พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 617 นอนไม่หลับ (1)
เสียงสูงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นในห้องฟังดูบาดหูยิ่งกว่าเดิมในยามค่ำ คืน
สาวใช้ที่ยืนเฝ้ายามด้านนอกหันมองตากัน พลันรีบถอยออก มา
ฮูหยินเฉินถือถ้วยชาอยู่ในมือ โกรธจนตัวสั่น
“นายใหญ่หมายความว่านี่เป็นเรื่องน่ายินดีงั้นหรือ” นางเอ่ย ถามเสียงแหบพร่า
สีหน้าของเฉินเซ่าภายใต้แสงไฟมองเห็นได้ไม่ชัดนัก
“เจ้าอยากให้ข้าพูดเช่นไร” เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ “จะให้พูดจากมุม มองไหน”
องค์รัชทายาททรงอภิเษกสมรส สายเลือดแห่งราชวงศ์ได้รับ การสืบทอด เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่เขาอยากทำ ให้ สำ เร็จมาโดยตลอด
ส่วนเรื่องลูกสาวที่ต้องแต่งงานกับคนบ้านั้น…
ฮูหยินเฉินยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้ฟูมฟาย
“แผ่นดินนี้มีคนอยากสมรสกับองค์รัชทายาทมากมาย ไม่ จำ เป็นต้องเป็นพวกเราก็ได้นี่” นางเอ่ยสะอื้น “สิ่งที่ท่านต้องทำ คือ คอยช่วยเหลือองค์รัชทายาท ทำ ให้อำ นาจฝ่าบาทมั่นคง แต่เรื่อง ใหญ่อย่างการอภิเษกขององค์รัชทายาท ท่านไม่จำ เป็นต้องรับผิด ชอบด้วยก็ได้ ต้องทำ ในสิ่งที่ควร และอย่าได้ทำ ในสิ่งที่ไม่ควร นาย ท่านลืมวิถีแห่งบุรุษไปแล้วหรือ”
เฉินเซ่าถอนหายใจ ยื่นมือออกมาลูบปลอบโยนภรรยาซึ่งกำ ลัง ร้องไห้ฟูมฟาย
“ข้ารู้” เขาเอ่ย “ข้าก็แค่พูดถึงเรื่องนี้”
“เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปรึกษากันอีก!” ฮูหยินเฉินร้องไห้เอ่ยขึ้น “นายใหญ่อย่าลืมว่าตัวท่านเองต้องการทำ อะไร สิ่งที่ท่านจะทำ ไม่ เหมือนสิ่งที่พวกเกาหลิงปอทำ ทรยศไทเฮา เย้ยหยันองค์รัชทายาท แล้วเป็นเยี่ยงไร จิตใจแห่งบุรุษที่ทำ เพื่อชาติบ้านเมืองของท่านยังคง ไม่เปลี่ยน ก็ควรทำ ทุกอย่างตามทำ นองคลองธรรม”
เฉินเซ่าหัวเราะ
“ใช่ ข้ารู้ ข้าไม่ได้พูดถึงตันเหนียง ข้าแค่พูดถึงเรื่องนี้” เขาเอ่ย “เมื่อเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไป ก็คงต้องมีเรื่องลำ บากเกิดขึ้นไม่น้อย เจ้า กับตันเหนียงกลับไปอยู่สักพักหนึ่งก่อนเถิด”
ฮูหยินเฉินถึงได้วางใจ ยกมือขึ้นปาดน้ำ ตาเอ่ยเรียกนายใหญ่
“เจ้าทำ ใจไม่ได้ ข้าในฐานะพ่อจะทำ ใจได้อย่างไร” เฉินเซ่า ถอนหายใจเอ่ยขึ้น
ฮูหยินเฉินปาดน้ำ ตา
“เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าเอง” นางเอ่ยสะอึกสะอื้น “ข้าไม่ ควรละเลยปล่อยให้ตันเหนียงเข้าวัง”
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าไทเฮาจะทำ เรื่องเช่นนี้
เฉินเซ่าส่ายหน้า
“ในเมื่อตระกูลเกาวางแผนไว้แล้ว ต่อให้ไม่ใช่ครั้งนี้ ก็ต้องมี แผนอื่นอีก” เขาเอ่ย พลันหยุดไปครู่หนึ่ง “แม่นางสิบแปดคงได้ยิน ข่าวมาแน่ๆ …”
ไทเฮาทรงมีรับส่งให้จัดงานสมรสพระราชทานหลังจากได้พบ เฉินตันเหนียง เฉินตันเหนียงได้เข้าวังไปพบไทเฮาก็เพราะติดตามแม่
นางเฉินสิบแปดไป
“เกรงว่านางจะไม่สบายใจเหมือนกัน”
ฮูหยินเฉินพยักหน้า
“ข้าส่งคนไปบอกนางแล้ว วันนี้ไม่ได้ให้พวกเขาสามีภรรยามา ที่นี่ ไว้พรุ่งนี้ค่อยพูดแล้วกัน” นางเอ่ย
เฉินเซ่าพยักหน้า
“ดึกมากแล้ว เหนื่อยกันมากแล้ว พักผ่อนเถิด” ฮูหยินเฉินเอ่ย “พรุ่งนี้ยังต้องยุ่งอีก”
ไฟในห้องถูกเป่าจนดับ
สาวใช้ยืนมองอยู่ห่างๆ อยู่นาน แล้วจึงถดเข่าเข้าเฝ้ายาม ประจำ ห้องตัวเอง
คนข้างกายพลิกตัว ฮูหยินเฉินยังคงลืมตาภายใต้ความมืดของ ค่ำ คืน และเฉินเซ่าก็คงเป็นเช่นนี้เหมือนกัน
ยามนี้ใครจะหลับลงกันเล่า คำ พูดปลอบใจไร้ประโยนชน์อีกต่อ ไป
ฮูหยินเฉินจ้องมองความมืด ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย
…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลิกตัวบนเตียงนอน
ห้องหนังสือด้านนอกเป็นสถานที่พักผ่อนปกติของเขา จำ นวน วันที่ไม่ได้นอนที่นี่มีเพียงไม่ถึงสิบวันเท่านั้น
ทั้งผ้าห่มและฟูกต่างใหม่เอี่ยม กระทั่งมุ้งก็ยังเปลี่ยนเป็นหลัง ใหม่ ลมพัดโชยผ่านหน้าต่างเข้ามาจากด้านนอก เสียงแมลงร้องดัง เข้ามาฟังดูจับใจ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลิกตัวอีกครั้ง สอดมือไปที่ใต้หมอน พลางจ้อง มองมุ้งที่ปลิวไหวไปตามสายลม
เขาทำ ให้นางโกรธอย่างนั้นหรือ
มันช่าง…
เขาไม่รู้ว่าตอนนั้นหน้ามืดตามัวทำ เรื่องนั้นลงไปได้อย่างไร
ความคิดแวบขึ้นมา ภาพใบหน้าเฉิงเจียวเหนียงตรงหน้าเตียง นอนในความทรงจำ พลันปรากฎขึ้น
ใบหน้าขาวนวล ผ้าคลุมสีแดง ผมดำ สลวย ดวงตาเปล่ง ประกาย…
ใบหน้าที่ปกติดูซีดขาว เมื่อได้สัมผัสแล้วกลับนุ่มลื่นเหลือเกิน แต่ยังมีบางสิ่งที่นุ่มลื่นยิ่งกว่านั่นก็คือ…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องผุดลุกขึ้นนั่ง ยกมือขึ้นโบกพัด รู้สึกว่าใบหน้า ร้อนผ่าว
พวกเขาแต่งงานกันแล้ว เพียงแต่จังหวะเวลาของงานแต่งไม่ ถูกต้อง เดิมทีก็เป็นเพราะถูกสถานการณ์บังคับ แต่เขากลับทำ เรื่อง ไร้ยางอายเช่นนั้นกับนางได้อย่างไร
อีกอย่าง ต่อให้เป็นสามีภรรยากันแล้ว ก็ไม่ควรทำ พฤติกรรม เลินเล่อเช่นนั้นในเวลาแบบนั้น
ในเมืองหลวงนี้คนที่สนิทชิดเชื้อกับนางก็มีไม่กี่คนอยู่แล้ว ตระ กูลเฉินสนิทสนมและไปมาหาสู่กับนางมากที่สุด และงานแต่งงาน ครั้งนี้ฮูหยินเฉินก็ช่วยจัดการให้ไม่น้อย บัดนี้ตันเหนียงเกิดเรื่องเช่นนี้ ขึ้น นางคงเสียใจมาก แต่ตนเองกลับดีใจจนลืมตัว แล้วก็ยังเข้าใกล้ นางตามอำ เภอใจ…
ตอนนางถีบตนลงจากเตียงก็ยังถือว่าเบา อารมณ์อย่างนางจะ ถีบจนตนคอหักก็ยังไม่เกินไป
ทั้งที่เป็นเรื่องน่าขัดเคืองใจ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อนึกถึงตรง นี้ จิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับอดยิ้มไม่ได้ ยิ่งคิดยิ่งยิ้มกว้างขึ้น จนต้องยกมือ ขึ้นมาปิดปากหัวเราะ
“ฝ่าบาท”
ขันทีจิ่งกระซิบขึ้นจากด้านนอก
ผ่านไปตั้งนานแล้ว คนด้านในเอาแต่พลิกตัวไปมา ตอนนี้ก็ดัน หัวเราะอีก นี่มันกลางดึกนะ…
เสียงตอบกลับไม่ใช่เสียงพูดแต่เป็นเสียงฝีเท้า มีคนเดินข้าม บานประตูออกมา
รูปร่างเขาดูสูงใหญ่ในความมืดยามค่ำ คืน
“ฝ่าบาท” ขันทีจิ่งตะโกนอย่างตกใจพลันรีบจุดไฟขึ้น “เป็น อะไรหรือ”
ยังไม่ทันพูดจบ จวิ้นอ๋องก็เดินผ่านเขาไป พัดลมโชยตามมา
“ข้าจะกลับ”
กลับหรือ กลับไปไหน
ขันทีจิ่งตกตะลึง จ้องมองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่เดินออกไปและ พร้อมทั้งท่าทางขุ่นเคือง
นี่คิดจะทำ อะไร! “บ่าว ถือไฟตามมา” เขารีบตะโกนพลางวิ่งตามไป
จู่ๆ ซู่ซินก็ลุกขึ้นจากเตียง จนปั้นฉินที่อยู่ข้างๆ ลุกตามขึ้นมา “เป็นอะไรหรือ” นางเอ่ย
ยังไม่ทันพูดจบ เสียงฝีเท้าก็มาถึงหน้าประตู “ฝ่าบาท…” เสียงตกใจของสาวใช้ลอยมาจากด้านนอก ฝ่าบาท!
ซู่ซินและปั้นฉินพากันตะลึง รีบลงมาจากเตียงพลันหยิบชุดขึ้น มาสวมด้วยความลนลาน แต่ยังไม่ทันได้ใส่รองเท้าประตูก็เปิดออก
แสงไฟสลัวจากด้านนอกสาดส่องเข้ามา ซู่ซินรีบหลบแสงไฟ ส่วนด้านในปั้นฉินกำ ลังจุดไฟแล้ว
“ไม่ต้องหรอก” จิ้นอันจวิ้นอ๋องกระซิบบอก “อย่าเสียงดัง รบกวนนางเลย”
พูดจบก็เดินเข้าไปในห้อง
ซู่ซินและปั้นฉินสีหน้าตะลึงงันหันมองหน้ากันไม่รู้ต้องทำ อย่างไร แสงไฟในห้องสว่างวาบขึ้น แต่ไม่นานก็ดับลงอีกครั้ง ภายใน ห้องกลับสู่ความมืดสลัวเช่นเคย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงไฟภายในห้อง เขา เปิดม่านออกอย่างเบามือ หญิงสาวบนเสียงนอนตะแคงหลับอยู่ นาง นอนชิดขอบด้านนอก เหลือพื้นที่ว่างด้านในไว้เหมือนสองคืนนั้น
ขาของเขาน่าจะยาวพอก้าวข้ามเข้าไป…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยกขาขึ้น…
ปั้นฉินและซู่ซินกลับไปที่ห้องปีกข้าง ยืนมองฟูกและผ้าห่มที่ วางปูอยู่
“เช่นนั้นพวกเรายังต้องนอนเฝ้าที่นี่อีกหรือไม่” ปั้นฉินกระซิบ ถาม
ซู่ซินยังไม่ทันพูด ก็ได้ยินเสียงดังมาจากในห้อง ทั้งสองตกใจ สะดุ้ง
ถึงแม้คนด้านล่างจะยื่นมือออกมายันไว้แล้ว แต่ร่างของจิ้ นอันจวิ้นอ๋องก็ยังกดทับนางไปครึ่งหนึ่ง จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบพลิกตัวลง มาราวกับถูกไฟลน เท้าเหยียบบนเตียงส่งเสียงดังตุบ
ภายในห้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ
“…ข้า…เพิ่งจะดีขึ้น…ร่างกายยังอ่อนแอ…” จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบ พูดตะกุกตะกัก
เฉิงเจียวเหนียงขยับตัวไปด้านนอก เพื่อเว้นที่ว่างให้เขา
หลังจากเสียงผืนผ้าเสียดสีกันดังขึ้น จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็นอนลง บนเตียงพลันถอนหายใจออกมา
“ทำ เจ้าตื่นจนได้” เขากระซิบขึ้น
“ป่าวหรอก” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “ข้ายังไม่หลับ”
ยังไม่หลับ…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนิ่งเงียบไป
“ข้า” เขาเปิดปากพูด “ข้ากลัวเจ้าโกรธข้า ก็เลยไปนอนข้าง นอก”
ซู่ซินกับปั้นฉินกำ ลังหอบผ้าเดินไปด้านนอก พลันได้ยิน ประโยคนี้เข้าพอดี ทั้งสองจึงหยุดฝีเท้าลงอย่างอดไม่ได้
ไฟใต้ระเบียงส่องลงมาบนใบหน้าตกใจและดีใจของทั้งสอง
ซู่ซินส่ายหน้า ปั้นฉินรีบก้าวเท้าต่อ สองคนเดินออกมาและปิด ประตูห้องเบาๆ
ซู่ซินหันไปมองใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของปั้นฉิน พลันยิ้มตาม ขึ้นอย่างอดไม่ได้
“บอกแล้วว่าเจ้าเป็นห่วงมากเกินไป” นางตำ หนิเสียงเบา
ปั้นฉินเพียงยิ้มตอบ
ซู่ซินหันกลับไปมอง พลันถอนหายใจด้วยความปลาบปลื้ม
“มีอะไรก็เปิดใจพูดกัน แค่นี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว” นางกระซิบขึ้น
เสียงผืนผ้าเสียดสีกันดังขึ้นที่ข้างหู จิ้นอันจวิ้นอ๋องหันไปเห็นว่า ในความมืดเฉิงเจียวเหนียงก็หันมาหาเขาเช่นกัน
“แล้วตอนนี้ไม่กลัวแล้วหรือ” นางเอ่ยถาม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะออกมา
“กลัว” เขาพยักหน้าบนหมอน
เฉิงเจียวเหนียงหันหน้าไปแล้ว
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มพลางยื่นมือไปจิ้มหัวไหล่นาง
“นี่คือกลัวหรือ” เสียงเฉิงเจียวเหนียงลอยมา เพราะนางหัน หลังให้เขาอยู่ เสียงจึงฟังดูห่างไกลและไม่สบอารมณ์
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะร่า นิ้วที่จิ้มไหล่นางเปลี่ยนเป็นสองนิ้ว
“ฟังป๋อจง” เฉิงเจียวเหนียงหันมา
นางคงจะจ้องเขาตาเขม็ง เพียงแต่ความมืดยามค่ำ คืนทำ ให้ เห็นไม่ชัด
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบปล่อยมือกลับไปนอนราบหันมองนาง
“อืม” เขาขานรับ พลันยิ้มขึ้นอีกครั้ง