พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 618 กังวล
เสียงเพียะดังขึ้น แม่นางเฉินสิบแปดหน้าหัน ไข่มุกบนปิ่น ดอกไม้ไหวที่ห้อยลงมาจากศีรษะแกว่งไปมาภายใต้แสงสว่างยาม เช้า
บรรดาสาวใช้บนระเบียงต่างตกอกตกใจยกใหญ่ ลนลานถอย ออกไป
“แม่นางสิบแปด! ไหนเจ้าพูดอีกทีซิ” ฮูหยินเฉินตวาดเสียงสั่น
ฝ่ามือเมื่อครู่ของฮูหยินเฉินหนักไม่น้อย บนหน้าขาวนวลของ แม่นางเฉินสิบแปดขึ้นริ้วสีแดง ทว่าสีหน้าของนางกลับสงบนิ่งราว สายน้ำ นางหันหน้ามาเผชิญกับสายตาอันเดือดดาลของฮูหยินเฉิน แววตาไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
“ข้าเป็นคนอยากแนะนำ นางให้แก่ไทเฮาเอง” นางเอ่ย
ฮูหยินเฉินง้างมือขึ้นอีกครั้ง เฉินเซ่าส่งเสียงตะโกนขึ้นห้ามไว้
“พอแล้ว” เขาเอ่ย “ตีไปตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร”
มือของฮูหยินเฉินยังคงฟาดลงไปอยู่ดี หลังจากเสียงตบดังขึ้น ตัวเองก็ทรุดตัวนั่งลง
“เหตุใดเจ้าจึงทำ เช่นนี้” นางตวาดด้วยความรู้สึกที่ทั้งโกรธทั้ง เสียใจ “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำ ลังทำ อะไรอยู่!”
รอยแดงบนใบหน้าแม่นางเฉินสิบแปดยิ่งมีสีเข้มขึ้น แต่สีหน้า ยังคงนิ่งดังเดิม
ตั้งแต่นางเข้ามาก็สงบเยือกเย็นยิ่ง ยามนี้อาการตกใจของเฉิน เซ่ารวมถึงโทสะของฮูหยินเฉินยิ่งนิ่งสงบดั่งน้ำ นิ่งที่ไม่กระเพื่อมไหว
“ข้ารู้ว่าข้ากำ ลังทำ อะไรอยู่” นางเอ่ย
“แล้วเจ้ากำ ลังทำ อะไรลงไปเล่า” เฉินเซ่าเอ่ยถาม พลางมอง แม่นางเฉินสิบแปด “แม่นางสิบแปด ตอนเจ้าจูงมือน้องสาวเข้าวัง ในใจรู้สึกเสียใจบ้างหรือไม่”
ได้ยินประโยคนี้ ฮูหยินเฉินก็นึกไปถึงภาพเมื่อวานที่เฉินตัน เหนียงจูงมือแม่นางเฉินสิบแปดร่ำ ลาตนด้วยความยินดีปรีดา ใครจะ ไปรู้ว่าวินาที่นั้นจะเป็นการส่งตัวลูกสาวในตกอยู่ในสถานการณ์ ย่ำ แย่เช่นนี้
ความรู้สึกผิด รู้สึกโทษตัวเอง และความเจ็บปวดเสียใจถาโถม อยู่ในใจ ฮูหยินเฉินยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้อย่างอดไม่อยู่
แม่นางเฉินสิบแปดขอบตาแดงก่ำ โน้มตัวลงโขกหัวคำ นับกับ พื้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกทำ ลงไปโดยไม่ได้บอกก่อน ลูกมัน อกตัญญู ลูกละอายใจนัก” นางเอ่ยสะอึกสะอื้น
“เจ้าไม่ได้ละอายใจ” เฉินเซ่าส่ายหน้า “เจ้าจะละอายใจได้ อย่างไร ที่เจ้าไม่บอกก่อนจะทำ ลงไป เป็นเพราะเจ้ารู้ว่าหลังจากบอก พวกเราไป พวกเราจะไม่เห็นด้วยกับเจ้ามิใช่หรือไร”
แม่นางเฉินสิบแปดหัวไหล่สั่นเทาเล็กน้อย
“ใครเป็นคนให้เจ้าทำ เช่นนี้” เฉินเซ่าโพล่งถามขึ้น
แม้ความคิดนี้จะน่าเหลือเชื่อ แต่กลับหาคำ อธิบายที่เหมาะสม ไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ออกว่าลูกสาวของตนนั้นจะสามารถ ทำ เรื่องพรรค์นั้นได้
“แม่นางสิบแปด เจ้ารู้หรือไม่ว่า เจ้าทำ เช่นนี้มันหมายความว่า อย่างไร” เฉินเซ่าเอ่ย สีหน้าเสียใจอย่างปิดไม่มิด “เจ้าทำ เช่นนี้ คือ การตัดอนาคตของคนเป็นพ่ออย่างข้า”
การพระราชทานสมรสครานี้เป็นสิ่งที่ส่งผลร้ายให้แก่ตระกูล เฉิน เพราะไทเฮาออกราชโองการหลังจากพบเฉินตันเหนียงแล้ว คนนอกจะคิดว่าเป็นความตั้งใจของตระกูลเฉิน แต่นี่ก็เป็นแค่การ คาดเดาของคนนอกเท่านั้น ไม่มีหลักฐานใด ตระกูลเฉินยังคงปฏิเสธ ราชโองการได้อย่างหนักแน่น มีเหตุมีผล แม้จะวุ่นวายอยู่สักระยะก็ คงจบสิ้นลงได้แล้ว
ทว่ายามนี้แม่นางเฉินสิบแปดกลับออกปากเอง ทำ ให้การคาด เดานี้หาใช่การคาดเดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา เช่นนั้น แล้วเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การปฏิเสธราชโองการเพียงอย่างเดียว แต่ เป็นการหลอกลวงราชสำ นักด้วย
กลับคำ ล้อเล่นกับราชสำ นัก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของ ตระกูลเฉิน ตระกูลเฉินไร้ความน่าเชื่อถือ ขาดคุณธรรม ทำ ให้
ราชวงศ์กลายเป็นตัวตลก ทำ ให้ตระกูลเฉินของพวกเขากลายเป็นตัว ตลกด้วยเช่นกัน
ไร้ความน่าเชื่อถือ ขาดคุณธรรม ไม่ใช่วิญญูชน คนเช่นนี้จะ สามารถได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้ช่วยเหลือองค์รัชทายาทปกครอง แผ่นดินได้อย่างไร จะสามารถเป็นอาจารย์เหนือขุนนางทั้งหลายได้ อย่างไร
นอกจากเฉินเซ่าจะเดือดดาลแล้ว แต่กลับเศร้าโศกเสียใจ มากกว่า
ป้องกันแล้วป้องกันอีก วางแผนแล้ววางแผนอีก นึกไม่ถึงเลย ว่าคนที่แทงดาบใส่ตนนั้นจะเป็นลูกสาวของตัวเองเสียได้
แม่นางเฉินสิบแปดลุกขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านพ่อไม่ได้อยากจะทำ เช่นนี้หรอกหรือ” นางไม่ได้ ตอบแต่กลับถามขึ้น
“แม่นางสิบแปด เจ้าไปเอาความคิดนี้มาจากไหนว่าข้าจะทำ เช่นนี้” เฉินเซ่าสูดลมหายใจลึก ค่อยๆ เอ่ยถามอย่างช้าๆ
“เช่นนั้นก็คงต้องถามว่าเหตุใดท่านพ่อจึงไม่อยากทำ เช่นนี้” แม่นางเฉินสิบแปดเอ่ย
“แม่นางสิบแปด!” ฮูหยินเฉินตวาดด้วยน้ำ เสียงเดือดดาล “เจ้า ไม่รู้เลยหรือไรว่าเหตุใดจึงไม่อยากจะทำ เช่นนั้น”
แม่นางเฉินสิบแปดมองผู้เป็นแม่
“ท่านแม่ ในฐานะพี่สาว ข้ารู้ว่าเหตุใดจึงไม่อยากทำ เช่นนั้น” นางน้ำ ตาคลอเอ่ย “และข้าก็รู้ว่าในฐานะพ่อแม่คนหนึ่ง เหตุใดจึงไม่ อยากให้ทำ เช่นนั้น เพียงแต่”
สายตานางมองไปยังเฉินเซ่าอีกครั้ง
“ข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดขุนนางใหญ่ที่แบกรับหน้าที่อันใหญ่ หลวงจากฝ่าบาทให้ช่วยเหลือราชกิจ ทั้งยังได้รับพระกรุณาอันยิ่ง ใหญ่จากฝ่าบาท จึงไม่อาจทำ เช่นนี้ได้”
…
“ท่านปู่ แม่นางสิบแปดมาแล้ว ข้าจะไปดูเสียหน่อย”
เฉินตันเหนียงได้ยินเสียงพูดแผ่วเบาของบ่าวรับใช้เฒ่าก็รีบ คว้าธนูยาวในมือลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง
“ให้นางได้ดูของขวัญที่พี่เฉิงให้ข้าด้วยดีกว่า” นายใหญ่เฉินยิ้มพลางยื่นมือไปขวางนางไว้ “รอก่อนเถิด พี่สาวเจ้ากำ ลังพูดคุยกับพ่อแม่เจ้าอยู่เลย” เขา
เอ่ย เฉินตันเหนียงขานรับ
“ตันเหนียงเอ๋ย ข้าให้พวกเขาทำ เป้าฟางไว้เรือนส่วนท้ายเรือน ให้เจ้า หมู่นี้ก็หาคนมาสอนเจ้ายิงธนู เจ้าไปลองดูก่อนดีหรือไม่”
นายใหญ่เฉินนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยขึ้น เฉินตันเหนียงพลันพยักหน้าด้วยความดีใจ “ดีเจ้าค่ะ ดี ดี” นางเอ่ยติดต่อกัน นายใหญ่เฉินยิ้มพลางให้บรรดาแม่นมพานางไป “ระวังหน่อย อย่าให้มือบาดเจ็บล่ะ” เขากำ ชับ “ท่านปู่ ท่านก็อย่าลืมกินยานะเจ้าคะ” เฉินตันเหนียงก็กำ ชับ
ด้วยเช่นกัน นายใหญ่เฉินยิ้มพลางพยักหน้า มองบรรดาแม่นมห้อมล้อม
เฉินตันเหนียงจากไป พอยืนบนระเบียงมองไม่เห็นเงาร่างของพวก
นาง รอยยิ้มบนใบหน้าของนายใหญ่เฉินก็พลันหายไป “ไม่นึกเลยจริงๆ” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเนิบช้า สีหน้าทั้งเศร้าโศกทั้ง
เดือดดาล “ไม่นึกเลยจริงๆ แม่นางสิบแปดของข้ากลายเป็นเช่นนี้ได้
ไปอย่างไร ทำ เรื่องพรรค์ออกมาได้อย่างไร” “นายท่าน บางทีแม่นางเฉินสิบแปดอาจจะโดนคนเป่าหูมาก็ได้
นะขอรับ” บ่าวรับใช้เฒ่าเอ่ยเสียงเบา นายใหญ่เฉินหัวเราะ ในรอยยิ้มแฝงไว้ด้วยความถากถาง “ถูกเป่าหูอย่างนั้นรึ” เขาเอ่ย “บนโลกนี้ไม่เคยมีใครโดนเป่าหู
สักคนหรอก คนที่เป่าหูตัวเองได้ มีเพียงแค่ตัวเองเท่านั้น หากตัวเอง
ไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น จะลงไปได้อย่างไร” บ่าวรับใช้เฒ่าหลบสายตาลงทอดถอนใจ “ต่อให้เป็นเช่นนั้น นางก็เป็นนาง ไม่ใช่นายท่าน” เขาเอ่ย นายใหญ่เฉินหัวเราะขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร เงียบงันไป
ครู่หนึ่ง “ข้าชักเสียใจขึ้นมาเสียแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นเชื่องช้า มองดูลมร้อน
ที่พัดผ่านไปจากฟากฟ้าก่อนดวงตะวันแรกแห่งสารทฤดูจะลอยสูง
เด่นขึ้นมา “หากตอนนั้นตันเหนียงไม่ได้เข้าเมืองหลวงมา…” เสียใจอย่างนั้นรึ
มีเพียงยามที่จุดจบมิอาจเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น มนุษย์จึงได้ เสียใจ ถึงได้นึกย้อนไปถึงเรื่องในคราแรก
บ่าวรับใช้เฒ่าเงยหน้าขึ้นอย่างนิ่งอึ้ง “นายท่าน! เรื่องนี้ไม่มีทาง…” เขารีบเอ่ย นายใหญ่เฉินกลับหันหลังมาขัดเขาว่า “ไปเก็บของ” เขาเอ่ย บ่าวรับใช้เฒ่าตกตะลึง สีหน้าโศกเศร้าอยู่เล็กน้อย “นายท่าน!” เขาตะโกนเรียกขึ้นอีกครั้ง นายใหญ่เฉินสาวเท้าเข้าไปในห้องโถง
…
ฮูหยินเฉินมองแม่นางเฉินสิบแปดตรงหน้าด้วยสีหน้าซีดขาว
ในชั่วขณะนั้นนางราวกับกำ ลังเหม่อลอย หญิงตรงหน้าผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดถึงรู้สึกเหมือนว่าตนนั้นไม่รู้จักเลยสักนิด
“…ท่านพ่อไม่อยากทำ เช่นนั้น เป็นเพราะองค์รัชทายาทสติไม่ดี อย่างนั้นหรือ”
ไม่รอให้เฉินเซ่าตอบ แม่นางเฉินสิบแปดก็ส่ายหน้าขึ้นมาก่อน “ไม่ ข้าเชื่อว่าไม่ใช่เหตุผลนี้”
สีหน้านางเคร่งขรึมและสงบนิ่ง “เพราะนั่นเป็นองค์รัชทายาท หากท่านพ่อรังเกียจที่องค์
รัชทายาทเป็นคนสติไม่ดีก็คงไม่มีองค์รัชทายาทในวันนี้ ที่ท่านพ่อ เห็นด้วยกับการแต่งตั้งชิ่งอ๋องเป็นองค์รัชทายาท ที่ท่านพ่อเห็นด้วย กับการที่องค์รัชทายาทมีโอรสแล้วให้ขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้น องค์
รัชทายาทในสายตาท่านพ่อไม่ใช่คนสติไม่ดี แต่เป็นกษัตริย์ เป็น กษัตริย์ที่ต้องให้ความจงรักภักดีและเคารพนับถือ”
สีหน้าเฉินเซ่าซีดเผือดเล็กน้อย
ประโยคนี้คุ้นหูนัก ฮูหยินเฉินคิดย้อนไป ดูเหมือนว่าเมื่อวานจะ ได้ยินมาก่อน
“สิ่งที่เรียกว่าจู่ๆ ก็โชคร้ายมันคืออะไร การเป็นพระญาติกับ องค์รัชทายาทคือความโชคร้ายอย่างนั้นรึ”
ข้างหูฮูหยินเฉินมีเสียงเฉินเซ่าดังขึ้น เสียงแม่นางเฉินสิบแปดก็ ลอยตามมา
“…หากมิใช่เพราะว่าท่านพ่อไม่รังเกียจการแต่งงานกับองค์ รัชทายาทที่เป็นคนสติไม่ดีแล้ว เช่นนั้นแบบนี้มันคือการปากอย่างใจ อย่างมิใช่หรือ ท่านพ่อไม่รังเกียจ เช่นนั้นคนอื่นที่ยอมแต่งงานกับ องค์รัชทายาทจะกลายเป็นอะไร เช่นนั้นใครจะยังกล้าแต่งกับองค์ รัชทายาทอีก นี่เท่ากับว่าทำ ให้องค์รัชทายาทกลายเป็นตัวตลก ท่าน พ่อไม่มีทางทำ แน่”
“คนอื่นยอมแต่งงานเพื่ออะไร คนอื่นย่อมรู้ดีแก่ใจ” ฮูหยินเฉิ นมีเพลิงโทสะแผดเผาอยู่ในใจ นางขมวดคิ้วเอ่ยขัดแม่นางเฉินสิบ แปด ตวาดลั่น “นั่นมิใช่สิ่งที่พ่อเจ้าต้องการ และพ่อเจ้าก็ไม่มีทางไป ถากถางความต้องการของคนอื่นด้วย”
“แล้วสิ่งที่ท่านพ่อต้องการคือความบริสุทธิ์ใช่หรือไม่” แม่นาง เฉินสิบแปดเอ่ยเสียงดังขึ้นกว่าเดิม “เป็นเพราะไม่อยากเป็นญาติกับ กษัตริย์ จึงไม่อยากให้ตันเหนียงเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท อย่างนั้นหรือ”
“แม่นางสิบแปด เจ้าฟั่นเฟือนไปจริงๆ หรือว่าแกล้งเสียสติกัน แน่” ฮูหยินเฉินตวาดเสียงสูงตามเช่นกัน “พ่อเจ้าใช้ข้อหาพระญาติ ของกษัตริย์มาขับไล่เกาหลิงปอออกไป เจ้ากลับให้พ่อเจ้าไปเป็นพระ ญาติเสียเอง เจ้าต้องการจะให้ขัดแย้งกันเองหรือไร”
เสียงของฮูหยินเฉินยามนี้เรียบนิ่งขึ้น ไม่ได้มองมารดาตน แต่ มองไปยังเฉินเซ่าแทน
“อ๋อ” นางเอ่ย “ดังนั้นแล้ว ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง ท่านพ่อจึง ไม่ยอมเป็นพระญาติ”
ฮูหยินเฉินนิ่งอึ้ง เพราะอะไรกัน
ส่วนเฉินเซ่ามองแม่นางเฉินสิบแปดด้วยสีหน้าซับซ้อน
“เกาหลิงปอเป็นพระญาติเพื่อจะกุมอำ นาจ” แม่นางเฉินสิบ แปดสบตาบิดาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยทีละถ้อยทีละคำ ว่า “เช่นนั้น ที่ท่านพ่อไม่เป็นพระญาติก็เพื่อจะกุมอำ นาจหรือ”
กุมอำ นาจ!
ประโยคนี้เอ่ยออกมา สีหน้าเฉินเซ่าเปลี่ยนแปรไปมาก ส่วนฮู หยินเฉินง้างมือขึ้นตบแม่นางเฉินสิบแปดฉาดใหญ่
“นังลูกอกตัญญู!” นางตวาดอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นึกไม่ถึงว่า จะพูดกับพ่อเช่นนี้!”
ฝ่ามือครั้งนี้หนักกว่าฝ่ามือครั้งก่อนหน้ามากนัก ทั้งยังไม่ทันได้ ตั้งตัว แม่นางเฉินสิบแปดโดนตบจนล้มลงกับพื้น มุมปากมีเลือดไหล ซึม
แม่นางเฉินสิบแปดกลับหัวเราะออกมา
“ท่านแม่” นางเอ่ย ไม่ได้เช็ดคราบเลือดทิ้ง ยันมือกับพื้น “มนุษย์นั้นล้วนเป็นเพราะทำ ลงไปแล้ว จึงได้ถูกคนอื่นว่าเอา”
พูดถึงตรงนี้ก็หัวเราะขึ้นมาอีก น้ำ ตาร่วงหล่นลง
“พระญาติ ข้าย่อมรู้ดีว่ากลายเป็นพระญาติแล้วจะต้องพบเจอ กับอะไร”
“สิ่งต้องห้ามที่สุดของซื่อหลินคือขุนนางกับพระญาติ พระ ญาติได้อำ นาจก็จะถูกประณามว่าทุจริตทางการเมือง กรมขุนนางก็ จะยิ่งจับตามองพระญาติ ไม่อาจเลื่อนขั้น ไม่อาจได้รับความสำ คัญ เรียกใช้อีก พอไม่ทันระวังก็มีมติไม่ไว้วางใจหลั่งไหลมา”
“แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าก็รู้ว่ามีคนมากมายที่อยากจะเป็น พระญาติ เพื่อจะได้กุมอำ นาจเช่นเดียวกันกับเกาหลิงปอ เพื่อความ ร่ำ รวยมหาศาล สำ หรับพวกเขาแล้ว พระญาติก็เหมือนวิธีการทำ กำ ไร ส่วนบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร ไม่ไปสนใจใยดี”
“จริงอยู่ องค์รัชทายาทไม่มีทางขาดพระชายาหรอก และไม่ใช่ ว่าต้องเป็นตันเหนียงเท่านั้นด้วย”
“แต่ในเมื่อจะเป็นใครก็ได้ แล้วเหตุใดจะเป็นตันเหนียงไม่ได้”
“คนพวกนั้นที่อยากจะเป็นพระญาติมีความมุ่งมาดปรารถนา แต่ท่านพ่อเพราะไม่อยากจะเป็นพระญาติจึงไม่มุ่งมาดปรารถนา สำ หรับองค์รัชทายาทแล้ว สำ หรับราชสำ นักแล้ว ยามนี้ผู้ไม่มีความ ปรารถนาต่างหากจึงเป็นเรื่องน่ายินดี”
“ท่านพ่อมักจะบอกว่าเพื่อชาติบ้านเมืองไม่เสียดายชีวิต แต่ ยามนี้เพื่อสิ่งที่เรียกว่าบริสุทธิ์ เพื่อสามารถอยู่ในราชสำ นักต่อได้ เพื่อไม่ถูกฐานันดรพระญาติมาขัดขวงผลประโยชน์ ก็ไม่ยอมช่วย องค์รัชทายาทจากความลำ บากนี้เสียแล้ว”
“ที่แท้คำ ว่าเพื่อชาติบ้านเมืองไม่เสียดายชีวิตนั้น ท่านพ่อก็แค่ พูดมันออกมาเฉยๆ เป็นลูกที่เลอะเลือนไป ไม่ควรคิดเป็นจริงเป็นจัง เป็นความผิดของลูกเอง”
แม่นางเฉินสิบแปดนั่งตัวตรง ค้อมกายคำ นับให้เฉินเซ่าโดย การใช้ศีรษะโขกพื้นอีกครั้ง
“ลูกจะไปขออภัยโทษต่อหน้าพระพักตร์ไทเฮาเอง เรื่องนี้ลูก เป็นคนก่อ ลูกจะคืนความบริสุทธิ์ให้ท่านพ่อแน่นอน”
กล่าวจบก็โขกหัวสามครั้งแล้วลุกขึ้น
“แม่นางสิบแปด เจ้ามัวแต่คำ นึงถึงคุณธรรมจึงลืมมนุษยธรรม ไปแล้วหรือ” ฮูหยินเฉินเอ่ย มองแม่นางเฉินสิบแปด รู้สึกท้อแท้หมด กำ ลังใจ “เจ้าอยากให้น้องสาวเจ้าแต่งงานกับคนสติไม่ดี แต่นั่นมัน ชั่วชีวิตเชียวนะ”
แม่นางเฉินสิบแปดคุกเข่าลงอีกครั้ง
“ท่านแม่ นั่นเป็นคนสติไม่ดี แต่ก็ยังเป็นองค์รัชทายาทด้วย” นางเอ่ย “แต่งกับองค์รัชทายาท ก็เป็นพระชายา เป็นสตรีสูงศักดิ์ใน
ราชวงศ์ เป็นว่าที่มารดาแห่งแผ่นดิน ท่านแม่จะพิจารณาจากสามี ภรรยาธรรมดาได้อย่างไร”
“คนที่พระชายาองค์รัชทายาทต้องแต่งด้วยมิใช่องค์รัชทายาท เพียงคนเดียว แต่เป็นว่าที่ฮ่องเต้ด้วย เป็นแว่นแคว้น องค์รัชทายาท กับพระชายาเป็นสามีภรรยา แต่ไม่เหมือนกับสามีภรรยาธรรมดา สิ่ง ที่องค์รัชทายาทปกป้องไม่ใช่ครอบครัวเล็กๆ แต่เป็นชาติบ้านเมือง พระชายาเชื่อฟังสามีที่เป็นองค์รัชทายาท สั่งสอนบุตรที่เป็นโอรส และเป็นว่าที่
รัชทายาทในอนาคต”
พูดถึงตรงนี้ แม่นางเฉินสิบแปดก็มองบิดามารดาตรงหน้า สูด หายใจลึก สีหน้าเคร่งขรึม เสียงดังกังวานและเต็มไปด้วยพลังทีละ ถ้อยทีละคำ
“เพื่อชาติบ้านเมืองจะเสียดายชีวิตได้อย่างไรกัน จะสนใจ ความรู้สึกส่วนตัวได้อย่างไร”