พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 630 จากลาในสารทฤดู
บรรยากาศหน้าเรือนตระกูลเกาเต็มไปด้วยความคึกคัก ทั้งคนทั้งรถม้าเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย
“เกิดอะไรขึ้นรึ” ผู้คนที่ผ่านไปมาเมื่อได้เห็นก็อดสงสัยมิได้ “อย่างกับจะย้ายเรือนเลยนะนั่น”
“ก็ย้ายเรือนนะสิ” พ่อค้าที่ขายของตรงริมถนนเอ่ยตอบ “พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือ ว่านายใหญ่เกาออกจากราชสำนัก กำลังจะกลับบ้านเกิด”
ข่าวนี้ทำให้คนที่ได้ฟังต่างพากันตะลึงงึงงัน
“ออกจากราชสำนักงั้นหรือ พูดพล่อยๆ น่า คนตำแหน่งใหญ่อย่างเขาจะออกได้อย่างไร”
“เขาถูกอำมาตย์เฉินเชิญออกนะสิ” พ่อค้าคนนั้นกระซิบเล่า ราวกับตนรู้เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวัง “เพราะเขาเป็นตระกูลเชื้อพระวงศ์ชั้นนอกน่ะ”
“อย่าพูดจาเหลวไหลน่า อำมาตย์เฉินเองก็เป็นเหมือนกันมิใช่รึ”
พ่อค้าคนนั้นเริ่มสะอึก พลางคิดในใจ เออ จริงด้วย
“เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ อำมาตย์เฉินเลยหาวิธีกำจัดตระกูลเกาออกไป” เขาเอ่ย พลางทำตาโตใส่
“ก็เชื้อพระวงศ์ด้วยกันทั้งนั้น ยังจะมาแบ่งแยกอะไรกันอีก” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
“อำมาตย์เฉินเป็นคนดี” พ่อค้าเอ่ย “เขามีสิทธิ์”
แต่กลับถูกคนอื่นเบะปากใส่
“ยังจะมาแบ่งแยกใครเป็นคนดีคนเลวอีกรึ ทั้งหวังหม่างทั้งหยางเจียนใครๆ ต่างก็ว่ากันว่าพวกเขาเป็นคนดี” เอ่ยจบก็สะบัดชายเสื้อเดินหนีออกไป
พ่อค้าเมื่อได้ยินดังนั้นก็ตะลึงจนพูดไม่ออก
นี่ นี่ นี่ เจ้านั้นมัน…
“เจ้านั่นมันใส่ร้ายว่าอำมาตย์เฉินจะก่อกบฏอย่างนั้นเรอะ” เขาเอ่ยพลางชี้นิ้วไปที่คนผู้นั้นที่เพิ่งเดินออกไป
สักพักเขาค่อยๆ ใจเย็นลง
กบฏงั้นรึ เขามีสิทธิ์พูดคำพรรค์นั้นออกมาได้ด้วยรึ
พ่อค้าหันไปทางเรือนตระกูลเกา จากนั้นก็รีบหดตัวเดินเข้าไป
ขณะเดียวกันที่หน้าเรือนตระกูลเฉินก็ดูคึกคักไม่แพ้กัน แต่เป็นความคึกคักคนละแบบ หน้าเรือนตระกูลเฉินตอนนี้มีกลุ่มข้าราชสำนักมาต่อแถวขอพบกันยาวเหยียด
และดูเหมือนจะมีจำนวนมากกว่าครั้งไหนๆ เนื่องจากใกล้ถึงวันอภิเษกใหญ่แล้ว
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก พวกเขายังคงมิอาจได้พบเฉินเซ่าตามเคย แต่เหล่าข้าราชสำนักดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้แต่อย่างใด พวกเขาเข้ามานั่งพูดคุยหัวเราะกันสักพักก็จากไป แล้วก็มีคนกลุ่มใหม่เข้ามาเช่นนี้อีก และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ฟ้าสว่างยันฟ้ามืด
“พวกคนด้านนอกยังพูดถึงท่านว่า…”
ณ ห้องหนังสือของเรือนตระกูลเฉิน ผู้ติดตามใกล้ชิดของเฉินเซ่ากำลังรายงานข่าวให้เฉินเซ่าฟัง
เฉินเซ่าเมื่อได้ยินก็รีบโบกปัด
“พอก่อน” เขาเอ่ย “คนพวกนั้นคิดเห็นอย่างไรกับข้า ข้ารู้อยู่แล้ว”
ผู้ติดตามขานรับ เสนาธิการที่อยู่ด้านข้างทำท่าโบกมือให้สัญญาณ ผู้ติดตามจึงรีบขอตัวลา
“นายท่านขอรับ ที่เรือนตระกูลเกากำลังเก็บข้าวของเตรียมย้ายเรือนกันแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสนาธิการเอ่ย
เฉินเซ่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา
“ข้ารู้” เขาเอ่ย “แถมข้ายังรู้ด้วยว่าเหตุใดเขาถึงออกเดินทางไวเช่นนี้ ในเมื่อเขาประสงค์จะหลบหลีกศัตรู ข้าเองก็คงต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์เสีย”
เสนาธิการพยักหน้า
“พวกเราต้องถอนรากถอนโคนเหล่าบริวารของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ในขณะที่เขาไม่อยู่ ต่อให้ปีหน้าเขาจะหวนกลับมายังวังอีกครั้ง อย่างน้อยคงพอทำให้เขาอ่อนฤทธิ์ลงไปบ้าง” เขาเอ่ย “จะเหลือก็แต่จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ยังไม่ยอมออกไปเสียที มัวแต่กังวลเรื่องที่ซิ่วอ๋องเฟยเดินทางมายังเมืองหลวง บอกว่าจะพร้อมหน้าพร้อมตากันก่อนแล้วค่อยออกเดินทาง”
“ไม่ต้องกังวลไป” เฉินเซ่าเอ่ย “ไทเฮาปฏิเสธเขาอยู่แล้ว”
จู่ๆ เสียงตะโกนเรียนดังขึ้นจากด้านนอก
“ฮูหยิน…” เป็นเสียงของบ่าวที่ดูเหมือนกำลังรั้งใครไว้อยู่
ไม่นานฮูหยินเฉินก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าประตู
เหล่าเสนาธิการต่างรีบถอนตัวก้าวถอยหลัง
“พวกเจ้าออกไปก่อน” เฉินเซ่าเอ่ย
เหล่าเสนาธิการถวายบังคมให้เขาแล้วเดินออกไป
เฉินเซ่ามองไปที่ฮูหยินเฉิน
“มีเรื่องอะไรมาละ นั่งก่อนสิ” เขาเอ่ย
ตั้งแต่เกิดเรื่อง ฮูหยินเฉินก็ไม่พูดไม่จากับเขา ยิ่งไปกว่านั้น นางพยายามหลบหน้าเขา แต่ครั้งนี้นางยอมมาพบเขาแต่โดยดี นั่นทำให้เฉินเซ่ารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านจะขับไล่เจียวเหนียงออกไปรึ” ฮูหยินเฉินมิได้นั่งลงตามที่เฉินเซ่าเชิญ แต่ยืนอยู่ที่เดิมแล้วเอ่ยถาม
เฉินเซ่าลุกขึ้นยืน
“เรื่องนี้…” เขาเอ่ย
ยังไม่ทันเอ่ยจบ ฮูหยินเฉินก็ชิงพูดต่อ
“ท่านไม่ต้องอธิบายเหตุผลร้อยแปดพันเก้าให้ข้าฟังหรอก” นางเอ่ย “ข้ารู้เพียงแค่ จะไม่ทำเรื่องน่าละอายใจฟ้าดินและผีสางเทวดาอย่างแน่นอน”
พูดจบก็เดินออกไป
“แม่นางเจ็ด” เฉินเซ่าตะโกนเรียกนาง แล้วคว้ามือนางไว้ “ข้าทำเพื่อนาง เมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีอะไรดีอยู่แล้ว ต่อให้นางจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน สุดท้ายจะมีแต่เสียกับเสียเท่านั้น”
ฮูหยินเฉินหันมาทางเขา
“ท่านพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก” นางเอ่ย “นางอยู่ของนางดีๆ แต่ก็มักจะมีคนเข้ามาหาเรื่องนางเสมอ”
เอ่ยจบก็สะบัดแขนแล้วรีบเดินออกไป
เฉินเซ่ามองดูฮูหยินเฉินที่เดินจากไปอย่างรู้สึกเสียดาย
พอฮูเหยินเฉินเดินถึงห้อง ก็รีบเอามือมาป้องหน้าตัวเองแล้วปล่อยโฮ
“ท่านแม่ ท่านแม่”
เสียงเรียกของเฉินตันเหนียงดังขึ้นจากนอกห้อง
ฮูหยินเฉินรีบเช็ดคราบน้ำตาบนหน้า พยายามฉีกยิ้มแล้วหันไปหาต้นเสียง
“ท่านแม่” เฉินตันเดินเข้าไปหามารดาของตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ในมือถือธนูคันนึงไว้
“เหตุใดเจ้าถึงถือของสิ่งนี้อยู่อีก” ฮูหยินเฉินรีบยื่นมือออกไป “อย่าให้มันทิ่มเท้าเจ้าเอาละ มันหนักนัก”
เฉินตันเหนียงค่อยๆ วางคันธนูลงบนพื้นอย่างระวัง จากนั้นคุกเข่าลง
“ท่านแม่ เช่นนั้นข้าวางไว้ที่ห้องท่านแม่ก่อนนะเจ้าคะ” เด็กสาวเอ่ย “พวกแม่นมจากในวังน่ารำคาญชะมัด เตือนว่าไม่ให้ข้าเล่นกับมัน”
ฮูหยินเฉินฉีกยิ้มให้บุตรสาว
“ไม่เป็นไรนะ” ฮูหยินเอ่ย “ถ้าเจ้าอยากเล่น ก็มาเล่นที่ห้องของข้านี่”
เด็กสาวเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าด้วยความดีใจ
แต่ทว่านางเหลือเวลาให้เล่นอีกไม่มากแล้ว
ฮูหยินเฉินดวงตาร้อนผ่าว ทำท่าจะร้องไห้อีกครั้ง
“ท่านพี่เฉิงให้ข้าเป็นของขวัญ” เด็กสาวก้มหน้ามองคันธนู ไม่ได้สังเกตเห็นอารมณ์เศร้าของคนตรงหน้า “ท่านปู่บอกว่า ฝีมือธนูของท่านพี่เฉิงเก่งกาจยิ่งนัก บอกให้ข้าค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ เฉินตันก็เงยหน้าขึ้น
“ท่านแม่ว่าข้าจะเก่งเหมือนอย่างนางได้หรือไม่”
ฮูหยินเฉินพยักหน้า
“ได้สิ”
เฉินตันเหนียงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น พลางหยิบคันธนูขึ้นมาถือเล่นต่อ
ฮูหยินเฉินลูบหัวเด็กหญิงด้วยความเอ็นดูแล้วฝืนยิ้มให้
…
ที่ตำหนักจิ้นอันจวิ้นอ๋องเองก็เริ่มเตรียมรถม้าแล้ว
ส่วนจิ้นอันจวิ้นอ๋องกำลังนั่งมองเฉิงเจียวเหนียงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่
“ข้าเคยพบเจอสตรีที่เตรียมตัวเดินทาง พวกนางแลดูวุ่นวายกับการเตรียมตัวมาก” เขาเอ่ย “แต่เจ้ากลับดูไม่เป็นเช่นนั้น”
แม้แต่สาวใช้ของนางเองก็เช่นกัน
“ของนอกกายทั้งนั้น ไม่เห็นจำเป็นตรงไหน” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย จากนั้นเงยหน้ามองเขา “ท่านเองก็เหมือนกันนี่ ไม่ใช่หรอกรึ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ
“ตอนข้ามาที่นี่ ก็มาด้วยมือเปล่านั่นแหละ ของพวกนี้ไม่ใช่ของของข้า” เขาหัวเราะ พลางหรี่ตาให้หญิงสาวเบื้องหน้า “สมกับเป็นภรรยาข้า พวกเรานี่ช่างเหมาะสมกันเสียจริง”
ซู่ซินและปั้นฉินที่กำลังจัดของอยู่ด้านนอก เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ ก็หันมาสบตากันแล้วหัวเราะคิกคัก
เฉิงเจียวเหนียงเองก็หัวเราะไปกับคำพูดของชายหนุ่ม และดูเหมือนว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องเองก็เขินไม่น้อยที่ได้พูดออกไป ใบหูของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
“นายหญิง” ปั้นฉินอุ้มกล่องใบนึงเข้ามา “ท่านจะนำติดตัวไปด้วย หรือว่าให้ไว้ในรถดีเจ้าคะ”
เฉิงเจียวเหนียงปรายตามอง ครุ่นคิด
“นำติดตัวไปแล้วกัน”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองด้วยความสงสัย
“ข้าขอดูหน่อยว่าในนั้นคืออะไร”
ปั้นฉินรีบยื่นกล่องให้ พอเปิดปุ๊บ ก็ทำท่าตกใจ
“กระเบื้องหรอกรึ” เขาเอ่ยถาม พยายามใช้สายตาพินิจพิเคราะห์
เป็นกระเบื้องธรรมดาจริงๆ แถมงานไม่ค่อยจะปราณีตเท่าใดนัก
ของพรรค์นี้นางต้องพกติดตัวด้วยรึ
“เป็นของที่ข้าได้มาจากเจียงโจวน่ะ” เฉิงเจียวเหนียงอธิบาย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องร้องอ๋อ พยายามนึกย้อน ของแบบนี้ต้องไม่ใช่ของพวกนายใหญ่เฉิงแน่นอน สักพักในหัวก็มีภาพห้องเก่าๆ ลอยขึ้นมา…
หรือจะเป็นจางฝั่งเฉิงใต้
เฉิงใต้ที่นางสร้างเองกับมือ
จะเรียกว่าสร้างก็ไม่ถูก ใช้คำว่ายกระดับขึ้นมาดีกว่า
ความพยายามของนางนั้นได้รับเสียงตอบรับจากผู้คน และนั่นเป็นสิ่งที่มีค่ามาก
ใบหน้าของเขาค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา
ช่างเป็นหญิงสาวที่มีเมตตาและจิตใจอ่อนโยนเสียจริง
“น่าอิจฉานัก” เขาเอ่ย “ไม่เคยมีใครมอบของดีๆ ให้ข้ามาก่อน”
ปั้นฉินหันไปมองจิ้นอันจวิ้อนอ๋องด้วยความประหลาดใจ
ของดีๆ …เนี่ยนะ
“เจ้าก็พูดเกินไป” เฉิงเจียวเหนียงมองค้อนเขาหนึ่งที “ข้าก็เป็นคนนะ”
จู่ๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกละสายตาจากร่างเล็กตรงหน้ามิได้เลย คิ้วที่ได้รูป ดวงตากลมโต ช่างน่ามองยิ่งนัก
เขารู้ว่านางเป็นสตรีรูปงาม แต่ก่อนเขาไม่เคยได้สังเกต แต่พอมาตอนนี้ เขาได้รับรู้แล้วว่า นางรูปงามขนาดไหน
ปั้นฉินที่เริ่มจะหน้าแดงรีบถอนตัวเดินออกมา
พอเฉิงเจียวเหนียงเอ่ยจบ ก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ สักพักร่างใหญ่ก็เข้ามานั่งและพยายามเบียดตัวเข้ามาใกล้ๆ
เฉิงเจียวเหนียงปรายตามองเขาหนึ่งที
ชายหนุ่มเมื่อได้เห็นกังนั้นก็ทำหน้าทะเล้นใส่นาง
“ข้าผิดไปแล้ว” เขาเอ่ย “ของที่เจ้ามอบให้ข้าดีที่สุดแล้ว ไม่มีชิ้นไหนเทียบเท่าได้เลย”
และสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดที่ว่านั้นก็คือ ชีวิตคู่นั่นเอง
เฉิงเจียวเหนียงตั้งใจอ่านหนังสือต่อ รู้สึกถึงลำตัวของเขาที่ค่อยๆ เบียดเข้ามาเรื่อยๆ จากนั้นเขาก็เอานิ้วหยิกเข้าที่แขนของนาง
เฉิงเจียวเหนียงหันไปมองเขาอีกครั้ง
แต่ดูเหมือนชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีจะหลบสายตาแต่อย่างใด กลับจ้องหน้านางแล้วฉีกยิ้มให้
“เฉิงฝั่ง เจ้าช่างงามนัก” เขาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า
“ข้ารู้” นางตอบ
ชายหนุ่มชะงักกับคำตอบของนาง จึงพ่นหัวเราะออกมาไม่หยุด พลางเอามือเข้าไปล็อกตัวนางแล้วเอาศีรษะซุกเข้าไปที่หัวไหล่ของหญิงสาว
“เจ้าไม่รู้หรอก” เขาหยอกล้อนาง “เจ้าไม่รู้หรอก”
เฉิงเจียวเหนียงไม่สนใจคำพูดของเขา ยังคงพยายามจดจ่ออยู่กับหนังสือในมือ
ภายในหัวใจของเขารู้สึกเหมือนได้ปลดล็อคอะไรบางอย่าง มือเท้าเริ่มผ่อนคลาย
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายของวันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ส่องลอดผ่านหน้าตาเข้ามายังในห้อง หญิงสาวในอ้อมอกของชายหนุ่มกำลังอ่านหนังสือด้วยท่าทีไร้กังวล
ราวกับว่าทุกวันเป็นวันสบายสบายของพวกเขา ไม่มีอะไรมาเร่งรัด
“หนังสือพวกนี้เจ้าจะพกติดตัวไปทั้งหมดไหม”
“ต้องเดินทางตั้งไกล พกติดตัวไว้ก็ดี”
“แต่ไม่ควรอ่านหนังสือตอนนั่งอยู่บนรถนะ จะปวดตาเอา”
“ออกเดินทางมะรืนนี้จะเร็วเกินไปไหม”
“ทว่าไหนๆ จะเดินทางแล้วก็รีบเดินทางกันเลยดีกว่า เช่นนั้นก็เป็นพรุ่งนี้เลยแล้วกัน”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเจื้อยแจ้วถามเองตอบเองอยู่คนเดียว
ส่วนเฉิงเจียวเหนียงนานๆ ทีจะขานรับเขา
“ข้าเองก็หน้าตาดีเหมือนกันนะ เจ้าดูสิ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ จากนั้นหยิกเบาๆ เข้าไปที่มือของนาง
ขณะที่เขาเพิ่งพูดจบ เสียงตะโกนของปั้นฉินก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“ฮูหยิน นายท่านเอาของมาส่งให้แล้วเจ้าค่ะ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเมื่อได้ยินดังนั้นจึงผละมือออก เฉิงเจียวเหนียงลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวข้าออกไปดูก่อน”
เฉิงเจียวเหนียงไปเยี่ยมฟ่านเจียงหลินและพี่สะใภ้แล้ว ดูเหมือนว่าโจวฝูเองวันนั้นก็ไปหาพวกเขาด้วยเช่นกัน พวกเขารับทราบข่าวเรื่องที่ทั้งสองจะเดินทางออกจากเมืองหลวงแล้ว
“ให้พวกเขาเตรียมเดินทางออกจากเมืองหลวงด้วยก็ดี” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงหันขวับ พลางหัวเราะ
“ไม่ต้องหรอก” นางเอ่ย “ให้พวกเขาอยู่ที่นี่แหละดีแล้ว”
ในเมื่อนางพูดมาแล้วงั้นแปลว่าก็ให้เป็นไปตามนั้น จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้าแล้วไม่เอ่ยอะไรต่อ พลางมองหญิงสาวเดินออกไปนอกห้อง ส่วนตนก็ลุกเดินไปที่ห้องหนังสือ
เป็นการเดินทางที่กะทันหัน เรื่องที่ต้องจัดการนั้นมีตั้งร้อยแปดพันเก้า
หลังจากที่เขาทำอะไรต่อมิอะไรเสร็จแล้ว กลับมายังห้อง พบว่าเฉิงเจียวเหนียงไม่อยู่ที่ตำหนัก
“ฮูหยินออกไปข้างนอกเพคะ” ซู่ซินเอ่ย
ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองออกไปด้านนอก พบว่าเป็นช่วงโพล้เพล้แล้ว
“ไปที่เรือนฟ่านเจียงหลินรึ” เขาถาม
ซู่ซินส่ายหน้า
ไม่ใช่หรอกรึ
“ฮูหยินไม่ได้บอกไว้เพคะ”
แล้วนางไปที่ใดกันล่ะ
ช่วงพลบค่ำ ณ พื้นที่โล่ง มีคนนั่งอยู่บนพื้นหน้าหลุมศพ แสงยามพลบค่ำทำให้ร่างของหญิงสาวพร่ามัว
บนถนนมีคนเดินอยู่บางตา บางครั้ง ผู้คนที่ผ่านไปมาและมองเข้ามาก็รีบหลบตาอย่างรวดเร็วแล้วเร่งฝีเท้าออกไป ดูเหมือนว่ามีเสียงก้องดังระงมเล็กน้อย ผสานกับแสงยามเย็นที่ค่อยๆ มอดลงมาจนเหลือแต่ความมืดมิดบนแผ่นฟ้า
…
สามวันถัดมา รถม้าของจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่รายล้อมไปด้วยเหล่าทหารรักษาพระองค์ได้เคลื่อนตัวผ่านประตูเมือง ผู้คนบนถนนเริ่มบางตาลง
โจวฝูที่ยืนเฝ้าอยู่บนประตูเมืองคอยเฝ้าสังเกตการณ์อย่างไม่ละสายตา
วันถัดมา ณ จุดเดิมตรงประตูเมืองในยามเช้าตรู่ มีกลุ่มคนควบม้าผ่านประตูเมืองไปด้วยความเร็ว แต่สักพัก คนที่นำอยู่หัวขบวนกลับหยุดม้าลง
พรรคพวกที่ตามมาทางด้านหลังต่างรีบหยุดม้าตามกันยกใหญ่ ถึงแม้จะล้ำหน้าไปบ้าง
“พวกเจ้าไปก่อน” คนนำขบวนเอ่ย จากนั้นก็เบี่ยงไปยังอีกทิศ
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสงสัย แต่ก็เดินหน้าต่อตามคำสั่ง พอหันกลับมาก็พบว่าเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าหลุมศพแห่งหนึ่ง
“บรรพบุรุษของท่านรึ” ใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
คนอื่นๆ เริ่มมองตาม จากนั้นส่ายหัว
“ไม่ยักกะเคยได้ยินมาก่อนนะ”
แต่จู่ๆ ก็มีหนึ่งในนั้นร้องอ๋อขึ้นเสียงดัง
“ข้านึกออกแล้ว นั่นเป็นหลุมศพของพี่น้องเขาเม่าหยวนซาน”
ทุกคนต่างพากันร้องอ๋อ ใช่แล้ว ที่นี่คือหลุมศพของพี่น้องเขาเม่าหยวนซานที่เฉิงเจียวเหนียงสร้างไว้ให้ สถานที่ชื่อดังแห่งเมืองหลวง
“ว่าแต่เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่หน้าหลุมศพในเวลาเช่นนี้ด้วยล่ะ”
ทุกคนต่างพากันตกใจ
“จะเป็นอะไรได้อีก” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น พลางส่ายหัว “อาลัยอาวรณ์อย่างไรเล่า”
ในตอนนั้นเอง เขาที่กำลังยืนอยู่หน้าหลุมศพพลันถอดหมวกออก ทอดสายตาไปยังแผ่นหลุมศพ ก่อนจะเผยความตกใจออกมา
เขาคุกเข่าลงแล้วยื่นมือไปบนแผ่นหลุมศพ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดีใจหรือเสียใจ แต่ดูเหมือนร่างของเขากำลังสั่งเทาอยู่
“อักษร!”
เขาตะโกน พลางมองไปยังแผ่นป้ายหลุมศพ
แผ่นหลุมศพที่เคยวางเปล่า บัดนี้กลับมีตัวอักษรปรากฏขึ้นมาหนึ่งตัว
“มีตัวอักษรโผล่ขึ้นมาแล้ว”
ความรู้สึกชาวาบค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างจากเท้าจรดศีรษะ
มีตัวอักษรแล้ว!
มีตัวอักษรปรากฏขึ้นมาหนึ่งตัวแล้ว!