่คอยเล่นละครประจบฝ่าบาทกับไทเฮาก็เท่านั้น”
จากนั้นเขาเพิ่มความหนักแน่นลงไปในน้ำ เสียง
“ดังนั้นแล้ว เรามิอาจปล่อยเขาออกไปนอกเมืองหลวงได้พ่ะย่ะ ค่ะ
ไทเฮาเมื่อได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจ
“เหตุใดถึงไม่ทำ เช่นนั้นเล่า แต่ก่อนพวกเจ้าเองก็คอยยุยงให้ เขาออกจากเมืองหลวงไปมิใช่หรือ” ไทเฮาเอ่ยถาม “แต่ก่อนเขาเอง ก็คล้อยตามคำ พูดจนเป็นอันต้องออกนอกเมืองไป พอตอนนี้ เรื่อง กลับกลายเป็นเช่นนี้ แล้วเจ้ายังคิดจะให้เขาอยู่ที่นี่งั้นรึ”
“ก็เพราะเมื่อก่อนเขาเล่นละครเป็น จะกระทำ เช่นนั้นได้ ต้อง เป็นคนที่รู้แก่นของตัวเอง” เกาหลิงปออธิบาย “แต่บัดนี้ เขาไม่ได้ เล่นละครให้พวกเราเห็นแล้ว นั่นก็แปลว่า เขาจงใจจะทิ้งกำ พืดของ
ตัวเอง หากท่านปล่อยคนแบบนั้นไป เกรงว่าวันหนึ่งจะกลับมาแว้ง กัดตัวท่านเองพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่างเขาน่ะหรือจะทำ อะไรข้าได้” ไทเฮาเสียงสั่น “เขาคิดจะ ก่อกบฏกับข้างั้นรึ”
พอคำ ว่าก่อกบฏหลุดออกมา ไทเฮาอดไม่ได้ที่จะเอามือทุบ โต๊ะ
“รีบฆ่ามันทิ้งเสีย ฆ่ามัน”
เกาหลิงปอพยักหน้า
“ก็เพราะว่าเราต้องสังหารเจ้านั่น เลยจำ เป็นเก็บมันไว้ใกล้ตัว พ่ะย่ะค่ะ” เกาหลิงปอเอ่ยต่อ “หากเราปล่อยมันไป ก็พลาดโอกาสที่ จะฆ่ามัน แถมเรื่องที่มันก่อไว้ทำ ให้วังหลวงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง สร้างความร้าวฉานให้ทุกคน เราถึงต้องกักมันไว้ในเมืองหลวงแห่งนี้ เพื่อง่ายต่อการจัดการพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาพยักหน้า ในใจเริ่มสงบลง
“ยังมีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ บัดนี้เรื่องที่น่ากังวลมิใช่ค้นหาวิธีกำ จัด เจ้าเด็กอกตัญญูนั่น” เกาหลิงปอเอ่ย
ไทเฮาคิดในใจ ไม่กังวลเรื่องนี้ แล้วจะให้กังวลเรื่องใดอีก
“เจ้าเด็กนั่น รอวันจะขึ้นครองราชย์แล้วมาแว้งกัดข้านะ” ไท เฮาเอ่ยอย่างร้อนรนพลางตบโต๊ะ
เกาหลิงปอกลับหัวเราะ
“เจ้าเด็กนั่นไร้คุณสมบัติที่จะเป็นองค์รัชทายาท ประการแรก เจ้านั่นสร้างมลทินให้กับชื่อเสียงของตัวเอง ไม่ว่าตอนนี้หรือตอน ไหน คงไม่มีทางได้ขึ้นรับตำ แหน่งนั้นเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ ประการสอง ไม่ว่าวันนี้ใครจะได้ครองตำ แหน่ง ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด” เกาหลิงปอ หัวเราะ เอ่ยต่อ “กระนั้นแล้ว เรื่องที่สำ คัญที่สุด คงหนีไม่พ้นการ อภิเษกสมรสขององค์รัชทายาท รวมถึงการให้กำ เนิดรัชทายาท สืบทอดสายเลือด เพื่อขจัดกิเลสของพวกนอกคอกออกไปให้หมด”
นั่นสินะ ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย เรื่องงานอภิเษกใหญ่ของ องค์รัชทายาท
ไทเฮาเมื่อได้ฟังก็พยักหน้า
“แล้วเรื่องพระชายาขององค์รัชทายาทเล่า เจ้ามีความเห็นเช่น ไร” ไทเฮาเอ่ยถามด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็นและเร่งรีบ “ตระกูล
พวกเรามีคนที่พอใช้ได้อยู่หรือไม่”
เกาหลิงปอส่ายหัว
“ไทเฮา คนของตระกูลเราน่ะไม่เหมาะสมที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยพลางหัวเราะ “โปรดวางใจเถิดไทเฮา กระหม่อมมีคนในใจไว้ แล้วพ่ะย่ะค่ะ”