พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 628 กล่าวไว้
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด
ร่างเล็กในอ้อมกอดเริ่มผ่อนคลาย เสียงหายใจเริ่มดังขึ้นเป็นจังหวะ
เขาอลุกขึ้นมาดูว่านางหลับแล้วหรือยังอย่างอดไม่ได้
“ข้ายังไม่หลับ” เฉิงเจียวเหนียงโพล่งตอบ จากนั้นหันไปทางร่างใหญ่แล้วหัวเราะให้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเมื่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะตาม เอนกายลงด้วยความเกร็งเล็กน้อย
เมื่อครู่นี้เขาคว้าตัวนางมากอดได้โดยพลัน แต่ตอนนี้เขาเริ่มคิดหนักแล้วว่าจะทำท่าอย่างไรต่อ…
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยตอบ
น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบและเย็นชาไม่เปลี่ยน แต่ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้
กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก
“หากทำไปแล้วไม่เสียใจภายหลัง ก็แปลว่าทำถูกแล้ว”
จะเสียใจภายหลังหรือไม่นะ
ร่างใหญ่โอบกอดร่างบางให้แน่นกว่าเดิม จากนั้นแนบหน้าเข้าไปไกลๆ ผมของนางที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
เขาได้ข่าวมาว่าองค์ชายร่างท้วมขึ้นเป็นกอง แถมยังถูกกักบริเวณไม่ให้ออกไปไหนแม้แต่ตำหนักของไทเฮาเอง ซ้ำยังพูดน้อยลงอีกด้วย
นั่นเป็นเพราะฤทธิ์ของยา ที่ทำให้เขาสงบลงไม่โหวกเหวกโวยวาย
“เหล่าขันทีที่เคยติดตามเขาตั้งแต่ตอนที่เขาประทับอยู่ตำหนักชิ่งอ๋อง ต่างก็ถูกขับไล่ออกไปหมดแล้ว”
“เมื่อวานมีคนแอบเข้าไปที่ตำหนักขององค์ชายได้ บอกว่าองค์ชายนั่งอยู่ในห้องเฉยๆ ไม่เป็นอันทำอะไร”
เฉิงเจียวเหนียงรู้สึกได้ว่าร่างใหญ่ที่กำลังโอบกอดตนอยู่นั้นเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย จึงยื่นมือไปกุมที่มือของเขาที่กำลังกอดนางอยู่ตรงเอว
“เจ้าก็รู้ดีว่าลิ่วเกอร์ไม่เคยนั่งอยู่เฉยๆ …”
เสียงในลำคอเริ่มมีเสียงสะอื้นปนออกมา
“พวกนั้นให้เขากินยาไปตั้งเท่าไหร่แล้ว…”
“เฉิงฝั่ง ข้าควรทำเช่นไร”
ร่างเล็กหลับตาลงแล้วขานอืม
“ข้าไม่รู้ว่าท่านควรจะทำเช่นไร” นางตอบ “เพราะว่าข้าไม่ใช่ท่านนี่นา”
บางครั้งคำพูดจากปากนางก็เหมือนกับเด็กน้อยที่กำลังงอแงอยู่
จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงอดหัวเราะคนตรงหน้ามิได้
เด็กน้อยอย่างนั้นรึ แต่ถ้าว่ากันตามจริง คำพูดของเด็กน้อยไม่โกหกอยู่แล้ว
“เจ้านี่นะ” เขาเอ่ย พลางกอดรัดคนตรงหน้าให้แนบแน่นขึ้นไปกว่าเดิม สตรีร่างเล็กอรชรอย่างนางไม่ว่าเขาจะกอดแน่นเท่าไหร่ก็รู้สึกว่ายังแน่นไม่พอ จากนั้นจึงบ่นอุบอิบต่อ “เจ้าเกรงว่าจะวุ่นวายอย่างนั้นสิ มีอะไรก็พูดออกมาเลย ดีไม่ดีอย่างไรข้ารับฟังหมดน่า”
“ดีไม่ดีอย่างไร ท่านรู้แก่ใจที่สุด แล้วข้ายังจะต้องพูดอะไรอีกอย่างนั้นรึ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินดังนั้นก็โพล่งหัวเราะ
“แต่ว่า ข้าก็ยังอยากฟังเจ้าอยู่ดี” เขากระซิบใกล้ลำคอของนาง ไออุ่นจากลมหายใจของเขาที่กระทบผิวนางแผ่ซ่านไปทั่วจนใบหน้าของเขาเองรู้สึกร้อนวาบขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเริ่มผิดแปลกไปจากเดิม
ปลายจมูกของเขาแตะเข้าไปที่ใบหูของนาง เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยเป็นเงาสะท้อนท่ามกลางความมืดในห้อง
จู่ๆ เขารู้สึกคอแห้งผากและเริ่มหายใจถี่ขึ้น
มือของเขากำแน่น พยายามยกศีรษะเข้าไปใกล้
แต่ดูเหมือนคนในอ้อมกอดกลับพยายามดันตัวออกเสียอย่างนั้น
“ท่านอยากฟังที่ข้าพูดจริงๆ รึ” เฉิงเจียวเหนียงผละตัวออกจากอ้อมกอดชายหนุ่ม ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นแล้วเอ่ยถาม
นี่นางจงใจหลบเขาอย่างนั้นรึ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนิ่งไปชั่วครู่ ใจของเขาเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมา อารมณ์ของเขากำลังแปรปรวน
“แม้ตอนสุดท้ายจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง กระนั้นแล้ว ทุกคนต่างย่อมหาเหตุผลแก้ต่างให้ตัวเองเสมอ ใจดีกับตัวเอง แต่โหดร้ายกับคนอื่น”
เฉิงเจียวเหนียงยังคงอธิบายต่อ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องล้มเลิกความคิดของตน จากนั้นเก็บมือแล้วหยัดตัวขึ้น พลางหัวเราะ
“หากเป็นคนอื่นข้าคงทำเช่นนั้น” เขาเอ่ย “แต่กับเจ้านั้นต่างกันออกไป เพราะว่าคนอื่นมักจะวิเคราะห์จากมุมมองของตนเอง แต่เจ้ามักจะวิเคราะห์จากมุมมองของคนอื่น”
หญิงสาวคลี่ยิ้ม
“ข้าไม่ต้องการให้ท่านมาเอ่ยชมข้า ในเมื่อให้ข้าพูดข้าก็จะพูดออกมา ข้าสนที่ไหนกันว่าใครจะมองข้าอย่างไร”
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความมั่นใจ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองนาง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะในความมืดสลัวหรืออะไร แต่สตรีร่างเล็กที่กำลังเล่นหูเล่นตาอยู่ตรงหน้าเขาช่างน่ามองเสียจนเขามิอาจละสายตาจากนางไปได้
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นเป็นคนละคนกับที่เขาเคยรู้จัก สีหน้าท่าทางแววตาอัน
เย้ายวนเช่นนี้ช่างแปลกใหม่สำหรับเขายิ่งนัก
แต่แค่ชั่วพริบตาเดียว สตรีตรงหน้าก็ทำท่าเหมือนเช่นเคย
“เชิญฮูหยินออกความเห็น” จิ้นอันจวิ้นอ๋องนั่งตัวตรง
“ท่านอยากปกป้องลิ่วเกอร์ หรืออยากปกป้องโลกของลิ่วเกอร์กันแน่” เฉิงเจียวเหนียงตั้งคำถาม
เขาคิดในใจ สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันหรือไร ต้องแยกด้วยรึ
“เมื่อก่อนนะต่าง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงอธิบายต่อเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
ชายหนุ่มกำลังครุ่นคิด
นั่นสินะ ตอนนี้ไม่ได้มีอะไรต่างออกไปเลย หากต้องการปกป้องลิ่วเกอร์ ก็ต้องปกป้องโลกของเขาด้วย หากโลกของลิ่วเกอร์ถูกทำลาย นั่นเท่ากับว่าชีวิตของเขาก็ต้องทลายลงเช่นกัน…
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะปกป้องโลกของเขาได้อย่างไร” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “มัวแต่อุดอู้อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ คิดหรือว่าจะหาวิธีได้”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเงยหน้ามองนาง
“นี่เจ้ากำลังบอกให้ข้าออกไปจากที่นี่อย่างนั้นรึ”
เฉิงเจียวเหนียงไม่ตอบคำถามเขา พลางเอ่ยต่อ
“ฟังป๋อจง” นางเรียกชื่อเขา “ท่านเข้าใจคำว่าโลกไหม”
คำว่าโลกอย่างนั้นรึ
ชายหนุ่มยังคงมองนางตาค้าง
“โลกที่ว่า ไม่ใช่ตำแหน่งสูงส่งนั่น แต่เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือตำแหน่งอันสูงส่ง” เฉิงเจียวเหนียงอธิบาย “เจ้าเคยออกไปดูโลกข้างนอกบ้างไหม”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า
“เคยสิ” เขาเอ่ยพลางหัวเราะเล็กน้อย
ภูผาอันสูงชัน แผ่นดินบ้านเมืองเล็กใหญ่ ผู้คนร้อยพ่อพันแม่ ถนนหนคดเคี้ยว ท้องนาที่แห้งแล้งและ
อุดมสมบูรณ์ สายน้ำในแม่น้ำลำธารที่ไหลไม่ย้อนกลับ
“ท่านเคยเห็นก็จริง แต่ท่านยังมิเคยได้สัมผัสมันจริงๆ ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยต่อ “หน้าที่ของท่านมิเพียงแต่ต้องปกป้องแค่คนคนเดียว แต่ต้องดูแลคนของท่านเพื่อที่จะดูแลแผ่นดิน ท่านน่าจะเข้าใจดีโดยที่ข้าไม่ต้องเอ่ยอันใด คนอย่างเขาหากขึ้นครองราชย์ไปแล้ว ในวังจะต้องเกิดความโกลาหลเป็นแน่แท้ โลกภายนอกเองก็เช่นกัน และสิ่งที่ท่านต้องทำก็คือควบคุมมิให้แผ่นดินนี้เกิดความวุ่นวาย ผ่อนหนักให้เป็นเบา ปกปักษ์คุ้มครองชาวเมือง ให้พวกเขาอยู่รอดปลอดภัย อยู่ดีกินดี แผ่นดินจึงจะเกิดความสงบสุข และโลกของเขาก็จะสงบสุขด้วยเช่นกัน”
“ท่านต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนที่เข้มแข็ง ความเข้มแข็งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเขาคนเดียว แต่มีไว้เพื่อคนอีกหลายๆ คน”
“และความเข้มแข็งที่ว่านี่ต้องมาพร้อมกับอำนาจ เงินทอง บริวาร และที่สำคัญคือต้องมีเวทีให้ท่านได้แสดงความแข็งแกร่งนี้”
“เมืองหลวงแห่งนี้ ไม่ใช่แผ่นดินของท่าน”
…
นายทหารกู้และคนอื่นๆ เริ่มทยอยเข้ามายังตำหนัก แสงแรกของวันเพิ่งจะแย้ม แต่จิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับนั่งรออยู่ด้านในเรียบร้อย
เช้าขนาดนี้เชียว
นายทหารกู้ตกใจ
“มารอตั้งแต่ฟ้ามืดแล้วขอรับ” ขันทีจิ่งกระซิบบอก
ตั้งแต่ฟ้ามืดเชียว
“อย่าบอกนะว่ามีเรื่องกับอ๋องเฟยอีกแล้วน่ะ” นายทหารกู้เลิกคิ้วกระซิบเอ่ยถาม
ขันทีจิ่งเบะปาก
“มิบังอาจขอรับ”
ขณะที่ทั้งสองกำลังซุบซิบกัน จิ้นอันจวิ้นอ๋องยังคงนั่งนิ่งอยู่จุดเดิม ตรงเบื้องหน้าฉากกั้น ไม่ขยับไปไหน
ตรงนั้นมีแผนที่แขวนไว้อยู่
“ฝ่าบาท” นายทหารกู้เดินเข้าไปเรียกชายหนุ่ม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยื่นนิ้วแล้วชี้ไปบนแผนที่ พลางเอ่ยถาม
“ซงผิงอยู่ตรงนี้ใช่ไหม”
ซงผิงอย่างนั้นรึ นายทหารกู้นิ่งอึ้งไปสักพัก จากนั้นทำทีเป็นหัวเราะแล้วพยักหน้าให้
“พ่ะย่ะค่ะ ตรงนั้นเลย”
จากนั้นชายหนุ่มก็ทำทีเป็นวัดระยะทางบนแผนที่
“จากจุดนี้ ไปถึงจุดนี้…” นิ้วของเขาหยุดอยู่ที่จุดเมืองหลวง ใบหน้าของเขาค่อยๆ คลี่ยิ้ม “ก็ไม่ไกลนี่นา”
นายทหารกู้เลิกคิ้วด้วยความสงสัย
“บางครั้ง คำว่าไกล ไม่ได้หมายถึงระยะทางเสมอไป” ชายหนุ่มเอ่ย
แต่หมายถึงโอกาสต่างหาก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหันหน้ากลับมา
“เตรียมตัวได้แล้ว พวกเราจะเดินทางออกจากเมืองหลวงกัน”
“เดินทางออกจากเมืองหลวงอย่างนั้นรึ”
นายทหารกู้และคนอื่นๆ ต่างพากันทำหน้าตกตะลึงกับคำพูดของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ราวกับว่าเมื่อครู่ได้ยินอะไรผิดไป
ที่เรียกพวกเขามาแต่เช้านี่ก็มิได้เพื่อเตรียมการเกณฑ์คนเข้าเมืองหลวงแต่อย่างใด กลับเป็นการเตรียมตัวออกจากเมืองหลวงเสียอย่างนั้น
“มีแค่ข้าผู้เดียวที่จะออกไป” จิ้นอันจวิ้นอ๋องอธิบายต่อ “คนพวกนั้นที่จะเข้ามาก็ยังคงให้เข้ามาตามแผนเดิม เพราะว่าข้าต้องจากเมืองหลวงไป ดังนั้นคนที่ยังอยู่ที่นี่จะต้องเพิ่มจำนวนให้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะการป้องกันเมือง ต้องรักษากำลังคนสำคัญให้เพียงพอ”
การป้องกันเมืองเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด เพราะเปรียบเสมือนเป็นลำคอของเมืองหลวง
นายทหารกู้พยักหน้า เพียงแต่ เรื่องที่เขาต้องการจะบอกนั้นเป็นอีกเรื่องนึง
“ทว่าเหตุใดต้องออกจากเมืองหลวงด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่งถาม “อย่าว่าแต่จะออกไปได้หรือไม่ได้เลย หากออกไปได้จริง เส้นทางเดินทางนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายมากมายเลยพ่ะย่ะค่ะ”
การเดินทางไกล การพบเจออุปสรรคนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
“ไม่มีอะไรมาก ข้าแค่รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วก็เท่านั้น” จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ “ไม่ใช่หรืออย่างไร อาจิ่ง พวกเราควรออกกันไปตั้งแต่สี่ปีก่อนหน้าแล้ว”
“แต่ว่า…” ขันทีจิ่งขมวดคิ้ว
สี่ปีก่อนนั้น หากจะออกไป คงเป็นเรื่องไม่ยาก ทว่าจะให้ออกไปตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ง่ายเสียแล้ว
“ข้ารู้ดี” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย สายตาพลันจ้องไปที่ใบหน้าของทุกคนที่อยู่ในห้อง “แม้ว่าจะช้าไปนิด แต่ไม่ถึงกับสายเกินไป”
ขณะที่ขันทีจิ่งกำลังจะโต้ตอบ กลับถูกนายทหารกู้แย่งบทพูดไปเสียอย่างนั้น
“จะสายหรือไม่สาย ไม่เห็นต้องกังวลอันใด ขอแค่เป็นความประสงค์ของฝ่าบาท พวกเราย่อมต้องสนองให้จงได้” นายทหารกู้พูดรวบรัด
“ทว่าให้ออกไปตอนนี้ มันจะอันตรายเกินไปนะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่งรีบเอ่ย
นายทหารกู้หันไปทางขันทีจิ่งพลางส่ายหัวให้
“ผิดแล้วขันทีจิ่ง” เขาเอ่ย “ไม่ว่าจะตอนไหนก็อันตรายทั้งนั้น”
ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็คงไม่ต้องพูดเรื่องอดีตปัจจุบันอนาคตกันให้มากความ
ขันทีจิ่งเมื่อได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปสักพัก
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท”
เสียงเรียกฝ่าบาทดังขึ้น จู่ๆ มีคนจากด้านนอกรีบวิ่งเข้ามาถวายบังคมฝ่าบาท
“เกาหลิงปอถูกไล่ออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ว่าอย่างไรนะ
ทุกคนในห้องต่างตกตะลึง
แต่สักพักก็มีท่าทีเย็นลงเหมือนเดิม
เรื่องแบบนี้พวกเขามักจะได้ยินอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เกาหลิงปอถูกเชิญออกได้อย่างสำเร็จสักครั้ง
“อำมาตย์เฉินอย่างนั้นรึ” นายทหารกู้เอ่ยถาม “เขาให้เกาหลิงปอออกด้วยเหตุผลอันใดกัน”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเป็นเรื่องราชสัตติวงศ์ แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว
“มิใช่อำมาตย์เฉินขอรับ” คนส่งข่าวเอ่ย พลางเงยหน้าขึ้น “แต่เป็นอาลักษณ์หลวงฉินขอรับ”
อาลักษณ์หลวงฉินอย่างนั้นรึ
ทุกคนทำหน้าตกอกตกใจกันอีกครั้ง
“แถมเป็นรับสั่งในนามฮ่องเต้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เรื่องที่เกิดขึ้น แม้แต่จิ้นอันจวิ้นอ๋องเองก็เก็บอาการตกใจไว้ไม่อยู่
ในนามฮ่องเต้อย่างนั้นรึ
…
“ให้ตายสิ นี่มันเรื่องไร้สาระบ้าบออะไรกัน!”
ท่านชายเกาแผดเสียงอย่างกระฟัดกระเฟียด
“มาทำเป็นรับสั่งในนามฮ่องเต้ โกหกคำโตกันชัดๆ! หากเป็นในนามฮ่องเต้จริง อย่างน้อยต้องฉะกันให้ถึงที่สุดสิ!”
“ท่านชายน้อย เป็นไปตามบันทึกของฮ่องเต้” เสนาธิการนายหนึ่งเอ่ยขึ้น พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “เป็นบันทึกที่อาลักษณ์หลวงฉินมีไว้ในครอบครอง”
…
“บันทึกอะไรกัน ใช้แทนในนามมิได้เสียหน่อย!”
ไทเฮาแผดเสียงดังลั่นไปทั่วตำหนักพลางใช้มือดึงม่านออก
“นั่นมันแค่เรื่องตลกขบขันของฝ่าบาท มันจะเป็นคำสั่งได้อย่างไร!”
“เรื่องตลกขบขันอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” อาลักษณ์หลวงฉินเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ ในมือกำม้วนบันทึกไว้แน่น “กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ไม่ว่าจะเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง พระองค์ทรงเคารพกฎติกา ไม่เคยมีสักครั้งที่หลุดวาจาเลื่อนลอย คำพูดที่ถูกบันทึกไว้มิใช่คำพูดเลื่อนลอยที่ใครก็พูดกันได้นะพ่ะย่ะค่ะ ที่ไทเฮากล่าวหากันเช่นนี้ ทรงมองฝ่าบาทเป็นคนเช่นใดกันรึ”
พอเอ่ยจบเขาก็คลี่บันทึกนั้นออกมา
“ฝ่าบาททรงตรัสเองทุกถ้อยคำ ว่าหากถึงเวลาที่แต่งตั้งองค์รัชทายาทแล้ว เกาหลิงปอจะต้องออกไป หากไทเฮาไม่เชื่อในสิ่งที่กระหม่อมพูด กระหม่อมจะอ่านสิ่งที่อยู่ในบันทึกนี้ให้ฟังกันชัดๆ อีกครั้ง ทั้งไทเฮาและคนอื่นๆ จะต้องอยู่ฟังด้วย เพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ในบันทึกของฝ่าบาทที่กล่าวถึงข้าราชสำนักแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องตลกขบขันอย่างว่าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
นี่ล้อเล่นกันใช่ไหม!
สีหน้าของเหล่าข้าราชสำนักเริ่มเปลี่ยน ใครจะไปคาดคิดละว่าพวกเขาจะถูกเขียนไว้ในบันทึกว่าอย่างไร หากเป็นเรื่องดีก็ดีไป แต่ถ้าเป็นเรื่องเสียๆ หายๆ ละก็มีหวังได้เสื่อมเสียชื่อเสียงครั้งใหญ่แน่
ในเมื่อฝ่าบาทยังไม่ฟื้น ส่วนองค์ชายก็ยังคงสภาพไม่สมประกอบตามเดิม มิหนำซ้ำไทเฮายังมาพูดจาปล่อยไก่เช่นนี้ราวกับพวกไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร พอมาคิดๆ ดูแล้ว ดูเหมือนว่า บันทึกที่อยู่ในมือของอาลักษณ์หลวงฉินนั้นจะดูน่าเชื่อถือมากที่สุด
ณ เวลานี้ คงต้องตัวใครตัวมันแล้ว ข้าราชสำนักหลายคนยืนขึ้นและเห็นด้วยกับสิ่งที่อาลักษณ์หลวงฉินกล่าว พวกเขามองว่าบันทึกนั้นไม่ใช่เรื่องตลกขบขันแต่อย่างใด แต่ก็มีข้าราชสำนักอีกจำนวนมากที่เลือกจะนิ่งเฉย
“ข้าไม่เห็นด้วย” ไทเฮายืนกราน พร้อมกับถลึงตาใส่
เฉินเซ่าลุกขึ้นยืน จากนั้นทำท่าถวายบังคม
“ในเมื่อไทเฮามิต้องการทำตามประสงค์ของฝ่าบาท เช่นนั้นแล้ว ในวันข้างหน้า เหล่าเลขาคงมิอาจน้อมรับพระราชโองการของไทเฮาได้พ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาเริ่มบันดาลโทสะ พลางชี้ไปที่เฉินเซ่า
“นี่เจ้า เจ้า เจ้าเล่นตลกกับข้าอยู่ใช่หรือไม่”
เฉินเซ่ายังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางคิดในใจ
เล่นตลกอย่างนั้นรึ ผู้ใดจะกล้าสามหาวเล่นตลกกับพระองค์ได้ลงคอ