พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 627 รอบคอบ
ณ ห้องหนังสือ จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกได้ว่าจิตใจตนเองไม่อยู่กับร่องกับรอย มือวางที่โต๊ะ ส่วนหูกำลังดักฟังบทสนทนาของนายทหารกู้
“…จำเป็นจะต้องเรียกคนกลับมาตอนนี้จริงหรือ”
“มีความเคลื่อนไหวใหญ่ขนาดนี้ จะถูกจับได้หรือไม่นะ”
“ถึงถูกจับได้ก็คงช่วยไม่ได้ หลังจากงานอภิเษกสมรส ฝ่าบาทคงตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่แท้”
“กลัวอันใดกัน มีพระชายาอยู่ทั้งคน พวกนั้นไม่กล้าหรอก”
“ก็เพราะนางนั่นแหละ ขืนนางยังเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังพวกเราคงถูกเล่นงานก่อน”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตบโต๊ะ บทสนทนาหยุดลง
“นางมิใช่คนผลีผลามทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง” เขาเอ่ย “ที่นางทำเช่นนั้น นางมีเหตุผลของนาง”
ขันทีจิ่งกำลังจะเอ่ยตอบ แต่กลับถูกนายนทหารกู้แย่งขานตอบไปเสียอย่างนั้น
“หากพวกนั้นจะเข้าหาเราก่อนก็คงเป็นเรื่องง่ายมาก ซ้ำยังเป็นโอกาสดีด้วย” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยต่อ “งานอภิเษกใหญ่ขององค์ชาย คนที่ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษไม่ได้มีแค่พวกเรา บัดนี้ในเมืองหลวงมีแต่ความวุ่นวายเกิดขึ้น ใครๆ ต่างพากันสงสัยกันเอง ต่างก็ไม่ไว้ใจใคร ในทางกลับกัน เราต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ จับปลาในน้ำขุ่นอย่างไรเล่า”
นายนทหารกู้หัวเราะ
“ดีขอรับ เช่นนั้นทำตามนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลุกขึ้นยืน
“ยังมีอีกเรื่องนึงขอรับ” นายนทหารกู้เอ่ยอย่างลังเล
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหันไปทางเขา
“ครั้งนี้พระชายาและขุนนางหย่งเสวียนเองก็มาด้วยนะขอรับ”
แน่นอนว่าพระชายาที่เขาเพิ่งพูดถึงเมื่อครู่เป็นคนละคนกับคนที่พูดถึงก่อนหน้า
“ท่านแม่ก็มาด้วยสินะ” ใบหน้าจิ้นอันจวิ้นอ๋องค่อยๆ เผยให้เห็นรอยยิ้ม “เยี่ยมไปเลย”
เสียงจากลูกธนูดังระงมไปทั่วทั้งสนามฝึกท่ามกลางแสงแดดของฤดูใบไม้ร่วง ลูกธนูค่อยๆ พุ่งออกไปทีละดอกราวกับฝนดาวตกและปักลงไปที่หุ่นฟาง
จนกระทั่งหุ่นฟางตัวนั้นเต็มไปด้วยลูกธนูถูกปักอยู่รอบๆ ราวกับดอกไม้บาน
“ฝีมือธนูเจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยด้วยความตกตะลึง พลางเดินเข้าไปใกล้
ปั้นฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พลันชะงักฝีเท้าตัวเอง
“ท่านทำธุระเสร็จแล้วรึ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม พลางลดคันธนูในมือลง
คำถามนี้ดูเหมือนจะเป็นคำถามโง่ๆ ที่ไม่ควรถาม แต่ในบางครั้ง คำถามเช่นนี้มักเกิดขึ้นระหว่างคนสองคนที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษเท่านั้นจึงจะถามได้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องคลี่ยิ้ม จากนั้นเอื้อมมือไปคว้าธนูของหญิงสาว แล้วยืนตัวตรง
เฉิงเจียวเหนียงยื่นลูกธนูให้เขาหนึ่งดอก
เขาสูดหายใจลึก ดึงสายธนูให้ตึง เสียงหวึ่งดังขึ้น ลูกศรพุ่งออกไปและปักลงบนหุ่นฟางที่มีลูกธนูปักอยู่เต็มไปหมด
“ไม่เลวเลย” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยชม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลดมือลง ก่อนจะหัวเราะ พลางสูดปาก
“เจ็บตรงไหนรึ” เฉิงเจียวเหนียงถาม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องทำทียืดอกแล้วเอ่ย
“หยอกเล่นน่า แค่ยิงธนูก็ไม่ได้เลยรึ” เขาถามย้อน
ยังไม่ทันสิ้นเสียงชายหนุ่ม มือของหญิงสาวก็รีบยกขึ้นไปสัมผัสบริเวณหน้าอกของเขา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบงอตัวหลบ
แต่เฉิงเจียวเหนียงยังคงรุกมือเข้าไป
“ขอข้าดูหน่อย” นางเอ่ย
มือของนางสัมผัสที่แผ่นอกของเขาอีกครั้งอย่างช้าๆ
“เฮ้ย กลางวันแสกๆ นี่เจ้าคิดจะทำอะไรน่ะ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะเย้ย จากนั้นยื่นมือไปคว้าที่ข้อมือของหญิงสาว “อย่าแตะไปเรื่อย”
เหล่าสาวใช้ที่อยู่บริเวณสนามฝึกอย่างปั้นฉินและคนอื่นๆ ต่างรีบก้มหน้ากันใหญ่
“ไม่มีอะไรหรอกน่า ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ ” ชายหนุ่มยังคงหัวเราะพลางเขย่าที่ข้อมือคนตรงหน้า “ข้าแค่รู้สึกเจ็บแปลบๆ ตอนผายอกเท่านั้น ตอนนี้ไม่เจ็บแล้ว”
หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ ลดมือตัวเองลง
“เดี๋ยวดีขึ้นเองในเร็ววัน” นางเอ่ย “อย่าเล่นอาวุธสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้อีกล่ะ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า พลันสังเกตใบหน้าคนตรงหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“รีบกลับไปอาบน้ำเถิด” เขาเอ่ย แล้วนิ่งไปสักพัก แต่ยังคงกุมมือคนตรงหน้าไว้ไม่ยอมปล่อย จากนั้นเดินนำหน้าไปก่อน
หญิงสาวมองดูคนตรงหน้าที่กำลังทำท่าตีมึนไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่ใบหูกลับแดงก่ำ จึงหลุดหัวเราะอย่างอดไม่ได้ นางไม่เอ่ยอะไร และยอมให้ชายหนุ่มจูงมือไปแต่โดยดี
เฉิงเจียวเหนียงอาบน้ำเสร็จแล้ว ส่วนจิ้นอันจวิ้นอ๋องยังคงนั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่ในห้อง
เขาคิดในใจ นี่เขาจูงมือนางตลอดทางที่กลับมาเลยอย่างนั้นรึ
แต่ที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ ก็เหมือนกับตอนที่เขาจูงมือลิ่วเกอร์ ไม่เห็นมีอะไรเลยสักนิด
พอนึกถึงลิ่วเกอร์ สีหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนไป
เฉิงเจียวเหนียงเดินออกมาจากห้องน้ำ ปั้นฉินที่ยืนรออยู่ก็ยื่นถ้วยน้ำชาให้นาง จากนั้นถอยตัวออกไป
“เกิดอันใดขึ้นรึ” นางเอ่ยถามเขา
ชายหนุ่มหันไปทางต้นเสียง จากนั้นถอนหายใจ
“ลิ่วเกอร์… ไม่สิ องค์ชาย กำลังเผชิญกับความทุกข์และความลำบากอย่างหนักเลย” เขาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงมองเขา
“นี่ท่านคิดมาตลอดหรือว่าเขาอยู่อย่างสุขสบายน่ะ” นางเอ่ยด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องชะงักงันไปครู่ จากนั้นรีบเปลี่ยนท่าที
ลิ่วเกอร์จะอยู่ในวังอย่างสุขสบายงั้นรึ
ไม่ เขาไม่เคยคิดเช่นนี้เลย ไม่สิ ต้องบอกว่า เขาไม่เคยลองคิดถึงตรงนี้มาก่อน เพราะสิ่งที่เขาคิดมาตลอดก็คือเรื่อง…
สถานะของเขา
…
ฉินหูดึงเชือกรั้งม้า สายตาจับจ้องไปยังด้านข้าง
ตรงด้านหน้าประตูศาลาว่าการ มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้าไปด้านใน
ดูเหมือนว่ามีคนกำลังรู้ตัวว่าถูกเขามองอยู่ จึงหันขวับมาทางเขา
สิบแปดวัน
ฉินหูนับในใจ
เป็นเวลาสิบแปดวันมาแล้ว
โจวฝู ข้าไม่ได้เห็นหน้าเจ้านานขนาดนี้เชียว
โจวฝูตีหน้านิ่งเฉย จากนั้นเดินตามกลุ่มคนเข้าไปด้านใน
ฉินหูเร่งม้าเดินหน้า สักพักก็หยุดอีกครั้ง
“หรือว่าเขา กำลังจะกลับตะวันตกเฉียงเหนือไปแล้วแล้ว” เขาเอ่ยด้วยความสงสัย “นายพลจงเองก็ไปแล้ว เพราะอย่างนั้นพวกเขาเองก็คงเตรียมตัวออกเดินทางกันแล้วสินะ”
ผู้ติดตามที่อยู่ด้านข้างเขาขานรับ
“ข้าน้อยจะไปถามความให้ขอรับ”
ขณะที่ฉินหูเพิ่งเข้าไปด้านในประตูไม่นาน ผู้ติดตามก็กลับมา
“ท่านโจวมิได้กลับไปยังตะวันตกเฉียงเหนือขอรับ เพียงแต่เชิญให้นายพลจงออกหน้าจัดการโยกย้ายตำแหน่งทหารรักษาพระองค์ขอรับ”
ฉินหูขมวดคิ้ว
ทหารรักษาการณ์กว่าสองแสนนายในเมืองหลวงถือเป็นผู้พิทักษ์เมืองหลวง
“สังกัดกองพลใด” ฉินหูถาม
“กองพลม้าขอรับ” ผู้ติดตามเอ่ยตอบ
เขามิได้สังกัดกองพลรักษาพระองค์ด่านหน้าหรอกรึ ฉินหูหัวเราะพลางส่ายหัว กองพลรักษาพระองค์ด่านหน้าถือเป็นกองพลที่ทำหน้าที่ป้องกันเมืองหลวง เขาย้ายโจวฝูไปอยู่ในนั้นได้อย่างไรกัน เฉินเซ่าต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน ไหนจะเกาหลิงปออีก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะอยู่นอกเมือง เขายังคงอาศัยอยู่ในเมืองหลวง เขาละทิ้งโอกาสที่จะกลับไปยังเมืองตะวันตกเฉียงเหนือ และเลือกที่จะงอมืองอเท้าอยู่ในเมืองหลวง คงเป็นเพราะนางสินะ
“ท่านชายสิบสาม นายท่านมีรับสั่งเชิญขอรับ” บ่าวนายหนึ่งเอ่ยขึ้น
ฉินหูพยักหน้า
“อำมาตย์เฉินส่งเจ้ามางั้นรึ”
เขาอ่านจดหมายพระราชโองการที่บิดาของตนยื่นให้ พลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ช่างไม่รู้จักจบจักสิ้น แถมยังเห็นเราเป็นหมากบนกระดานอีก”
อาลักษณ์หลวงฉินหัวเราะ พลางเอ่ย
“แถมยังเป็นเรื่องน่าขันอีกเสียด้วย”
ฉินหูอ่านใจความในนั้นต่อ พลันทำหน้าตกใจ
“มีคำสั่งย้ายจิ้นอันจวิ้นอ๋องออกจากเมืองหลวงอย่างนั้นรึ”
“ก็ใช่นะสิ น่าขันยิ่งนัก” อาลักษณ์หลวงฉินเอ่ยต่อ “คนอย่างเขาที่เคยฉีกพระพักตร์ไทเฮาทั้งยังเคยถูกเพ่งเล็งไว้ว่าเป็นราชสันตติวงศ์ลำดับแรกน่ะหรือจะให้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องออกจากเมืองหลวง เกรงว่าจะถูกเล่นงานถึงตายละสิไม่ว่า”
ฉินหูยังคงจดจ่ออยู่กับจดหมาย พยายามอ่านจับใจความอย่างช้าๆ
“อำมาตย์เฉินมิได้หมายความถึงจิ้นอันจวิ้นอ๋อง” เขาเอ่ยต่อ “แต่เป็น…”
นางงั้นรึ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเฟย ฉินหูไม่อยากจะเอ่ยคำนี้ออกมาจากปากตนเองเลยสักนิด
“นั่นสินะ เขาคงหาเหตุผลมาอ้างได้ว่าถ้าจิ้นอันจวิ้นอ๋องเฟยยังอยู่ในเมืองหลวง นางอาจก่อความวุ่นวายแก่ผู้คนและสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมืองได้” อาลักษณ์หลวงฉินเอ่ยแกมหัวเราะ “คาดไม่ถึงเลยว่าอำมาตย์เฉินจะเชื่อในตัวลูกศิษย์เทวดาอย่างนางจริงๆ ”
ฉินหูไม่พูดต่อ สายตายังคงจับจ้องที่จดหมาย แต่ท่าทางของเขากลับดูเหม่อลอย
“แล้วโจวหกล่ะ ถ้าเรื่องเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เขาทำอยู่ก็ไร้ประโยชน์นะสิ” ฉินหูพึมพำ
อาลักษณ์หลวงฉินดูเหมือนจะฟังเขาไม่ถนัด
“ใครนะ” เขาถามย้ำอีกครั้ง
ฉินหูที่ใจลอยเมื่อครู่ก็ตั้งสติได้
นั่นสินะ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดอยู่แล้ว ต่อให้เขายังอยู่ในเมืองหลวง แล้วอย่างไรเล่า
ก็แค่หาอะไรทำฆ่าเวลาก็เท่านั้นเอง
ช่างเขลาดีแท้
“ไม่มีอะไรขอรับ” เขาคลี่ยิ้มอ่อนๆ จากนั้นพยักหน้า “ท่านพ่อ ข้าว่าเรื่องนี้พอมีทางออก”
อาลักษณ์หลวงฉินขมวดคิ้ว
“ท่านเคยบอกว่า เรื่องนี้เฉินเซ่าเป็นผู้ได้ประโยชน์ใช่ไหมขอรับ” เขาเอ่ยถาม พลางส่ายหัว “แน่นอนว่าไม่ควรปล่อยให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องออกไป ข้ารู้สึกถึงภัยเงียบจากตัวเขา”
“วันอภิเษกใหญ่ขององค์รัชทายาท เหล่าราชนิกุลจากทั่วทุกสารทิศจะเดินทางมายังเมืองหลวง หากต้องขับไล่จิ้นอันจวิ้นอ๋องออกจากเมืองหลวงในช่วงเวลาเช่นนี้ท่ามกลางการรับรู้ของผู้คนมากหน้าหลากตา นั่นจะทำให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของเขาเป็นอันต้องเสื่อมเสียอย่างหามิได้ และภัยเงียบที่ว่าก็จะถูกขจัดไปโดยปริยาย” ฉินหูอธิบาย จากนั้นพับจดหมายปิด แล้วหัวเราะ “นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันดีอีกด้วย”
โอกาสงั้นรึ
“โอกาสอันใดกัน” อาลักษณ์หลวงฉินสงสัย
“โอกาสครั้งใหญ่ขอรับ” ฉินหูเอ่ย นัยน์ตาส่องประกาย
…
ค่ำคืนอันมืดสนิท เสียงแมลงตัวเล็กตัวน้อยเริ่มดังระงม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลิกตัวอีกรอบ ดวงตาเบิกกว้างท่ามกลางความมืด
จู่ๆ มือเล็กก็เข้ามาสะกิดที่ตัวเขาเบาๆ
ชายหนุ่มพลิกตัวไปอีกฝั่ง ก็เห็นดวงตาสีดำขลับของคนตรงหน้ากำลังจ้องมาที่เขา
มือเล็กยังคงสะกิดที่ตัวเขาเรื่อยๆ
ชายหนุ่มหัวเราะ จากนั้นคว้าร่างเล็กเข้ามากอด
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนตัวเขาเองก็อดคิดไม่ได้ว่าเหตุใดจึงกระทำไปเช่นนั้น ร่างบางในอ้อมกอดดูเหมือนจะแข็งทื่อเล็กน้อย เขาเองก็เช่นกัน
ในห้องอันเงียบสงัด ราวกับว่าถูกหยุดเวลาไว้
“ข้า…” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน เพื่อทำลายความเงียบ “นี่ข้าทำเจ้าตื่นรึเปล่า”
“ใช่” หญิงสาวตอบ
เขาคิดในใจ คำตอบของนางผู้นี้ช่าง…
ชายหนุ่มหัวเราะอย่างอดไม่ได้ เพราะคนในอ้อมกอดเริ่มมีท่าทีชักดิ้นชักงอ
“เฉิงฝั่ง” เขาก้มหัวลงให้แนบกับผมของนาง แล้วเอ่ยตัดพ้อ “นี่ข้าทำผิดไปใช่ไหม เวลาล่วงเลยมาขนาดนี้แล้ว ข้าก็ยังมิอาจปกป้องเขาได้ ข้าควรทำเช่นไร”