พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 617 นอนไม่หลับ (2)
เฉิงเจียวเหนียงหันกลับไปอีกครั้ง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องโยกหัวไปมาบนหมอน ขยับร่างกายเพื่อหาท่า นอนที่สบาย
“แปลกจริง” เขาราวกับพูดพึมพำ กับตัวเอง “เจ้าถีบข้าลงไป แล้วจู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าการขึ้นเตียงอีกครั้งมันช่างง่ายดาย”
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะขึ้น เสียงหัวเราะสั้นนัก นางรีบเก็บเสียง หัวเราะทันที
หากไม่ใช่กลางดึกเช่นนี้คงไม่ได้ยิน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มขึ้นอีกครั้ง ใช้ข้อศอกกระทุ้งแผ่นหลังของ นาง
“เจ้าก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันใช่ไหม” เขาเอ่ย “ข้ารู้สึกอย่างนั้นมาตลอด” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะอย่างเก้อเขิน “ก็ข้าเพิ่งแต่งงานครั้งแรกนี่” เขาเอ่ยพลางหัวเราะ
เพิ่งจะพูดจบ ก็รู้สึกว่าคนข้างๆ ร่างกายเกร็งตึงขึ้นมา เขาจึง หยุดพูดทันที
“ข้าพูดผิดไป” เขารีบเอ่ย รอยยิ้มหายวับไป สิ่งที่มาแทนคือน สีหน้าเคร่งขรึม “ข้าไม่ควรล้อเล่นเรื่องนี้”
อะไรคือการแต่งงานครั้งแรก หรือว่าเขาอยากแต่งงานครั้งที่ สองอีก
พวกเขาเพิ่งแต่งงานกัน แถมงานแต่งงานยังไม่มีความรื่นเริง เขาไม่ควรล้อเล่นเรื่องนี้จริงๆ
บรรยากาศภายในห้องหยุดชะงักไปทันที ร่างของเฉิงเจียว เหนียงขยับขึ้น นางพลิกตัวกลับมา
“ไม่หรอก” นางเอ่ยขณะจ้องมองจิ้นอันจวิ้นอ๋อง “เจ้าไม่ได้พูด ผิด แต่ข้าคิดไม่เข้าเรื่องเองต่างหาก”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องจ้องมองนาง ทั้งสองอยู่ใกล้กันเพียงเอื้อมมือ เขารู้สึกถึงลมหายใจของนางที่กระทบลงบนหน้าเขา
นางมักจะเป็นเช่นนี้ ชอบคิดถึงแต่คนอื่น ไม่เคยกล่าวโทษคน อื่น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เอาไปลงที่ตัวนางเองเสมอ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกหัวใจเต้นแรงและปวดใจ
“เฉิงฝั่ง” เขาเอ่ยพลางยกมือขึ้นจับข้อศอกนาง ก่อนจะรีบดึง มือกลับมา “ข้าเข้าใจแล้ว”
เฉิงเจียวเหนียงยิ้มให้เขา
“นอนเถิด” นางเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขานรับ พลันหลับตาลง
กลิ่นหอมอ่อนๆ จากลมหายใจอันอบอุ่น นี่สิกลิ่นที่เขาคุ้นเคย นี่สิที่ที่เขาคุ้นเคย
ทั้งๆ ที่เพิ่งจะมีคนเพิ่มเข้ามาได้ไม่กี่วัน แต่เหตุใดถึงกลายเป็น ความเคยชินที่ไม่อาจลืมได้
เขาขยับหัวบนหมอนเล็กน้อย ความรู้สึกผ่อนคลายเอ่อล้น พลันง่วงงุนขึ้นมาในทันใด แต่เมื่อเขากำ ลังจะผล็อยหลับ ดวงตาก็ เบิกกว้างขึ้นทันที
ภายในห้องเงียบสงัด คนข้างๆ ก็นอนอยู่เงียบๆ
“เฉิงฝั่ง” จิ้นอันจวิ้นอ๋องกระซิบเรียก ใช้มือยันตัวลุกขึ้นหันมอง นาง
ดวงตาทั้งสองเป็นประกายภายใต้ความมืด
“เจ้านอนไม่หลับ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย “เช่นนั้นมาคุยกับข้า เถิด”
เฉิงเจียวเหนียงไม่ได้พูดอะไร สายตาหลุบมองต่ำ
“เมื่อก่อนข้ามีเรื่องอะไรก็มักเก็บไว้ในใจคนเดียว” จิ้นอันจวิ้นอ๋ องพูดต่อ “เพราะว่าไม่มีใครให้พูดด้วยได้”
พูดถึงตรงนี้เขาก็หัวเราะขึ้น
“ถึงแม้บางเรื่องเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้วจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ตอนนั้นหากมีใครสักคนให้ข้าพูดคุยด้วย ก็คงจะดีกว่านี้”
เมื่อเขาพูดจบ ภายในห้องก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
“แต่ว่า อยากพูดหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของเจ้า” จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบ เอ่ยต่อ “ข้าก็แค่…”
ก็แค่อะไร
ตัวเองพึมพำ แบบนี้…
นางคือเฉิงฝั่ง ไม่ใช่ลิ่วเกอร์
“ข้าก็แค่กลัวเจ้าอึดอัดใจคนเดียว” เขาเอ่ย
นางไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว ตัวเองทำ แบบนี้จะกลายเป็น
บังคับให้นางเปลี่ยนไปไหม ความรู้สึกที่ถูกคนบังคับนั้นไม่ดีเลย จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกขัดเคืองใจขึ้นอีกครั้ง
นี่ข้าเป็นอะไรไป เหตุใดช่างน่ารำ คาญเช่นนี้ ทำ ให้คนอื่น รำ คาญยังไม่เป็นไร แต่ทำ ให้นางรำ คาญได้อย่างไร
เขายกมือขึ้นลูบจมูกพลางนอนลงบนเตียง “ข้ากำ ลังคิดเรื่องตันเหนียง จึงนอนไม่หลับ” เสียงเฉิงเจียวเหนียงดังขึ้นที่ข้างหู
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกหัวใจดังตุ้บขึ้น รีบหันไปมอง “เจ้าไม่ต้องกังวล” เขาสูดหายใจลึก น้ำ เสียงสงบนิ่งลง พูด
อย่างจริงจังว่า “ถึงแม้การที่ใต้เท้าเฉินปฏิเสธพระราชโองการจะ ทำ ให้เรื่องวุ่นวายขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่กัดฟันผ่านพ้นไปได้ ขอเพียง อดทน ทุกอย่างก็จะผ่านไป เพียงแต่งานแต่งของตันเหนียงอีกหน่อย คงยุ่งยาก แต่ว่าเมื่อเทียบกับแบบนี้แล้ว ก็ยังถือว่าดี”
เนื่องจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น งานแต่งของตันเหนียงในวันหน้าจึง เป็นเรื่องลำ บาก นางต้องแต่งงานออกไปอยู่ไกลเมืองหลวงไกลพ่อ แม่ แต่อย่างน้อยก็คงได้แต่งกับสามีที่หน้าตาดีและเพียบพร้อม อย่างน้อยก็ดีกว่าแต่งงานกับลิ่วเกอร์…
ลิ่วเกอร์ของเขาชาตินี้คงไม่มีดวงกับเรื่องดีๆ ถึงแม้จะฟังดูโหด ร้าย แต่ก็ต้องยอมรับความจริงนี้
ถึงอย่างไรไม่ว่าผู้หญิงที่ได้แต่งงานด้วยจะดีหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยว อะไรกับลิ่วเกอร์ เพราะเขาไม่รู้แล้วก็ไม่สนใจ
“แล้ว เจ้าล่ะ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตะลึงไป
“ข้าหรือ” เขาเอ่ยถาม หันมองเฉิงเจียวเหนียงพลันยิ้มให้ “ข้า พูดจริงๆ ถึงแม้ข้าจะรู้ว่าเลือกใครให้แต่งงานกับองค์รัชทายาทก็ เหมือนกันทั้งหมด แต่ข้าก็ยังหวังว่าเขาจะมีภรรยาที่ดีอยู่เคียงข้าง หากพระชายาขององค์รัชทายาทเป็นลูกสาวตระกูลเฉิน ข้าก็คงดีใจ”
เฉิงเจียวเหนียงพยุงตัวลุกขึ้น ภายใต้ความมืดสายตาของนาง ราวกับจดจ่ออยู่บนใบหน้าเขา
“เจ้าคิดว่าองค์รัชทายาทควรจะเป็นองค์รัชทายาทไหม” จู่ๆ นางก็เอ่ยถามขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตะลึงงัน หัวใจเต้นรัว สีหน้าเปลี่ยนไปในทันใด แล้วจึงกลับสู่สภาวะปกติ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในความมืดอย่างไร้ร่อง รอย
“ก็ต้องควรสิ” น้ำ เสียงเขาปนหัวเราะ “องค์รัชทายาทเป็นผู้ สืบทอดเพียงพระองค์เดียวของฝ่าบาท เช่นนั้นเขาก็ควรเป็นองค์ รัชทายาท”
“แต่ว่า เขาไม่เหมาะสม” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยุงตัวขึ้นมามองเฉิงเจียวเหนียง
“เฉิงฟั่ง เรื่องเหมาะหรือไม่เหมาะ ไม่ใช่เรื่องที่เราตัดสินได้” เขาพูดแฝงความนัย
ชาติกำ เนิดของใครคนหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่คนคนนั้นเลือกได้
“แล้วหากเป็นชะตาฟ้ากำ หนดเล่า” เฉิงเจียวเหนียงมองเขา เอ่ยขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องอมยิ้ม
“หากเป็นชะตาฟ้ากำ หนด มนุษย์อย่างพวกเราก็ไม่ควรพูด อะไร” เขาเอ่ย “ก็รอให้ฟ้ากำ หนดแล้วกัน จะได้ไม่ต้องกลัดกลุ้มใจ ด้วย”
รออย่างนั้นหรือ
“แต่เราก็ต้องทำ ตามกฎแห่งสวรรค์ แล้วก็ต้องให้คนทำ ตาม กฎแห่งสวรรค์” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มขึ้นอีกครั้ง
“เรื่องพวกนี้ข้าไม่เข้าใจ” เขาเอ่ยสีหน้าจริงใจ “ข้าเพียงรู้ว่าตัว เองต้องการทำ อะไรเท่านั้น ส่วนเรื่องกฎแห่งสวรรค์ มันสูงส่งและ ห่างไกลเกินไป สวรรค์อยู่ห่างไกล โลกมนุษย์อยู่ในเอื้อมมือ เป็นโลก ที่เราควบคุมได้”
สวรรค์อยู่ห่างไกล โลกมนุษย์อยู่ในเอื้อมมือ เป็นโลกที่เรา ควบคุมได้ แต่ว่า…
“แต่พวกข้ารู้นี่…” เฉิงเจียวเหนียงพึมพำ
และเพราะนางรู้ จึงมีภารกิจต้องทำ ตามกฎแห่งสวรรค์
ฝ่ามือหนึ่งยื่นมาลูบหัวนาง เฉิงเจียวเหนียงตัวแข็งทื่อ แต่ ฝ่ามือนั้นไม่ได้หลบหลีกไป ยังคงลูบหัวนางต่อไป
ร่างกายเฉิงเจียวเหนียงผ่อนคลายลง
ศีลธรรม หากอยากได้มันมาก็ต้องรู้จักละทิ้ง นี่ คือหลักการที่ใครต่างก็รู้ดี แต่เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกเศร้าใจ
เป็นเพราะเฉินตันเหนียงต้องแต่งงานกับองค์รัชทายาทที่สติไม่ ดีหรือ
การแต่งงานกับคนสติไม่ดีเป็นเรื่องน่าเศร้าก็ จริง แต่หากเทียบกับความตายเล่า
อย่างเช่นว่าแม้จะรู้ว่าแต่งงานกับใครบางคน แล้วจะต้องพบกับทางตัน ชีวิตหมดหนทาง แต่คนเป็นพ่อก็ยังยอม ให้ลูกสาวแต่งอยู่ดี…
มือที่ลูบหัวนางขยับอย่างนุ่มนวลกว่าเดิม เฉิงเจียวเหนียงจึง ค่อยๆ เอนพิงลงมา
เสียงพูดคุยเงียบลงแล้ว ภายในห้องจึงกลับสู่ ความเงียบสงัดอีกครั้ง แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเคยคือบรรยากาศดูจะผ่อน
คลายกว่าเดิมมาก เฉิงเจียวเหนียงค่อยๆ ปิดตาลง ยามลืมตาขึ้นอีก ครั้ง ก็พบว่าแสงตะวันเริ่มส่องสว่างแล้ว
น้ำ หนักของสิ่งแปลกปลอมบนร่างทำ ให้นาง ยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อสัมผัสโดนมือข้างหนึ่ง การเคลื่อนไหวของ เฉิงเจียวเหนียงก็หยุดลง นางหันหน้าไปเห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องแทบจะ แนบชิดอยู่กับตนเอง
เขาหลับตานอนหลับใหลอยู่
มือข้างหนึ่งท้าวอยู่บนหัวนาง อีกมือหนึ่งวางอยู่ บนตัวนาง
เขาอยู่ในท่าหันหน้าเข้าหานาง แลดูเหมือนโอบ กอดนางอยู่
การเคลื่อนไหวของเฉิงเจียวเหนียงทำ ให้เขา ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นนางเบิกตากว้างอยู่ ก็พลันตกใจ รีบขยับตัวออก ห่าง ไม่นานก็กลับสู่สภาพปกติ
“ยังเช้าอยู่เลย” เขาหรี่ตามองด้านนอกม่าน เอ่ย ขึ้นอย่างเกียจคร้าน “นอนต่ออีกหน่อยเถิด”
ขณะพูดประโยคนี้ มือเขาก็ลูบตัวนางโดยไม่รู้ ตัว เขาไม่รอให้เฉิงเจียวเหนียงขยับตัว รีบปิดตาทันที
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เฉิงเจียวเหนียงก็ยื่นมือ ออกมายกมือเขาออกไปเบาๆ แต่นางไม่ได้ลุกขึ้น เพียงแค่พลิกตัวไป อีกฝั่งแล้วหลับตาลง
ด้านหลังนาง จิ้นอันจวิ้นอ๋องเผยยิ้มขึ้นที่มุมปาก เขาไม่ได้ลืมตาขึ้น และไม่ได้ขยับมือไปวางบนตัวนางอีก เพียงแค่ ขยับหัวใกล้เข้าไปแนบชิดกับเส้นผมยาวสลวยของนางและหลับไป
ในตอนนี้สามีภรรยาตระกูลเฉินที่ไม่ได้หลับนอน มาทั้งคืนก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้ว เมื่ออาบน้ำ แต่งตัวเรียบร้อยและ กำ ลังจะกินมื้อเช้า ก็มีคนมารายงานว่าแม่นางเฉินสิบแปดมาหา
“แม่นางสิบแปด” เมื่อเห็นแม่นางเฉินสิบแปดเดินเข้ามา ดวง ตาของฮูหยินเฉินก็เริ่มแดงก่ำ ขึ้นมา
สีหน้าแม่นางเฉินสิบแปดไม่ต่างไปจากนาง เห็นได้ชัดว่าเมื่อ คืนคงไม่ได้นอนเช่นกัน นางเข้ามาโค้งคำ นับในห้องโถงท่าทาง เคร่งขรึม
“แล้วลูกเขยเล่า” เฉินเซ่าเอ่ยถาม “เขาไปสืบข่าวอยู่เจ้าค่ะ” แม่นางเฉินสิบแปดเอ่ย เมื่อคืนเรื่องราวของพระราชโองการคงแพร่ไปทั่วแล้ว วันนี้ไม่
ว่าจะในเมืองหลวงหรือในราชสำ นักก็ต้องคึกคักเป็นแน่ “ไม่ต้องสืบข่าวหรอก จะพูดว่าอย่างไรข้ารู้ดีอยู่แล้ว” เฉินเซ่า
เอ่ย
แม่นางเฉินสิบแปดนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “แม่นางสิบแปด ข้ากับตันเหนียงว่าจะกลับไป เจ้าเองก็ตาม
ลูกเขยกลับไปเถิด” ฮูหยินเฉินเอ่ย แม่นางเฉินสิบแปดเงยหน้าขึ้น “เรื่องตันเหนียง ท่านพ่อตัดสินใจแล้วหรือ” นางเอ่ยถาม เฉินเซ่ายังไม่ทันได้พูดอะไร ฮูหยินเฉินก็เอ่ยขึ้นก่อน “แม่นางสิบแปด เจ้าวางใจเถิด เรื่องนี้มันผ่านไปแล้ว เจ้าไม่
ต้องคิดมาก” นางเอ่ย “เรื่องเข้าวัง มันเป็นเรื่องบังเอิญ…” นางยังไม่ทันพูดจบ แม่นางเฉินสิบแปดก็ส่ายหน้าขัดนาง
“ท่านพ่อ ท่านแม่” นางเอ่ย มือที่วางอยู่บนหน้าขากำ หมัดขึ้น นางเงยหน้าขึ้นมองเฉินเซ่า “ที่ตันเหนียงเข้าวังมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
เฉินเซ่าและฮูหยินพากันมองแม่นางเฉินสิบแปดอย่างตกตะลึง
“ข้าเป็นคนอยากแนะนำ นางให้ไทเฮาเอง” แม่นางเฉินสิบแปด สูดหายใจลึก มือที่วางอยู่บนหน้าขาคลายออก นางเอ่ยออกมาทีละ คำ อย่างชัดเจน
ว่าอย่างไรนะ
สีหน้าเฉินเซ่าและฮูหยินเปลี่ยนไปในทันใด