พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 639 ยากจะพูด
เนื่องจากศาลาพักม้าชิงหยวนอยู่ใกล้เมืองหลวง ทั้งยังๆ งตั้งอยู บนถนนหลวงสายใหญ่ แม้วาจะไมหรูหราเทาศาลาพักม้ารับแขกใน เมืองหลวงเหลานัน แตก็แกะสลักคานทาสีเสากอสร้างอยางโออา หองชันบนของเรือนทายยืนออกมาในศาลาพักมา อาคาร ทั้งหมดถูกใช้เพื่อต้อนรับจิ้นอันจวิ้นออง เพราะเรื่องโจรขี่ม้าปล้นชิงลือกันไปทั่วแล้ว คนในศาลาพัก ม้าที่เดิมทีต้องชิงออกเดินทางกอนเสียแตเนินตฺต่างไมออกไป ยามนี้ ลวนเบียดเสียดกันอยูในลานมองรถมาของจินอันจวินออง ..โจรขี่ม้าปล้นชิงรีแนนอนวารู้สิ’ ไดยินเสียงวิพากษวิจารณจากคนรอบดาน องครักษในจวนจิน อันจวินอองนายหนึ่งหันหน้ามาเอย
ระหวางทางเราก็เจอ ประโยคนี้เอยออกไป คนรอบด้านพลันสงเสียงอื้ออึงเซ็ง
แซออกมา
ได้ยินมาก็แคได้ยินมาแตนี่ยังมีคนที่เห็นมากับตา ทั้งยังผาน มาด้วยตัวเองอีก เชนนั้นเรื่องราวก็แตกต่างออกไปแล้ว ทันใดนัน คนมากมายตางไมสนใจฐานันดรอันนาเกรงขามพา กันเบียดเสียดมาสอบถามเสียงดัง ความโกลาหลภายในลานทำให้ขันทีจิ่งหันกลับมามองแวบ
หนึง
“ไปเชิญหมอดีต ฺมาดูใหคนทีบาดเจ็บพวกนันเถอะ’ เขาเอย .เสียงดัง พลางกดเสียงตำเอยวา “เชิญหมอที่ดูไมออกวาบาดแผล เกิดจากธนูอะไรมานะ’ หากมีหมอดูบาดแผลออกวามาจากธนูเสินปี เชนนันแลว คนก็ จะ ไมคอยเชื่อเรื่องที่เจอโจรกันแลว
ผูติดตามกระจางแจงขานรับคำไป แบบนีเรียกวายกหินขึนมากระแทกโดนเทาตัวเองกระมัง นายทหารภู่ยิ้มเอย ดึงสายตากลับมา “พวกเราพักที่นี่สักสองสามวัน” เจิ้นอันจวินอองเอย “ไมคอย สงบเซนนี้ ทั้งยังเสียขวัญตกใจ ไมวาอยางไรก็ต้องพักรักษาตัวสัก
สองสามวัน” พักรักษาตัวสักสองสามวันอยางนั้นรีพักรักษาหนึ่งวันภ็คือการ พักรักษา พักรักษาสองวันภก็คือการพักรักษา สิบวัน ครึ่งเดือนภ็คือ
การพักรักษา
ขุนนางในเมืองหลวงจำนวนหนึงทีโดนเนรเทศต่างไมอยากไป และมักจะหาข้ออางผลัดไปเรื่อย ยามนี้เหตุผลที่จิ้นอันจวิ้นอองไมไปนั้นเหมาะสมที่สุดฺ ฺตกใจ เสียขวัญถึงเพียงนี้ ตอใหรีบหันหลังกลับเมืองหลวงก็ไมมีใครวาอะไร ไดสักคำหรอก ยิ่งไปกวานั้นกลางวันแสกๆ เชนนี้ ในศาลาพักม้าที่ศึกคักและ ผู้คนไปมามากมาย ฺเกาหลิงปอคิดจะลงมือฆาคนก็ไมได้ง่ายดาย เพียงนัน ใหเพลิงโทสะของพวกเขาลุกโซนและไรหนทางจะระเบิดมัน ออกมาก็แลวกัน รังแกคน ใครบางจะทำไมเป็น นายทหารภู้ยิ้มพลางขานรับ
ขาวคราวที่จิ้นอันจวิ้นอองโดนโจมตีสงไปถึงเมืองหลวงกอน ตะวันลับฟ้า ทำให้เมืองหลวงยิ่งฮือฮากันมากกวาเดิม คนผู้นั้นที่ตายคือทานชายเกาสิบสี่ นั่นมันทานชายเกาสิบสี่ เชียวนะ นึกไมถึงวาจะตายในมือโจรขีม้าปล้นชิง เป็นเรื่องที่ผู้คน คาดคิดไมถึงจริงฯ ในเมืองหลวงศึกคักจอแจราวกับเปิดหม้อ ไมนึกเลยวาไมได้มีเพียงทานชายเกาสิบสี่เทานั้น กระทั่งจิ้นอัน จวิ้นอองก็โดนโจมตีด้วย ฺโชคดีที่ไมมีใครล้มตาย มีเพียงบาดเจ็บไมกี่ รายเทานัน จินอันจวินอองมืองครักษสวนพระองคไปดวยมากมาย ตอให โจรเกงกาจมากเพียงใดก็สูไมได ทานชายสิบสีตระกูลเกานันไมได โชคดีเพียงนั้น ผู้ติดตามน้อยนัก บรรดาผู้คนที่ได้ขาวต่าง มีคำอธิบายกันในใจ สังหารลูกชายของพระญาติฝั่งไทเฮาคนหนึ่ง ทั้งยังโจมตี เชื้อพระวงศ์อีก โจรม้าชางอวดดีบ้าระห่ำและนากลัวเกินไปแล้ว ฟ้ายังไมทันมืด ผู้คนเลากันปากต่อปากไป จากโจรม้ากลายเป็นโจร
กอความวุนวาย กระทังกลายเป็นโจรตะวันตกชาวเหลียวที่แตงตัว เหมือนสายลับ สุดทายลือกันวาพวกเขาจะโจมตีเมืองหลวง ผู้คนบนถนนใหญ่ตื่นตระหนกจนสถานการณ์สับสนวุนวายไป ในชัวพริบตา มีคนจำนวนหนึงเริมเก็บขาวเก็บของเตรียมจะหนี ออกจากเมืองหลวง องครักษ์รักษาการณ์จำต้องตีกลองลั่นพ้องไป
ตามถนนเพือกำจัดขาวลือ
“นายอำเภอชิงหยวนจบเหแลว
เห็นเจ้าหนาทีทางการตีกลองลั่นฆองพลางปาวประกาศ เสียงดังวาไมมีโจรขี่ม้าปล้นชิงมาโจมตีเมืองหลวง ชายผูหนึง ในราน แฝงลอยยามคำคืนสายหนาเอยวา “เรื่องพวกบนี้ล้วนเป็นคนที่กอขึ้น” “เพื่อปลอบขวัญประชาชนให้สงบลง เสิ่งที่ต้องจัดการเป็น อันดับแรกก็คือนายอำเภอที่ปกครองไมเข้มงวดผู้นี้” เอีกคนเอย ขึ้น ปลาเผารอน” ควันฉุยจานหนึงถูกสงมา ขัดบทสนทนาของ ทั้งสองลงชั่วคราว ทั้งคูชนจอกดื่มสุรากัน แล้วกินเนื้อของแตละคน ไป
“เจ้าวาเป็นโจรขี่ม้าปล้นชิงจริงฯ หรือไม” เอาศัยเสียงควันชูฯ จากเนื้อ ชายผู้หนึ่งเอยเสียงเบา ชายฝั่งตรงขามชะงักตะเกียบไป “จะใชหรือไมนัน เจากับขาตัดสินไมไดหรอก” เขายิมเอยอีกวา ตอ ใหทางการตัดสิน’ พูดถึงตรงนี้ก็หยุดลง “มีเพียงทางการที่สามารถตัดสินได้ ทวายามนีแเกรงวาทางการก็ไมอาจตัดสินไดแลว ขอสรุป ออกมากลายเป็นวาโจรขี่ม้าปล้นชิงทำร้ายคน ใต้เท้าเกาต้อง ไมพอใจอยูแลว เทวาหากขอสรุปกลายเป็นอยางอื่น.. ชายผูนั้นเก็บตะเกียบไป แล้วมองไปข้างถนน .ข้าเห็นมากับตา ข้าเห็นโจรขี่ม้าปล้นชิง ตอนนั้นข้าวิ่งเร็ว จึงหลบได้ มิฉะนั้นคงได้ตายไปเหมือนทานชายเกาสิบสี่แล้ว. .ใช ใช ฺข้ารู้วาหลายวันกอนภ็พูดถึงโจรขี่ม้าปล้นชิงกัน แต่ อย่างไรเสียก็อยูใต้ฝ่าพระบาทฮองเต้`ใครมันจะไปคิดกันวาโจร ม้ามันจะใจกล้าเพียงนี้ สังหารคนไปมากมาย.
สองคนขางถนนแลกเปลียนความเห็นกันอยางออกรส ดาน ข้างยังมีคนขยับมาหาไมขาดสาย ใสสีตีไขเพิ่มเข้าไป สามคนกลายเป็นเสือ[1]” ชายคนนันดึงสายตากลับมา คีบ เนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นพลางสายหน้า”ยากนัก’ ฟากฟ้าราตรีดึกขึ้นเรื่อยจ ตำหนักไทเฮายังคงมีดวงไฟสวาง ไสว มองฎีกาทูลขออยูพักรักษาตัวสองสามวันของจิ้นอันจวิ้นอองที่ ถูกสงมาวางบนโตะ นางโยนลงไปด้วยความ เดือดดาล “อยูพักรักษาตัวอยางนันรีเขาจะพักรักษาตัวหรือวาเตรียมจะ ฆาใครอีกกันแน” ไทเฮาตวาดอยางโกรธเกรียว
ขันทีไมคอยสบายใจ
“ไทเฮา สำนักราชเลขาอนุญาตแลว อีกทังยังไปเชิญฝ่าบาทให กลับเมืองหลวง. เขาเอย
เกิดเรื่องใหญ่โตเพียงนี้ ขุนนางในราชสำนักยอมไปปลอบขวัญ
อยูแลว
ไทเฮาแทบจะลุกขึนยืน
“ไทเฮา จิ้นอันจวิ้นอองปฏิเสธ ไมกลับเมืองหลวงพะยะคะ” ขันทีรีบบอก กลัววาบอกช้าไปอีกนิดจะทำไทเฮาโมโหควันออกหู ทวาประโยคนี้กลับทำให้ไทเฮายิ่งเดือดดาลหนักกวาเดิม “เขาได้ประโยชนไปแลวยังอวดฉลาด!” นางตบโต๊ะเอยอย่าง เคียดแคน “เขาเป็นคนฆา ไปเอาตัวเขามา” ขันทีจนปัญญา นั่นสิ ในใจคนมากมายลวนกระจางแจงดีแตบางครั้งรูดีแก ใจไปก็เปลาประโยชน “ไทเฮา ไรหลักฐานนะพะยะคะ” เขาเอย “หลักฐานรีเขาฆาคนไมต้องการหลักฐาน เชนนั้นข้าต้องการ ฆาเขายังตองเอาหลักฐานดวยรึ” ไทเฮาเอยอยางเคียดแคน พูดมา ถึงตรงนี้ความคิดกึแลนวาบ ยิ่งคิดก์ยิ่งรู้สึกวาวิธีนี้ไมเลว ‘เขาตกใจเสียขวัญเดินทางไมไดแลวมิใชหรือ เซนนันภก็ใหเขา กลับมา ขาจะปลอบขวัญเขา และเรียกขวัญใหเขาเอง ไทเฮาลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาสองสามก้าว สีหน้าตื่นเต้น
จิ้นอันจวินอองตกใจเสียขวัญ บางทีอาจจะทำเรื่องบางอยาง ที่เสียกิริยาไป ทำให้ข้าตกใจ…ไม…ทำให้
องครัชทายาทตกใจ. .วางแผนทำรายองครัชทายาท เชนนัน
ชือพระวงศอยางเขาไดมีโทษตายยากจะหนีแลว” โบยจนตาย ฺณฺที่นั้นไปใครจะมาวาอะไรได้ ตอใหวา ก็ใหพวกเขาวาไป อยางไรเสียคนก็ตายไปแลว หรือ ตนที่เป็นไทเฮาผู้สูงสงจะโดนคนวาจนตายไปไดรีไมเลว เอาอย่าง นี้แหละ ไทเฮาปรีดา ยิ่ง นางยกมือชี้ไปด้านนอก ‘เร็วเขา เอาอยางนีแหละ พวกเจาไปจัดการ” นี่มันเด็กเลนขายของเกินไปแลว ขันทีตกตะลึง แตก็ไมกล้า พูดตรงฯ ไทเฮาอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวันตามวันเวลาที่กุมอำนาจ มากขึน “ไทเฮา เรื่องนี้พูดง่าย แตจัดการยากนะพะยะคะ ไมสู้เชิญ ใต้เท้าเกามาปรึกษากอนดีหรือไม” เขาเอยเสียงเบา ไทเฮาได้ยินคำวาใต้เท้าเกาก็ร้องไห้ออกมาอยางห้ามไมอยู
“ยามนี้แเขากำลังเศร้าโศกเสียใจอยู่ ทั้งยังต้องฝืนจัดการเรื่องที่ เหลือ คนผมหงอกสงคนผมดำไปสูสุขคติ ความเจ็บปวดนี้ขารูดีเสีย ยิ่งกวาดี” นางเอยทั้งน้ำตา “นั่นมันชายสิบสี่เชียวนะ ชายสิบสี่ผู้นา สงสาร ยังไมไดแตงงานมีครอบครัวเลย. แม้ว่าจะยังไมแต่งงาน แตลูกชายกลับมือยูสองสามคนแล้ว ขันทีเอยแกขื้นในใจ แนนอนวาประโยคนี้ตีให้ตายก็ไมกล้าพูด เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาร้องไห้ไปกับไทเฮา “เที่ชายสิบสี่ไปก็เพราะข้ำยามนี้ชายสิบสี่ถูกคนทำร้าย ไมมีหลักฐาน = เฆาตกรไมได้ เชนนั้นธก็ให้ข้าจับฆาตกรมาล้างแค้น แทนเขาเอง’ เสียงร้องไหของไทเฮาหยุดลง ฺนางเงยหน้าขึ้นด้วยความยโส โอ หังและโหดเหี้ยม “เรื่องบางเรื่องใต้เท้าเกาก็ทำไมได้ แตข้าทำได้ อย่างไรเสียก็ แตกหักกันไปแลว กษัตริยตองการใหขุนนางตาย ฺขุนนางไมอาจ ไมตายได ข้าจะให้เขาตาย ใครจะทำอะไรได้!”
ในศาลาพักมาชิงหยวน ลมราตรีพัดโชยมา โคมไฟบนระเบียง
สายไหว
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท”
นายทหารกูตามออกจากประตูมา “บอกขาวพวกนี้ให้ฮูหยินรู้ดีกวา ดูวานางจะจัดการอย่างไร” จินอันจวินอองพยักหนา
นายทหารกูสาวเทาเดินตามไปดวยความปรีดา “คนที่เราทิ้งไว้ในเมืองหลวงแม้จะไมมาก แตล้วนอยู่ในสถานที่ ที่สำคัญทั้งสิ้น ครานี้อาศัยจังหวะโกลาหลสามารถจัดวางใหมได้อีก จำนวนหนึ่ง เชนนี้ตอให้ออกไปไกลเพียงไหน ก็จะสามารถทราบเรื่อง ของฝ่าบาท องค์รัชทายาทได้เร็วที่สุดอยูดี” เขาเอย “เดิมที่ เรื่องพวกนี้ ไมได้คิดจะบอกฮูหยิน แตดูทาแล้วยามนี้ให้ชูหยินรู้เสียหนอย จะดีกวา. พูดถึงตรงนี้นายทหารภูก็พลันพบวาตัวเองกำลังเดินอยู่ คนเดียว เขาหยุดฝีเทาลงด้วยความตะลึง หันหนาไปมองจินอันจวิน
อองที่ยังยืนอยูที่เดิม สีหน้าใต้โคมแดงคล้ายมืดคล้ายสวาง “ฝ่าบาท” เขารีบถอยกลับไป เอย|ขึ้นเรียก “เจ้าจะไปทำอะไรนะ” จิ้นอันจวิ้นอองถาม “ไปพบพระชายานะสิพะยะคะ” นายทหารกูเอย เพิ่งจะพูดไป เมื่อครูไมใชหรือไร “บอกพระชายาเรื่องปฏิกิริยาในเมืองหลวง รวมถึงคนที่พวกเราจัดวางไว้” จินอันจวินอองมองเขา “ทั่วทั้งแผนดิน มีเพียงเจ้าคนเดียวที่พูดเป็นหรือไร” เขาถาม นายทหารกูนิงอึ้ง หมายความวาอยางไร ขันทีจิ่งที่อยู่ข้างๆ กัมหน้าลงแล้วเงยขึ้นมาอีกครั้ง “ฝ่าบาท ทานรีบกลับไปพักเถิด ฝืนมานานเกินไปแล้ว’ เขารีบ
เอย
จิ้นอันจวิ้นอองไมได้เอยอะไรอีก สาวเท้าเดินจากไป ‘เอ” นายทหารกูคิดจะตามไปอีก แตถูกขันทีจิ่งดึงเอาไว้ “เจ้าพูดมาทั้งคืนแล้ว ยังพูดไมพออีกรี” ขันทีจิ่งยิ้มเอย “เหลือ ไว ว้ให้ฝ่าบาทได้พูดเองบ้างเถอะ’
นายทหารกูแคนเสียง “ขากลัววาพวกเ เขาจะพูดเรื่องจริงจังกันไมได้นะสิ” เขาเอย
[1] สามคนกลายเป็นเสือ คนสามคนที่ทยอยพูดเรื่องเดียวกันให้คน คนหนึ่งฟัง คนที่ถูกพูดกรอกหูซำฯยอมฉะคล้อยตามคนพูดได้ ก็ จะทำให้ขาวลือ หรือเรื่องเท็จกลายเป็นเรื่องจริง