พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 629 สมหวัง
“คาดไม่ถึงเลยเชียว”
นายทหารกู้เอ่ย สีหน้ายังคงตกใจ
“ตระกูลฉินกับตระกูลเกาเป็นพวกเดียวกันมาตลอดมิใช่รึ”
เหตุการณ์ตอนนั้น คนที่ห้ามเฉิงเจียวเหนียงไม่ให้ไปช่วยจิ้นอันจวิ้นอ๋อง คือท่านชายฉินสิบสาม
“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน” ขันทีจิ่งเอ่ย “ตอนนี้มีเชื้อพระวงศ์ถึงสองตระกูลอยู่ในวัง ตำแหน่งขององค์ชายถูกวางไว้เรียบร้อย ตระกูลฉินจะยอมให้ใครระหว่างตระกูลที่ตั้งรกรากหยั่งลึกในวังอย่างตระกูลเกา หรือตระกูลที่มีชื่อเสียงเลื่องลืออย่างตระกูลเฉินกันล่ะ”
คนที่อยู่ในห้องต่างพากันพยักหน้า
“ไม่มีพันธมิตรนิรันดร์ในวังแห่งนี้หรอก จะมีก็แต่เรื่องผลประโยชน์เท่านั้น” นายทหารกู้เอ่ย
“ถ้าเช่นนั้น เกาหลิงปอได้ออกจริงๆ อย่างนั้นรึ” เสียงเอ่ยถามดังขึ้น
นายทหารกู้หัวเราะ
“หว่านอะไรก็ได้อย่างนั้นจริงๆ” เขาเอ่ย “หากเกาหลิงปอไม่อยู่แล้ว พวกเราก็ออกไปได้ง่ายๆ แล้วสิ”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็หยุดหัวเราะกลางคัน
“นั่นสินะ” คนอื่นๆ ในห้องเริ่มพากันพยักหน้าเห็นด้วย “แม้ว่าคนอย่างเขาคงจะออกไปได้ไม่นาน แต่ก็เพียงพอที่จะใช้เป็นโอกาสของพวกเราได้”
“เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าคงต้องเหนื่อยเตรียมตัวกันหน่อยเสียแล้ว” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยพลางลุกขึ้นยืน
ทุกคนในห้องต่างพากันลุกขึ้นแล้วคำนับส่ง
พอจิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินออกจากห้อง คนอื่นๆ ก็ทยอยแยกย้าย ส่วนขันทีจิ่งและนายทหารกู้ออกมาจากห้องเป็นสองคนสุดท้าย
“กระหม่อมจะบอกอะไรให้นะ ที่ฝ่าบาทผุดความคิดเช่นนี้ออกมา ต้องมีพระชายาอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน” ขันทีจิ่งเอ่ย
นายทหารกู้รีบหยุดฝีก้าว
“เจ้าได้ยินมางั้นรึ” เขาเอ่ยถาม
ท่าทีจริงจังของนายทหารกู้ทำเอาขันทีจิ่งใจหายใจคว่ำ
“จะเป็นจริงเป็นจังทำไมกันเล่าท่าน” เขาเอ่ย “กระหม่อมก็แค่เดาเท่านั้น”
นายทหารกู้ร้องอ๋อ
“ไม่เช่นนั้นเหตุใดฝ่าบาทถึงอยู่ดีๆ จะออกจากเมืองหลวงกันเล่า” ขันทีจิ่งเอ่ยพลางก้าวเท้าเดินไป “ฝ่าบาทออกจะเป็นห่วงองค์ชายขนาดนั้น พวกเราเองก็รู้อยู่เต็มอก แล้วไฉนถึงได้มีความคิดเช่นนี้ในเวลาแบบนี้ คงเป็นเพราะเห็นว่าพระชายาไปก่อความวุ่นวายกับตระกูลเฉิน คงไม่อยากให้นางต้องมาเห็นภาพแม่หญิงคนนั้นต้องถูกบีบบังคับแต่งงาน เลยเกิดปลงแล้วคิดจะหนีออกจากเมืองหลวง”
นายทหารกู้เมื่อได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะลั่น
“เป็นเช่นนั้นรึ” เขาถาม
ขันทีจิ่งพยักหน้า
“เป็นเช่นนั้นแน่นอน ไม่แน่อาจเป็นเพราะพระชายาเอ่ยปากชวนก่อนก็เป็นได้” ขันทีจิ่งเอ่ยต่อ “แต่ก็ช่างบังเอิญเสียจริง”
นายทหารกู้หยุดฝีก้าวลง
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ถือว่านางเป็นคนดวงดีใช่ย่อยเลย” เขาเอ่ย
…
“อาลักษณ์หลวงฉินนั่นดวงดีใช่ย่อยเลย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากห้องหนังสือในเรือนตระกูลเกา
“เอาบันทึกนั่นมาแทนคำสั่งในนามฮ่องเต้เสียอย่างนั้น” เกาหลิงปอตบโต๊ะแล้วลั่นเสียงหัวเราะ
แต่ท่านชายเกาและคนอื่นๆ กลับขำกันไม่ออก
“ก็แค่เปลือกนอกเท่านั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ” เสนาธิการเอ่ย “นายท่าน ใจความที่เขาหยิบยกขึ้นมามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น มิใช่ทั้งหมดขอรับ”
“ก็ใช่นะสิ เสียดายที่วันนั้นไม่มีใครขอให้เขาอ่านออกเสียงใจความทั้งหมด” เสนาธิการอีกนายเอ่ยขึ้น
“นี่เป็นผลที่ท่านไม่ยอมเข้าวังในวันนั้น” ท่านชายเกาเอ่ยอย่างโกรธเคือง จากนั้นลุกขึ้นยืน “ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันได้ดังใจไปตลอดหรอก”
เกาหลิงปอหัวเราะเยาะ
“จะทำการใดต้องดูจังหวะด้วย” เขาเอ่ยพลางจิบชา
คนในห้องต่างพากันตะลึงกับคำพูดของเขา
“ท่านพ่อ แปลว่าท่านยอมออกจริงๆ รึ”
“ก็ต้องเป็นเช่นนั้นแหละ” เกาหลิงปอเอ่ย “หากข้าไม่ไป จะเบิกทางให้ให้อำมาตย์เฉินเผยอาวุธลับได้อย่างไรกัน”
ทุกคนต่างพากันสบตากันด้วยความสงสัย
“นี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ข้าเองก็เคยบอกไว้แล้ว ว่าไม่ไป แล้วสักพักก็ต้องไป การไปของข้าใช่ว่าจะไม่ดีเสียทีเดียว” เกาหลิงปอเอ่ยด้วยท่าทีสบายใจเฉิบ “ไปแล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่กลับมาสักหน่อย”
“แต่ถูกไล่ออกเช่นนี้ มันหยามกันชัดๆ” ท่านชายเกายังคงกระฟัดกระเฟียด “พวกตระกูลฉินเอ๋ย บังอาจแทงข้างหลังกันได้”
“จะแทงใครก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะถูกแทงกลับด้วย” เกาหลิงปอหัวเราะ “ให้เป็นแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน แต่ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุด คือเรื่องงานอภิเษกขององค์ชาย ตำแหน่งถูกวางไว้แล้ว อีกทั้งการสืบสายเลือดคงได้เกิดขึ้นจริง”
พอเกาหลิงปอเอ่ยจบ จู่ๆ ก็มีคนเข้ามาด้านในอย่างเร่งรีบ
“นายท่าน ข่าวจากไทเฮาขอรับ ทรงทูลว่าองค์ชายสามารถร่วมหลับนอนได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” คนที่ส่งสารคุกเข่าลงแล้วรายงาน
สิ้นเสียงของเขา คนทั้งห้องก็รีบลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ
“จริงรึ” เกาหลิงปอที่ใบหน้าซ่อนความยินดีไว้ไม่อยู่เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“เป็นจริงขอรับ” คนส่งสารเงยหน้าขึ้นพลางอมยิ้ม “จริงแท้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เกาหลิงปอเงยหน้าขึ้น จากนั้นโพล่งหัวเราะด้วยความสะใจ
“ดี ช่างดียิ่งนัก กะแล้วว่าดวงของตระกูลเกาคงไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก” เขาหัวเราะ จากนั้นเอ่ยต่อ “คนที่จะเข้าหาองค์ชายได้ ต้องผ่านการคัดสรรอย่างดี”
เหล่าเสนาธิการต่างพากันขานรับ
“ดูทรงแล้ว สงสัยองค์ชายคงจะได้ขึ้นครองราชย์ภายในปีหน้าแน่ๆ” เกาหลิงปออดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นจนมือเท้าอยู่ไม่สุข “ไป ออกเดินทาง ไปกันตอนนี้ล่ะ จะได้กลับมาทันพิธีราชาภิเษกปีหน้ายังไงล่ะ”
พูดจบพลางสะบัดชายเสื้อ
“เตรียมรถเข้าวัง”
…
“ฮองเฮาเพคะ ฮองเฮาเพคะ”
พระสนมอันตะโกนเรียกฮองเฮาอย่างเร่งรีบ
“มีคนเข้าไปในห้ององค์ชายแล้ว ครั้งนี้เป็นเรื่องจริง ทิ้งคราบเลือดไว้ด้วยเพคะ”
ฮองเฮาวางถ้วยชาในมือลง จากนั้นใช้ผ้าเช็ดที่มุมปากฮ่องเต้ แล้วรีบหันขวับไปถลึงตาใส่ที่ต้นเสียง
พระสนมอันยังคงพยักหน้าอยู่อย่างนั้น เป็นการยืนยันว่าคำพูดของนางมิใช่เรื่องเท็จ
“เจ้าเห็นกับตาแล้วรึ” ฮองเฮาเอ่ยถาม
พระสนมอันทำปากขมุบขมิบ
“ของพรรค์นั้น หม่อมฉันได้เห็นหรอกเพคะ” นางเอ่ย “แต่ว่าเป็นเรื่องจริงนะเพคะ เรื่องแบบนี้ไทเฮาเองก็คงอยากประกาศให้โลกรู้ใจจะขาด แทบจะเอาคราบเลือดออกมาประจานสู่สายตาผู้คนเลยล่ะเพคะ”
ฮองเฮาเอามือป้องปากแล้วหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหัว
“บัดสีแท้” นางเอ่ย
ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักของไทเฮา ขันทีนายหนึ่งถือกล่องแล้วเปิดให้เกาหลิงปอดู
“เจ้าดูนั่นสิ ดูสิ” ไทเฮาเอ่ยพลางหัวเราะ
เกาหลิงปอเองก็หัวเราะด้วย พลางทำเป็นชายตามอง
“ของแบบนี้ไม่ต้องดูหรอก อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว” เขาเอ่ย “หมอหลวงเองก็บอกไว้ องค์ชายติดก็แค่สติที่ไม่สมประกอบ อย่างอื่นไม่มีปัญหาอะไร”
ไทเฮาพนมมือแล้วพึมพำสวดมนต์
“เห็นแบบนี้แล้ว กระหม่อมก็สบายใจ” เกาหลิงปอเอ่ย
พอเอ่ยถึงตรงนี้ อารมณ์ยินดีปรีดาเรื่ององค์ชายก็พลันหายไป แต่กลับนึกถึงเรื่องน่าโมโหที่เกิดขึ้นในวันนี้
“ไทเฮาโปรดเย็นพระทัยก่อน” เกาหลิงปอพยายามโน้มน้าวไทเฮา จากนั้นค่อยๆ อธิบายให้ฟัง
“เจ้าต้องออกจริงๆ สินะ” ไทเฮาเอ่ยพลางเช็ดน้ำตา
“ต้องออกจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” เกาหลิงปอเอ่ยต่อ “แต่ทรงวางใจได้เลย กระหม่อมออกตอนนี้ ยังดีกว่าออกตอนหลังจากองค์ชายขึ้นครองราชย์ ช่วงนี้สถานการณ์ในวังสั่นคลอนนัก กระหม่อมออกตอนนี้ก็ถือเป็นการหลีกเหลี่ยงการปะทะด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาพยักหน้า แค่มีเรื่ององค์ชายให้ชื้นใจก็สบายใจไปหลายเปราะ
“เรื่องในราชสำนัก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกคนของเฉินเซ่าเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เกาหลิงปอกำชับ
ไทเฮาเลิกคิ้วขึ้น
“เรื่องที่ไทเฮาต้องเป็นกังวลมีแค่เรื่องภายในเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” เกาหลิงปอกำชับอีกรอบ
นางสูดหายใจลึก
“เป็นอย่างที่เจ้าว่า บุตรสาวของเฉินเซ่าอยู่ในกำมือข้าแล้ว เขาควรจะรู้หน้าที่ของตนเอง”
“นับวันท่านยิ่งชำนาญขึ้นนะพ่ะย่ะค่ะ” เกาหลิงปอเอ่ยหยอก “ไม่เหมือนกับแต่ก่อน ที่เอาแต่กำสรวล”
ไทเฮาหัวเราะ จากนั้นยกมือขึ้นมาปาดน้ำตา
“ร้องไห้ ร้องไปก็มิได้อะไร” นางตะโกน “ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนี่นา”
เกาหลิงปอพยักหน้า
“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ย “ต่อไปชีวิตของพวกเราจะดี ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ต่อให้เจอเรื่องแย่ ก็ต้องผ่านไปให้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาพยักหน้า แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ต้องทรงดูแลร่างกายให้แข็งแรง องค์ชายตัวน้อยกำลังรอให้ท่านฟูมฟักเลี้ยงดูอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ” เกาหลิงปอหัวเราะ
ไทเฮาเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะชอบใจ
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยอย่างอารมณ์ดีอยู่นั้น จู่ๆ ขันทีนายหนึ่งก็รีบพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับม้วนหนังสือในมือ
“ทูลไทเฮา จากราชเลขาพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาทำปากเบะ
“ในสายตาคนพวกนั้นเห็นข้าเป็นแค่ลัญจกร” ไทเฮาเอ่ย พลางวานให้คนไปหยิบพระราชลัญจกรมาให้ “ข้าทำได้แค่ตามน้ำไป ต่อต้านมิได้ ออกความเห็นมิได้ ไม่ว่าข้าจะทำการใด คนพวกนั้นมักจะปฏิเสธข้า นี่นะหรือความทุกข์ใจที่ฮ่องเต้ต้องพบเจอ”
เกาหลิงปอคิดในใจ นั่นขึ้นอยู่กับว่าฮ่องเต้ประสงค์สิ่งใดมากกว่ากระมัง
เขาหัวเราะ
หากฮ่องเต้หมดความอดทนแล้วละก็ ไม่ว่าจะราชเลขาหน้าไหนสำนักไหนก็ไม่มีทางหยุดเขาได้
ขันทีนำพระราชลัญจกรมอบให้ไทเฮา พอได้เฮาเปิดอ่านใจความในหนังสือ สีหน้าก็เริ่มเปลี่ยน
“ไอ้หยา” เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น “ให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องออกจากเมืองหลวงงั้นรึ!”
จากนั้นก็โยนหนังสือทิ้งลง
“ไม่ได้เรื่องจริงๆ” นางเอ่ย พลางหันไปทางเกาหลิงปอ “คนพวกนี้ว่างมากนักหรือไง ถึงได้มาคอยจองเวรจองกรรมกันอยู่ได้”
จู่ๆ นางพลันนึกคำพูดที่เกาหลิงปอกำชับไว้ได้
“เอาออกไป เอาออกไป” ไทเฮาสั่งให้ขันทีเอาลัญจกรไปเก็บ
แต่เกาหลิงปอกลับห้ามไว้ก่อน
“ช้าก่อน” เขาเอ่ยขัด จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป “ให้เขาออกไปนอกเมืองหลวง ที่จริงก็เป็นความคิดที่ไม่เลวนะพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาทำหน้าตกตะลึง
“มาไม่ลงไม่เลวอะไรอีกล่ะ”
“กระหม่อมเคยห้ามไม่ให้เขาออกจากเมืองหลวงด้วยปัญหาสุขภาพขององค์ชาย แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหานั้นแล้ว ดังนั้นเราไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับจิ้นอันจวิ้นอ๋องอีก” เกาหลิงปอยิ้มเล็กน้อย “นอกจากนี้ เนื่องจากหนังสือนี้ถูกเสนอโดยเฉินเซ่า ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่ดีอีกเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
โอกาสดีอะไรอีก
ไทเฮามองคนตรงหน้าอย่างอดสงสัยมิได้
เกาหลิงปอไม่เอ่ยอะไรต่อ พลางทำมือส่งสัญญาณให้ไทเฮาประทับพระราชลัญจกรเสีย
“ที่จริง แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน” ไทเฮาเอ่ยพลางยื่นมือไปหยิบพระราชลัญจกร “ข้าเองก็ไม่อยากเห็นหน้าเขาอีก”
พระราชลัญจกรถูกประทับลงบนหนังสืออย่างหนักแน่น
เอาละ ไปให้พ้นๆ เสียที
…
นายทหารกู้ที่เห็นว่าคนส่งสารมาถึงแล้วก็รีบกระเด้งตัวลุกขึ้นยืน ทำเอาโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าพลิกไปมา ถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะก็กลิ้งตกลงไปบนพื้นเกิดเป็นเสียงโช้งเช้งดังระงมไปทั่ว
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้สนใจแวดล้อมตรงนั้น เขากลับจดจ่ออยู่กับคนตรงหน้า
“ไทเฮาทรงอนุญาตให้ฝ่าบาทออกจากเมืองหลวงได้แล้วรึ” เขาเอ่ยถามอีกครั้ง
คนตรงหน้าพยักหน้ายืนยัน
“ทรงลงพระราชลัญกรแล้วด้วย พรุ่งนี้คงมีประกาศอีกที” คนส่งสารเอ่ย พลันสังเกตอาการแปลกประหลาดของนายทหารกู้
แต่เขาเองก็พอเข้าใจสถานการณ์ดี เพราะนี่เป็นเรื่องกะทันหันที่ทำเอามือไม้อยู่ไม่สุขไปตามๆ กัน
“อำมาตย์เฉินเป็นผู้ร่างหนังสือขอรับ” เขาเอ่ยเสริม
ต้นเหตุคงมาจากตอนที่พระชายาไปอาละวาดที่เรือนของเขาสินะ
ถ้าเช่นนั้น ก็ถือว่าฝ่าบาทตกกระไดพลอยโจนไปด้วย
สีหน้าท่าทางของเขาเปลี่ยนไปมาโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
“จะบังเอิญเกินไปแล้ว” เขาเอ่ยพึมพำ พลางหันไปทางตำหนัก
นี่มันบังเอิญ!
บังเอิญเกินไปแล้ว!