พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 640 ปณิธาน
ศาลาพักมาคอยศ เขาสูความเงียบอยางชาฯ จันทร์กระจาง ดาราลี้หาย จิ้นอันจวินอองแหงนหน้าขึ้นมอง เห็นหญิงนางหนึ่งยืนอยู่บน ระเบียงชันสองตรงหนา ในสารทฤดูลมราตรีเย็นสบาย นางคลุมเสื้อกันลมสีแดงตัว โครง ภายใตแสงจันทรนวลผอง ลมยามคำคืนพัดพลิว ราวกับวา เทพเซียนจะลอยมาตามลมไดทุกเมือ “กำลังมองอะไรอยูหรือ” จินอันจวินอองเดินขึนไปดานบนแลว
เอยถาม
ไมรอให้นางตอบ จิ้นอันจวินอองกึถามตอวา “เกินข้าวไปมากหรือไม ได้นอนหรือยัง นอนคุนที่หรือไม” เขาถามโดยไมต้องการคำตอบเพื่อแสดงความหวงใย เฉิงเจียวเหนียงยิ้มบาง ยกมือขึ้นชี้บนท้องฟ้า “มองฟ้า” นางเอย
ฟารึ
จิ้นอันจวินอองแหงนหน้าขึ้นมองตาม แตกต่างกับเมื่อวานที่ลมกระโชกฝนฟ้ามืดครื้ม ฟากฟ้าราตรี แจม ใสกวางใหญ่ไพศาล ดวงดาวประดับอยูบนนันราวกับอัญมณี ‘เกินข้าวไปชามหนึ่ง หลังจากอาบน้ำก็งีบไป |ครูหนึ่งเ แลว เอา ที่หลับที่นอนมาด้วย จึงนอนคุนอยู่’ นางกำลังตัง ใจตอบ คำถามของ เตนเมื่อครู่ จินอันจวินอองหันหนามองนางแลวหัวเราะออกมายกใหญ่ ยื่นมือไปโอบกอดนางไว้ “ข้าก็เชนกัน” เขาเอย “ขากินข้าวไปชามหนึ่งแม้ข้าจะไมได้ กลับมา แตชวงที่พวกเขาพูดคุยกัน ข้าพิงโต๊ะแอบงีบไป” ฉิงเจียวเหนียงหัวเราะ ‘แล้วก็ในเมืองหลวงก็ลือกันไปทั่วแล้ว โกลาหลวุนวายไปหมด เรื่องพวกนี้เจ้าก็เป็นคนจัดการด้วยใชหรือไม” จิ้นอันจวิ้นอองถาม เฉิงเจียวเหนียงสายหนา ไมใชหรอกรีจินอันจวินอองตกใจเล็กนอย
“ขาวลือเรื่องโจรขี่ม้าปล้นชิงเมื่อไมกี่วันกอนนาจะเป็นพวก ตระกูลเกาจัดการเตรียมไว้แตแรก” เฉิงเจียวเหนียงเอย จิ้นอันจวิ้นอองพยักหน้าหัวเราะ นีเป็นวิธีการจัดการเรื่องราวแบบเกาหลิงปอจริงๆ นั่นแหละ “เรื่องตอจากนั้นนาจะเป็นฝีมือของฉินหู” เฉิงเจียวเหนียงเอย ตอ ‘แม้คนที่ตายจะไมใชพวกเรา แตก็มีคนตายไปจริงๆ ทุกอยาง ล้วนสามารถดำเนินตามแผนไปได้ ขอแคมีคนผลักดันเรื่องนี้ ูในเวลา ที่สำคัญที่สุด ฺก็สามารถจุดชนวนทั้งหมดขึ้นได้ ดังนั้น หากวากัน ตามตรง เป็นความดีความชอบที่กอนหนานี้ตระกูลเกาจัดการเอาไว้ ไดดี” นี่ดันเป็นสิ่งที่นาโมโหลำหรับตระกูลเกาที่สุ ด จิ้นอันจวินออง หัวเราะออกมายกใหญฺ่ ฺหัวเราะไปหัวเราะมาก็พลันหยุดลง ‘เมือครูเจ้าบอกวาใครเป็นคนทำนะ” เขาถามด้วยความ เหลือเชื่อ เขาคล้ายได้ยินชื่อที่แปลกประหลาดชื่อหนึ่งเข้า
เฉิงเจียวเหนียงมองเขา
ฉินหู’ นางเอย ลูกชายของอาลักษณหลวงฉิน ทานชายสิบ
สามแหง..
ไม ไม ไมต้องใหนางอธิบาย เขายอมรูจักฉินหูดี “เจ้าหมายถึงเขานะรี” เจิ้นอันจวิ้นอองถาม เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเขาละเขาเข้ามายุงตั้งแตจุดไหน “เมื่อคืน เจ้าไมได้ทำคนเดียวรี” เฉิงเจียวเหนียงพยักหนา
“บังเอิญเจอเขาเขาพอดี” นางเอย
บังเอิญรี จิ้นอันจวินอองตกตะลึง เดินเที่ยว ร่ำสุรา ดูละคร เดินทางมาพักคางอางแรมตางแดน ล้วนอาจได้พบคนรู้จัก นี่เรียกได้วาบังเอิญ เรืองวางเพลิงฆาคนก์็พบเจอคนรูจักโดยบังเอิญไดดวยหรือ นี่เรียกวาบังเอิญหรือ ปรึกษาหารือกันเบ็ดเสร็จมากกวากระฆัง แตหากบอกวา ปรึกษาหารือกันเบ็ดเสร็จกอนเกิดเรื่อง เชนนั้นหญิงผู้นี้คงไมมีทาง
บอกวาบังเอิญไดหรอก ในเมื่อนางบอกวาบังเอิญ เชนนั้นกอน เกิดเรื่องก็ไมได้ปรึกษาหารือกันจริงฯ ทวา ฟังเชนนี้แล้วมันชาง. อันทีจริงบอกวาตองการคำอธิบายก็อธิบายได ฉินหูร ผูนันนะ เขายอมรูจักอยูแลว อีกทังจำไดแมนยำดวย เด็กหนุมผู้มีรอยยิ้มอบอุนออนโยนสวางไสวราวกับหยกที่ยืน เคียงนางตรงหัวเรือคนนัน
เขาเคยอิจฺฉาผูคนมามากมาย เคยอิจฉาบรรดาขุนนางและ ฮูหยินที่มาเยี่ยมคารวะ พวกเขาออกจากวังกลับไปบ้านตัวเองได้ ตามอำเภอใจ ทั้งยังเคยอิจฉานกที่บินได้ อยากจะไปไหนก็ไปได้ ทั้งนั้น แตนั่นมันตอนเด็กพอโตมาเขาก็ไมอิจฉาอีกเลย เพราะรู้วา เจ้าก็คือเจ้าไมมีทางกลายเป็นคนอื่นไปได้ ทวา ในชัวขณะนันเอง เขาที่นั่งอยูในรถม้าหรูหรามืองครักษ์ คุมกันเป็นคนอิจฉาเด็กหนุมคนนั้น อิจฺฉาที่สามารถออกไปทองเที่ยว
กับนางได้ตามอำเภอใจ สามารถยืนเคียงไหลกับนางได้ สามารถ หัวเราะพูดคุยกับนางได้อยางอิสระเสรี ต่อมานางรักษาขาฉินหูให้หายดี สวนฉินหูก็เป็นแขกที่ไปบ้าน นางบอยที่สุด เขาชมโคมกับนางบนถนนหลวง ยามผลสอบรับราชการ ออกมา นางก็หมักสุราจิ้นชื่อที่มัวเมาผู้คนที่สุดให้เขาเป็นการเฉพาะ เขาจำไดกระทังวายามเขาโดนพิษสลบไสล ก็ไดยินชือของฉิน
บู
นายหญิงอยูกับทานชายฉินหู. ไปชมดอกไมกันแลว. มือข้างหนึ่งตบลงบนแขนเขาเบาจ จิ้นอันจวิ้นอองหลุดจาก ภวังค มองดวงตาเป็นประกายตรงหนาทามกลางราตรี
“เป็นอะไรไปหรือ” เฉิงเจียวเหนียงถาม
‘เขา มาเพราะเจ้ากระมัง” จิ้นอันจวินอองยื่นมือไปจับ ราวบันได เอยถามดวยรอยยิมสบายสบาย
“ไม่ใช” เฉิงเจียวเหนียงเอย “เขามาเพราะทานชายเกาสิบสี่ ดังนั้นจึงได้เจอกันโดยบังเอิญ’ เขามาเพราะทานชายเกาสิบสี สวนนางก็มาเขามาเพราะ ทานชายเกาสิบสี่เชนกัน เชนนั้นแล้ว เป็นความบังเอิญจริงๆ ทวานางมีความแค้นที่ทานชายเกาสิบสี่ฆาพี่ชาย แล้วฉินหู มีความแค้นอะไรกับทานชายเกาสิบสี่กัน ฉินหูผู้นื้อยูฝ่ายทานชายเกาสิบสี่ไมใชหรือ แต่ไหนแต่ไร มาตระกูลเกาไมเคยชอบตน คิดอยากจะขับไลตนออกจาก เมืองหลวงมาโดยตลอด เรื่องเมื่อครากอนตนขอร้องให้เฉิงเจียว เหนียงรักษา แตบังเอิญวาไมเจอนาง ก็เป็นแผนการของฉินหูกับ ทานชายเกาสิบสี่ที่วางไว้ จิ้นอันจวิ้นอองคิดมาถึงตรงนี้|ก็เแย้มยิ้ม โงนัก เขาไมได้ทำเพื่อตนอยู่แล้ว แตเพื่อนางต่างหาก ฉินหูออกนั่งบัญชาเองสิ่งที่อยากจะจัดการก็คือตน ไม่ใชนาง และเขาไมมีทางทำร้ายนางแนนอน เห็นได้ชัดวาเขาก็ถูกตระกูลเกา คิดบัญชีเชนกัน
คิดบัญชีให้ทานชายเฉิง สี่ตาย ก็จะได้ทำลายความสัมพันธ์ ระหวางนางกับเขาได้อยางสิ้นซาก คิดไปคิดมาหากมีคนทำใหตนสูญเสียนางไป เซนนั้นคนคนนัน จะต้องเป็นศัตรูคูอาฆาตของตนที่สุดแน่ เป็นศัตรูที่ต้องตายสถาน เดียว การตายของทานชายเฉิงสี่เกี่ยวข้องกับ เฉินหู ทวา ตนจะไม เกี่ยวด้วยได้อยางไร หากไมใชเพราะไมใหนางชวยตนฺตระกูลเกา จะทำรายทานชายเฉิงสีตายไดหรือ ฉินหูสังหารทานชายเกาสิบสี่ด้วยน้ำมือตัวเอง= แพราะ
ความผิดพลาดของตัวเอง
แลวตนเลา ยืนอยูหลังวัดผุพังที่ปลอดภัย ทั้งที่นางออกไปจูโจมด้วยหอก ไฟ รูทังรูวานางลุยเดียวเขนฆากับคนตังเทาใด แตตนนอกจากรอ แลวภก็คือรอ จิ้นอันจวิ้นอองลุกขึ้นนั่งพรวด ความมืดมิดของราตรีเข้าสู่
สายตา
ลืมเลือนไปสินวาเขากับนางนอนหลับกันไปแลว
หญิงขางกายนอนตะแคงไปดานนอกอยางสงบ “เฉิงฝั่ง” เขาเอยเรียกอยางอดไมได้ ฉิงเจียวเหนียงนอนหลับสงปไมไหวติง นี่เขากำลังทำอะไรนะ! เชวยอะไรไมได้ก็แล้วไปเถอะ เนี่ยังจะ มาเพิ่มความวุนวายให้นางอีก นางเหนื่อยแล้ว ยังฉะปลุกนางทำไม จิ้นอันจวิ้นอองนอนลงอยางแผวเบา ใชมือรองท้ายทอยต่าง หมอน ลืมตามองราตรีมืดมิดในมานมุง เมื่อล้างหน้าล้างตายามเช้าตรูเรียบร้อย ขันทีจิงก็จดจ้องใต้ตา ดำคล้ำของจิ้นอันจวิ้นอองอยางอดไมได้ “เติมน้ำแกงบำรุงอีกถ้วย” เขาออกมากระซิบสั่งบรรดาขันที่ ไมรู้เหมือนกันวาเมื่อคืนทำตัวเหลวไหลไร้สาระอะไร ขันทีจิ่งสายหน้า นายทหารกู้กเดินมาหา เห็นจิ้นอันจวิ้นออง จะเดินออกมาพอดี “ฝ่าบาท ฝ่าบาท” เขารีบคำนับให้ แล้วเอยด้วยความเรงดวน วา “เป็นอยางไรบ้าง ทานไดบอกกับพระชายาหรือยัง พระชายาวา
อย่างไรบาง..
เพิ่งจะเอยถึงพระชายา เฉิงเจียวเหนียงก็กลับมาจากเรือนท้าย ในมือยังถือธนูเอาไวอยูเลย “เฉิงฝั่ง” จิ้นอันจวินอองจึงเข้าไปพร้อมกับนาง นายทหารกู่ที่ยังพูดไมจบก็อาปากค้างยืนอยูนอกประตู “ทำไมหรือ” เฉิงเจียวเหนียงเอยถาม พลางสงธนูในมือให้ปั้น ฉินเอาไปเก็บ “ขา.. จิ้นอันจวิ้นอองอาปากทวาไมรู้วาควรพูดอะไร “เข้าชวย เจาสระผม” ปันฉินกับชูชินมองเขาอยางตกตะลึง ฉิงเจียวเหนียงแยมยิมบาง
‘เอาสิ นางเอย
น้ำรอนเทลงมา จิ้นอันจวินอองลำบากใจเล็กนอย สระผมยาวๆ ทีตกลงมาดวยความระมัดระวัง “แบบนี้ ใชหรือไม” เขาถาม “ขอแคสระสะอาดก็พอ เฉิงเจียวเหนียงเอย
การกระทำของจินอันจวินอองจึงไดผอนคลายลงมาไมนอย ปันฉินกับชูซินดึงสายตากลับมาแลวแยมยิม “ไปเตรียมมื้อเช้ากันเถอะ” ปั้นฉินเอยเสียงเบา ซูชินมองจิ้นอันจวินอองที่เก้ซ กังๆ อยูด้านในอีกหน “รออีกเดี่ยวเถิด” “ข้าคงชวยเจ้าได้แคเรื่องนี้แล้ว” เจิ้นอันจวิ้นอองคล้ายเอย ขึ้น อย่างไมตั้งใจ คนอื่นชวยเจ้าฆาคนได้ ข้าทำได้แคชวยเจ้าสระผม’ ผิดแลว” เฉิงเจียวเหนียงเอย หลับตาลงไมไดมองเขา “อันดับ แรก เขาไมไดชวยขำ เขาแคชวยตัวเองก็เทานัน อีกอยาง ทานก็ เข้าใจผิดแล้ว ชวยข้าคืออะไรกัน ชวยข้าคือชวยข้าในเรื่องที่ เกินกำลังข้า ไมใชทำเรื่องที่ทานอยากทำและเรื่องที่คิดวากำลังชวย
ขา
“อยาปลอบใจขาเลย” จินอันจวินอองเอย เยืนมือเกาผมนาง “ไมไดปลอบใจ ทานยังตองใหขาปลอบดวยหรือ” เฉิงเจียว เหนียงเอย ลีมตาขึ้นมองเขา “แตหากพูดถึงเรื่องชวยเหลือแล้ว ทาน ต่างหากที่ชวยเหลือข้าอยางใหญ่หลวงเลย’
เริ่มใชคำหวานป้อยอคนอีกแลว. จิ้นอันจวิ้นอองเอย ขึ้นในใจ มุมปากกลับเผยรอย|ยิ้มออกมา อย่างห้ามไมอยฺูเขาก้มหน้าลงทำเป็นไมได้ยิน “หากไมไดทาน ตระกูลเกาจะสงคนมาใหขาฆาไดหรือ” เฉิง เจียวเหนียงเอย “ออ จิ้นอันจวิ้นอองวางขันในมือลง ‘เจากำลังจะบอกวาขา เป็นเหยื่อลอนี่นา”
ฉิงเจียวเหนียงมองเขาพลางพยักหนา จิ้นอันจวิ้นอองยกมือบีบจมูกนาง “เหยื่อไมสนใจสระผมหรอก นี่ไมใชเรื่องที่ข้าทำได้” เขาเอย ‘สระแบบนี้ตอไป มื้อเช้าได้กลายเป็นมื้อกลางวันแน” เขาเอยพลางลุกขึ้นยิ้ม “ใครก็ได” ซูชินกับปั้นฉินอยูหน้าประตูรีบเข้ามาทันที่ “ชวยชูหยินอาบน้ำ”
ปันฉินกับชูชินขานรับแลวมองจินอันจวินอองเดินออกไปอยาง เชื่องช้ำ ทั้งสองสบตาแย้มยิ้มให้กันอีกครั้ง นายหญิงมักจะสามารถทำให้ฝ่าบาทมีความสุขได้เสมอ “นายหญิง ทานเป็นภรรยาที่ดีที่สุดในแผนดินเลยเจ้าคะ” ปั้น
ฉนเอย
ภรรยาที่ดีที่สุดในแผนดิน. เฉิงเจียวเหนียงก้าวลงอางอาบน้ำไป หลับตาลง คอยศ ไถลลง ไปตัวชาๆ ‘เบ ไนภรรยาที่ดีที่สุดหรือไม คนอื่นพูดไปก็ไร้ความหมาย’ นาง เอย ตองใหสามีพูดเทานันจึงจะมีความหมาย’
“ฝ่าบาท” เห็นวาในที่สุดจิ้นอันจวิ้นอองก็เดินออกมาอีกทั้งสีหน้ายัง เบิกบาน ฺนายทหารกู้[ก็รีบเอยเรียกอีกครั้ง จิ้นอันจวินอองมองเขาด้วยรอย|ยิ้ม “มีธุระอะไร” เขาถาม
อารมณดีแลว!
นายทหารกูเผยรอยยิมออกมาอยางอดไมได “ฝ่าบาท” เขาเอย “เมือคืนทานบอกฮูหยินแลวกระมัง นางคิด วาอยางไรหรือ ยังตองปรับตรงไหนหรือไม” “บอกอะไร” เจิ้นอันจวิ้นอองขมวดคิ้วเอยขึ้น เพิ่งจะเอย|ขึ้น บรรดาสาวใช้ก็ถืออาหารเข้ามาเฉิงเจียวเหนียง กับสาวใชเดินออกมาจากด้านใน จิ้นอันจวินอองยกมือขัดจังหวะ นายทหารกู้ไว้ “มีธุระอะไร หลังกินขาวคอยพูด” เขาเอยแลวหันหลังเดิน เข้าไปอีกครั้ง มีธุระอะไรอยางนันรีนายทหารกูตาโตขมวดคิว “ข้ารู้อยูแลววาพวกเขาพูดคุยเรื่องจริงจังกันไมได้หรอก!” เขา หันหน้ามาเอยกับขันทีจิ่งที่หัวเราะอยู่ด้านข้าง “เจ้าคิดผิดแล้ว” ขันทีจิ่งยิ้มเอย ขยิบตาให้เขา “สำหรับฝ่าบาท กับพระชายานั้น เรื่องไมจริงจังต่างหากจึงเป็นเรื่องที่จริงจัง”
นายทหารกูกำลังจะเอยบางอยางขึ้น องครักษ์นอกประตูเรือน ก็สาวเทามาหา “ไทเฮามีราชโองการ” เขาคุกเขาเอยขึ้นเสียงดัง ไทเฮามีราชโองการอยางนันรี นายทหารกู้และขันทีจิงสีหน้าเครงขรึมขึ้น เสียงฝีเท้าภายใน ห้องดังขึ้น จิ้นอันจวินอองกับเฉิงเจียวเหนียงต่างเดินออกมา มอง บรรดาขันทีที่ถูกผู้ดูแลที่พักคอมกายเดินนำเข้ามาในมือถือ ราชโองการไว้
“กระหมอมไมอาจรับไว้ได้” จิ้นอันจวินอองโขกศีรษะเอยขึ้น เฉิงเจียวเหนียงที่อยูด้านหลังก์โขกหัวคำนับด้วยเชนกัน ขันทีที่ประกาศราชโองการเห็นทั้งสองคุกเขาลงกับพื้นภ็คล้าย ยิ้มคล้ายไมยิ้ม “ฝ่าบาท เหตุใดทานจึงทำเซนนี้เลาไทเฮาทรงเป็นหวงทานนะ พะยะคะ” เขาโนมนาว “อยาบายเบียงเลย กลัปไปเถิด”
“ก็เพราะไทเฮารักและปกป้องกระหมอม กระหมอมยิ่งไมอาจ ทำให้ไทเฮาต้องโดนคนตำหนีได้” จิ้นอันจวิ้นอองเอย เค้อมกายไว้ ไมลุก ขันทีจึงเก็บราชโองการไป “เชนนั้นบาวจะกลับไปรายงานผลก็แล้วกัน” เขาเอย
“ไมรับอยางนันรีเขาไมอยากจากเมืองหลวงไปทีสุดมิใชหรือไร เหตุใดยามนี้กลับไมกลากลับเมืองหลวงแลวเลา” ไทเฮาหัวเราะเสียงเย็ “ทำไมรีเขาก็อยากเอาอย่างคนอื่นที่ปัดราชโองการกลับมา เจ็ดแปดหนเพื่ออวดอ้างวาตัวเองยึดมั่นใ เในคุ กณธรรมอยางนันรี” กลาวจบก็โบกแขนเสือยาว
“ไปประกาศราชโองการอีก”
ภาย ในศาลาพักม้าตะวันเคลื่อนขึ้นสูง แตกลับไมมีผู้คน เขาออกคึกคักเหมือนดังเกา องครักษกระจัดกระจาย ผู ดูแลทีพัก
เหงือผุดซึมศีรษะภายใต้แสงแดงเจิดจาในสารทฤดู “เนี่เป็นครั้งที่เทาใดแล้ว’ เขาถามเสียงสัน พลางมองไปนอก
ศาลาพักมา “ครั้งที่สามแล้ว” เผู้ดูแลที่พักตอบเสียงสั่น ยังพูดไมทันจบก็ได้ยินเสียงเกือกม้าเรงรุดมา ฝุ่นฟุ้งตลบ ถนนใหญฺ่ เห็นไดชัดวาเป็นทหารกองหนึง “ครั้งที่สี่แล้ว” ผู้ดูแลที่พักเอยแก้ใหมเสียงสั่น ชูนิ้วสี่นิ้วขึ้น เชิญสมุหนายกคนหนึงก็แคห้าหกครั้งเทานั้น’ ผูดูแลทีพัก พึมพำ ไดยินเสียงตะโกนแหลมสูงปาวประกาศราชโองการไทเฮาจาก นอกประตู จิ้นอันจวิ้นอองที่อยู่ในห้องสีหน้าก็ยิ่งบึ้งตึงเขาลุกพรวดขี้ ‘คิดวาขากลัวนางรี. ไปก็ไป! ฺข้าจะดูชิวาจะโบยขาตายทั้งเป็น อยู่ในวังได้หรือไม! ฺในเมื่อนางหน้าด้านไมอับอายแล้ว ทำไมข้า จะหน้าดานบ้างไมได” เขาเอย ยกเท้าหมายจะเดินออกไป เฉินเจียวเหนียงยืนมือไปจับแขนเขาไว้
“ไมได” นางเอย “นางจะหนาดานหนาไมอายก็ได แตทาน ไมได้เด็ดขาด” จิ้นอันจวินอองมองนาง
“นางเป็นกษัตริย ทานเป็นขุนนาง ตามหนาตาแลว ทานตอง ใหความเคารพนาง เฉิงเจียวเหนียงเอย “เอีกทั้ง อยาได้พนันกับ คนบา ไมคุมหรอก’ “ไทเฮามีราชโองการ”
เสียงแหลมสูงดานนอกประตูลอยเขามาทางประตูหนาตาง “ยามนี้ที่ทานฝ่าฝึนราชโองการนั้นมีเหตุมีผลอยูกึ่งหนึ่ง หาก ทานเขาวังแลวคอยขัดขืนราชโองการ นั่นได้ไร้เหตุผลแนแล้ว” เฉิง เจียวเหนียงเอยตอ จิ้นอันจวินอองมองนางแลวพยักหน้า “ขารูแลว เขาเอยพลางจับมือนางไว “เจ้าไมต้องออกไปแลว คุกเขามาตั้งหลายครั้ง รางกายจะทนไมไหว ไปนอนเสีย ที่เหลือข้า จะคุกเขาเอง” เฉิงเจียวเหนียงพยักหนา มองเขาเดินออกไป
“กระหมอม ไมอาจรับไว้ได้” จิ้นอันจวินอองเอย ค้อมกายโขกศีรษะ ครานี้หลังจากที่ขันทีจากไปอีกครั้ง เขาก็คุกเขาอยู่ในลานบ้าน ไมลุกมาขึ้นอีก อยากจะดูชิวายังจะมาอีกกี่ครั้ง
นอกประตูศาลาพักมา แขงขาชาไปหมดแลว เขายกมือเช็ด เหงื่ออีกครั้ง เงยหน้ามองฟ้า ตะวันคอยศ คล้อยต่ำ “หางจากครากอนทีมาประกาศนานเทาใดแลว’ เขาเอยถาม “หนึ่งชั่วยามพะยะคะ” ผู้ดูแลศาลาพักม้าเอย ครากอน” ล้วนหางกันครึ่งชั่วยามเทานั้น เชนนั้นแล้ว หมายความวา จะไมมาอีกแล้วใชหรือไม ผู้ดูแลศาลาพักม้ากุมหน้าอกมองไปยังถนนใหญ่อยางอดไมอยู่ “เขาไมมา ข้าก็จับเขามาไดเชนกัน” วังหลวงไทเฮาตวาดขึน
‘ครานี้ข้าจะไมออกราชโองการให้เขาแล้ว ข้าจะออก ราชโองการใหองครักษแทน” “ไทเฮา ไมได้นะพะยะคะ” เสียงเกาหลิงปอลอยมาจากนอกประตูตำหนัก ไมรอให้ป่าวประกาศบอก เกาหลิงปอกึถูกขันทีสองนาย ประคองเขามาแลวคอมศีรษะลง เกาหลิงปอที่เดิมทีไมมีผมขาวเทาใดนัก ยามนี้แเหมือนวา จะหงอกขาวในชั่วข้ามคืน คนก็คล้ายแกเฒาขื้นอยางรวดเร็ว ยิ่งไปกวานั้นเมื่อกอนไมเคยต้องให้ขันทีประคองเชนนี้ ไทเฮาขอบตาพลันแดงกำ เรีบลุกขึ้นมารีบลุกขึ้นเร็ว” นางเอย “เจ้ามาได้อยางไร ไมอยู พักที่บ้านให้ดีเลา” เกาหลิงปอถูกขันทีประคองให้ลุกขึ้น มองไปทางไทเฮา “ไทเฮา ทานทำแม้กระทั่งสงราชโองการไปแปดครั้งแล้ว กระหมอมจะนังติดอยู่ไดอยางไร” เขาทอดถอนใจเอยขึ้น
ประโยคนีทังตำหนิและสะทกสะทอนใจ ไทเฮาเหมือนเด็กสาว ที่โดนตำหนน้ำตาไหลรินลงมาอยางทนตอไปไมไหวแล้ว “ข้ากล้ำกลืนความเคียดแค้นนี้ไปไมได้แล้ว”