พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 102 คาดไม่ถึงเลยว่าดรุณน้อยคือโกะหยง
บทที่ 102 คาดไม่ถึงเลยว่าดรุณน้อยคือโกะหยง
พวกซัวหยงได้ผ่านด่านกู่เสียวมาแล้ว ตอนนี้อยู่ไม่ไกลจากลั่วหยางเท่าใดนัก
“ท่านอาจารย์ ตระกูลเว่ยส่งข่าวมาว่า คุณชายใหญ่เว่ยจี้แห่งตระกูลเว่ยมาต้อนรับด้วยตนเอง”
เมื่อซัวหยงได้ยินศิษย์กล่าวเช่นนี้ ก็มีสีหน้าโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
“หยวนทั่น เจ้ารู้จักเว่ยจี้คนผู้นี้ด้วยหรือ?”
ดรุณพยักหน้า คนมีชื่อประเภทนี้เขารู้จักดีทีเดียว
“เว่ยจี้ นามรองปั๋วอวี๋ เป็นลูกชายคนโตของตระกูลเว่ยแห่งเหอตง และผู้สืบทอดตำแหน่งประมุข ข้าได้ยินมาว่าเว่ยปั๋วอวี๋มีชื่อเสียงในด้านความรู้ความสามารถ ลิปิศิลป์ก็เป็นที่เลื่องลือในแผ่นดิน”
ซัวหยงเผยรอยยิ้มที่หาได้ยากออกมา มือขวาก็ลูบเคราไม่หยุด
“ไม่เลวเลย เว่ยปั๋วอวี๋ผู้นี้มีความสำเร็จอย่างมากในด้านลิปิศิลป์และวรรณกรรม ในความคิดข้า เขาจะต้องเป็นผู้ถือหางเสือรุ่นต่อไปของตระกูลเว่ยแน่ หนนี้เขามาต้อนรับเอง นั่นแสดงให้เห็นว่าตระกูลเว่ยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง”
ดรุณน้อยก็เห็นด้วย แม้ซัวหยงจะถูกคนถ่อยทำร้าย ทว่าชื่อเสียงก็ยังโด่งดังมาก
“ท่านอาจารย์เป็นถึงนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ตระกูลเว่ยย่อมไม่กล้าเสียมารยาทอยู่แล้ว”
เมื่อซัวหยงได้รับการเยินยอจากลูกศิษย์ ก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเล็กน้อย
“เจ้าใช้โอกาสนี้ติดต่อพูดคุยกับเว่ยปั๋วอวี๋ดี ๆ”
“ศิษย์รับทราบ”
ขณะที่ซัวหยงสองคนกำลังสนทนากันก็มีคนหลายสิบคนปรากฏตัวขึ้น เบื้องหน้า ผู้นำสวมชุดที่ไม่ธรรมดา และมีใบหน้าของผู้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
“ท่านตรงหน้าคือใต้เท้าซัวหยงหรือไม่?”
ลูกศิษย์ของซัวหยงรีบก้าวเข้าไป และตะโกนไปด้านหน้า
“ใต้เท้าซัวหยงอยู่ตรงนี้ เจ้าเป็นใครรึ?”
ผู้นำขี่ม้าเข้าไปหาซัวหยง ก่อนกุมมือคำนับ
“ข้าน้อยเว่ยจี้แห่งตระกูลเว่ย คารวะใต้เท้าซัว!”
ซัวหยงมองไปที่ทายาทตระกูลเว่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนพยักหน้าติดต่อกัน
“ลำบากปั๋วอวี๋มาต้อนรับไกลขนาดนี้ ข้ารู้สึกขอบคุณจริง ๆ!”
“เอ๊ะ ใต้เท้าซัวไม่ต้องเกรงใจ นี่คือสิ่งที่ปั๋วอวี๋ควรทำ”
ดรุณน้อยมองเว่ยจี้แล้วกล่าวอย่างหยอกล้อ “พี่เว่ยใกล้จะได้เป็นครอบครัวเดียวกับอาจารย์แล้ว เหตุใดยังเรียก ใต้เท้า ๆ อยู่เล่า?”
เว่ยเจียงตบหน้าผากตัวเองอย่างแรง ก่อนกล่าวขออภัยครั้งแล้วครั้งเล่า
“นั่นสิ ท่านผู้นี้ได้สอนถูกต้องแล้ว!”
“ลุงซัวหยง ได้โปรดอย่าได้ตำหนิข้าเลย!”
ซัวหยงยิ้มอย่างมีความสุขมากขึ้น และชี้ไปที่ลูกศิษย์พร้อมส่ายหน้า
“เจ้านี่นะ! มา! ปั๋วอวี๋ ข้าแนะนำให้เจ้ารู้จัก นี่คือลูกศิษย์ของข้า…”
ก่อนที่ซัวหยงจะพูดจบรู้สึกว่าพื้นดินเริ่มสั่นไหว
กุบกับ ๆ ๆ
เสียงเกือกม้าเหยียบย่ำบนพื้นดังมาจากระยะไกล ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่นานเงาร่างก็ปรากฏสู่สายตา
มีธงขนาดใหญ่ปลิวไปตามสายลม บนนั้นเขียนว่า ‘แม่ทัพหลังเล่าแห่งราชวงศ์ฮั่น’!
เป็นเล่าเจี้ยงนำกองพลอาชาเข้ามา
“เป็นแม่ทัพหลัง เล่าเจี้ยง!”
เว่ยจี้อุทานออกมาอย่างตกใจ แม้เขาจะไม่เคยพบกับเล่าเจี้ยง แต่ชื่อเสียงของชายผู้นี้ลอยเข้าหูของเขามานานแล้ว
“แม่ทัพหลัง? เล่าเจี้ยงเป็นแม่ทัพบูรพาประจำราชสำนักไม่ใช่หรอกหรือ? เขาเพิ่งอายุเท่าไหร่กัน? ได้เป็นแม่ทัพหลังแล้ว?”
ลูกศิษย์ของซัวหยงถามคำถามสงสัยที่น่าเหลือเชื่อออกมา ในตาทอประกายด้วยความตกใจ
เว่ยจี้ชื่นชมเล่าเจี้ยงเป็นอย่างมาก จึงชมเชยเล่าเจี้ยงให้ศิษย์ซัวหยงฟังทันที
“แม่ทัพเล่าเอาชนะกลุ่มโพกผ้าเหลืองได้หลายครั้ง เขาสังหารโปไฉ เตียวก๊ก และจับกุมเตียวโป้เตียวเหลียง! แทบจะกวาดล้างกลุ่มโพกผ้าเหลืองด้วยกำลังเพียงคนเดียว การมีวีรบุรุษเช่นนี้ ถือเป็นพรของราชวงศ์ฮั่นของเราจริง ๆ!”
“ข้าได้ยินมาว่าในราชสำนัก ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านราชครูและคนอื่น ๆ แนะนำเล่าเจี้ยงให้ฝ่าบาทอย่างเต็มที่”
“บอกตามตรง ข้าน้อยชื่นชมเขามานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้พบหน้ากัน”
ท่าทางของพวกซัวหยงทั้งสองกระอักกระอ่วน พวกเขามองเว่ยจี้ด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
คุณชายใหญ่ตระกูลเว่ยเองก็ไม่เข้าใจปฏิกิริยาของทั้งสองอย่างมาก ตามหลักแล้วนักปราชญ์ยิ่งใหญ่อย่างซัวหยง น่าจะชอบเล่าเจี้ยงสิ?
เมื่อเห็นแม่ทัพเล่าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เว่ยจี้ก็ตื่นเต้นมาก น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย
“ดูเร็ว เหมือนแม่ทัพเล่าจะมาหาพวกเราเลย!”
ตาขวาของดรุณน้อยกระตุกยิก ๆ เขาแอบก่นด่าคุณชายใหญ่เว่ยว่าเจ้าโง่เอ๊ย แน่นอนว่าเล่าเจี้ยงต้องมาหาพวกเขาอยู่แล้ว!
ไม่นาน ทหารม้าห้าร้อยนายก็หยุดอย่างเป็นระเบียบต่อหน้าซัวหยงและคนอื่น ๆ ทหารม้าเหล่านี้ล้วนกระปรี้กระเปร่า ข้างอานม้าล้วนติดอาวุธเกาทัณฑ์
เล่าเจี้ยงผู้สง่างามโดดเด่นเป็นอย่างมาก เขาขี่นำหน้าท่ามกลางกองทหารม้าอันเกรียงไกร
เว่ยจี้เห็นวีรบุรุษที่ชื่นชมเป็น ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก จึงเริ่มก้าวไปข้างหน้าก่อนคนแรก
“ท่านแม่ทัพเล่า ข้าน้อยชื่นชมในตัวท่านมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เจอพบ! ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีในชีวิตจริง ๆ!”
เล่าเจี้ยงไม่รู้ว่าผู้มาต้อนรับคือใคร แต่เมื่อเห็นว่าอยู่ด้วยกันกับซัวหยง ก็ไม่กล้าเสียมารยาท จึงกุมมือคารวะตอบกลับ
“ไม่ทราบว่าท่านคือใคร?”
“ข้าน้อยเว่ยจี้ มาจากตระกูลเว่ยแห่งเหอตง”
เล่าเจี้ยงขมวดคิ้ว และรู้สึกมีลางสังหรณ์แปลก ๆ
ตระกูลเว่ย?
เว่ยจี้?
“เว่ยจ้งเต้าเป็นอะไรกับเจ้า?”
เว่ยจี้ขมวดคิ้ว ตัวเองทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม เหตุใดเล่าเจี้ยงไม่ถามตัวเอง แต่กลับถามถึงน้องเขา?
“เรียนท่านแม่ทัพ เว่ยจ้งเต้าเป็นน้องชายของข้าน้อย”
“ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพถามหาน้องรองข้า…”
“พอแล้ว! ข้าไม่สนใจคนในตระกูลเว่ยของเจ้า หลีกทางไปเถิด!”
เล่าเจี้ยงมองไปที่คุณชายใหญ่เว่ยอย่างหมดความอดทน เขาสุภาพมากพอแล้ว หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าซัวหยง วาจาเขาคงไม่ได้น่าฟังขนาดนั้น
เว่ยจี้โกรธมากทันใด อย่างไรเขาก็เป็นคนของตระกูลเว่ย ทั้งยังเคารพอีกฝ่ายมากขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพเล่าจะหยาบคายเช่นนี้
เดิมทีเว่ยจี้ใคร่ระเบิดโทสะ แต่เมื่อเห็นทหารม้านับพันที่อยู่ด้านหลังก็ทำได้เพียงถอยกลับไป
เล่าเจี้ยงมองไปที่ซัวหยง พลางเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มทันที
“ท่านลุงซัวหยง ไม่ได้เจอกันหลายปี ท่านลุงสบายดีหรือไม่?”
ซัวหยงรู้สึกอึดอัด เดิมทีเขาคิดไว้แล้วว่าจะเผชิญหน้ากับเล่าเจี้ยงอย่างไร แต่เมื่อเห็นในวันนี้ เขารู้สึกตื่นตระหนกทันที
“ขอบคุณแม่ทัพเล่าที่ห่วงใย ข้าสบายดี”
เล่าเจี้ยงขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์ในใจยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
ท่าทางของซัวหยงดูผิดแปลกไปจากเดิม อีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบิดาขนาดนั้น เหตุใดวันนี้ถึงทำตัวเหินห่างกับเขาขนาดนี้?
“เหตุใดท่านลุงเห็นข้าเป็นคนนอกเช่นนี้ ข้ายังจำคำสอนตอนนั้นของท่านลุงได้ทุกคำ”
“ไม่นานมานี้บิดาเพิ่งให้นามรองแก่ข้าว่าจี้อวี้ ท่านลุงเรียกนามรองก็ได้”
ซัวหยงส่ายหน้า น้ำเสียงที่ตอบกลับมายังคงห่างเหินมาก ๆ
“ท่านมีตำแหน่งเป็นถึงแม่ทัพหลัง ข้าจะกล้าไร้มารยาทเช่นนี้ได้เยี่ยงไร! ขอท่านแม่ทัพอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย”
“เหตุใดท่านลุง…”
เล่าเจี้ยงยังอยากโน้มน้าวซัวหยงไม่ให้มองตัวเองเป็นแม่ทัพหลัง แต่ลูกศิษย์ของอีกฝ่ายก็ขัดจังหวะเขาขึ้น
“ท่านแม่ทัพหลัง ท่านอาจารย์ข้ากล่าวชัดเจนแล้ว ขอท่านแม่ทัพอย่าสร้างความลำบากใจเลย”
แม่ทัพเล่าขุ่นเคืองเล็กน้อย ตนเดินทางไกลมาหาขนาดนี้ เหตุใดยังเอาแต่เยินยอประจบราวกับไม่รู้จักมักจี่กันอยู่ได้?
“เจ้าเป็นใคร?”
ดรุณกุมมือคารวะ แล้วกล่าวเสียงดังกังวาน “ข้าน้อยเป็นลูกศิษย์ของใต้เท้าซัว เป็นชาวเมืองง่อกุ๋น แห่งแคว้นเอียงจิ๋ว แซ่กู่ ชื่อหยง นามรองหยวนทั่น”
เป็นโกะหยงจริงด้วย! เล่าเจี้ยงตกตะลึงอยู่ในใจ เหตุใดตัวเองถึงลืมไปได้ว่าโกะหยงเป็นลูกศิษย์ของซัวหยง
คนผู้นี้มีความสามารถถึงขั้นอัครมหาเสนาบดี และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากซุนกวน เป็นคนมีพรสวรรค์ที่หาได้ยากในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น!
ตอนนี้ยังไม่ได้จูกัดเหลียง โกะหยงสามารถเข้ามาแทนที่เขาในตอนนี้ได้พอดี!
เล่าเจี้ยงเริ่มคิดถึงเรื่องการชักชวน จึงเปลี่ยนสีหน้าทันที ก่อนกุมมือคำนับ
“ที่แท้เป็นท่านโกะหยงนี่เอง เล่าเจี้ยงไร้มารยาทแล้ว!”
โกะหยงไม่สนใจความสุภาพของเล่าเจี้ยงเลยแม้แต่น้อย ยังคงมีน้ำเสียงเย็นชาอยู่
“ข้าน้อยเป็นชาวบ้านในชนบท ไม่สมควรได้รับมารยาทจากท่านแม่ทัพเล่าเช่นนี้หรอก!”
“นี่…”
เล่าเจี้ยงพ่นหายใจออกมาอย่างแรง วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น?
ตระกูลเว่ยที่ตัวเองรังเกียจทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม แถมให้ความเคารพอย่างสูง
ตรงข้าม ซัวหยงกับโกะหยง นักปราชญ์ที่เขาหมายตากลับเย็นชาผิดปกติ
หรือว่า…
คล้ายกับเล่าเจี้ยงจะคิดอะไรบางอย่างได้ พลันมีสีหน้าอำมหิตขึ้นทันที!