พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 112 วัณโรคได้รับการยืนยันจากเล่าเจี้ยง
บทที่ 112 วัณโรคได้รับการยืนยันจากเล่าเจี้ยง
ทันทีที่โฮจิ๋นพูดเช่นนี้ออกมา ก็เกิดความฮือฮาขึ้นทันที
ทุกคนต่างเบิกตากว้าง พร้อมมองไปที่แม่ทัพหลังเป็นตาเดียว
แม้แต่เล่าเจี้ยงยังตกใจมาก และอดชี้นิ้วไปที่ตัวเองไม่ได้
“ท่านกำลังพูดถึง… ข้า… อยู่หรือ?”
ขณะที่เล่าเจี้ยงพูด ยังถามโฮจิ๋นไปด้วย
พระเจ้าเลนเต้ขุ่นเคืองโฮจิ๋นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเห็นเขากล่าวหาคนโปรดที่ตัวเองเลื่อนตำแหน่งให้ ก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวในใจมากขึ้น
“แม่ทัพโฮ เจ้ามักจะวิจารณ์คนที่เราแต่งตั้งเสมอเลยนะ…”
เมื่อแม่ทัพทุกคนได้ยินคำพูดของฝ่าบาท ก็เข้าใจชัดเจนทันที
พระเจ้าเลนเต้ต้องลำเอียงไปทางแม่ทัพเล่าแน่นอน!
เล่าเจี้ยงเดินออกมาจากขบวนแถว และโค้งตัวคำนับให้ฮ่องเต้
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่เคยทำเรื่องอย่างที่แม่ทัพใหญ่ว่าเลย ขอท่านแม่ทัพใหญ่ชี้แจงด้วย”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้าทันที เห็นด้วยกับคำพูดของเล่าเจี้ยงอย่างมาก
“ใช่ ในฐานะเล่าเจี้ยงเป็นแม่ทัพหลัง เป็นแม่ทัพสำคัญในราชสำนัก จะมากล่าวหาใส่ร้ายไม่ได้!”
โฮจิ๋นเห็นทั้งสองเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ก็นึกเสียใจภายหลังขึ้นมา
เขาขบคิดอยู่ตลอดว่าตัวเองไม่ควรโลภเงินของเว่ยเสียน และรับเรื่องน่าปวดหัวนี้มาหรือไม่
แต่ตอนนี้โฮจิ๋นขึ้นหลังเสือมาแล้ว ทำได้เพียงหัวแข็งก้าวไปต่อเท่านั้น
“แม่ทัพหลัง ไม่กี่วันก่อนเจ้าแย่งตัวว่าที่ลูกสะใภ้ของตระกูลเว่ยไป และยังสังหารองครักษ์ของตระกูลเว่ย แถมยังทำร้ายบุตรชายคนโตของตระกูลเว่ย นามเว่ยจี้ จนได้รับบาดเจ็บด้วยใช่หรือไม่?”
โฮจิ๋นเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ตั้งคำถามกับแม่ทัพเล่า
ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง!
เล่าเจี้ยงเข้าใจแล้ว จึงมองโฮจิ๋นพลางหัวเราะเบา ๆ
“เว่ยจี้มาหาท่านหรือ?”
“ไม่ใช่ เป็นเว่ยเสียน…”
โฮจิ๋นตอบเว่ยเสียนออกมาอย่างลืมตัว พลันได้สติขึ้นมาทันใด เหตุใดถึงกลายเป็นเล่าเจี้ยงซักไซ้เขาไปเสียได้เล่า!
“เจ้าไม่ต้องสนใจว่าใครมาหาข้าหรอก ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง!”
เล่าเจี้ยงไม่สนใจโฮจิ๋นอีก แต่หันไปหาพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท เรื่องนี้จะฟังความฝ่ายเดียวไม่ได้ ข้าเชื่อว่าแม่ทัพใหญ่ต้องพาคนจากตระกูลเว่ยมาด้วยแน่ มิสู้ให้เขาเข้ามาในท้องพระโรงดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
โฮจิ๋นเห็นพระเจ้าเลนเต้มองตัวเองด้วยความสงสัย จึงพยักหน้าทันที
“ฝ่าบาท เว่ยจ้งเต้าบุตรชายคนรองของตระกูลเว่ยกำลังรออยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปเรียกเข้ามา”
ไม่นานหลังจากนั้น เว่ยจ้งเต้าก็เข้ามาอยู่กลางท้องพระโรง เห็นได้ชัดว่าเขากังวลเล็กน้อย จึงเอาแต่ก้มหน้าตลอด
“ยังไม่รีบถวายบังคับฝ่าบาทอีก!”
เมื่อเห็นเว่ยจ้งเต้ายืนบื้ออยู่ โฮจิ๋นก็รีบเอ่ยเตือน
“ข้าน้อยถวายบังคมฝ่าบาท!”
เว่ยจ้งเต้ารีบคุกเข่าอย่างลนลาน และโค้งคำนับแนบพื้น
พระเจ้าเลนเต้เห็นเช่นนั้นก็ไม่ตำหนิอะไร ไม่คิดจะทำให้คนแปลกลำบากใจ
“ลุกขึ้นเถิด”
เว่ยจ้งเต้าไม่ได้กล่าวขอบคุณ ลุกขึ้นยืนในทันที จนทำให้พระเจ้าเลนเต้เกิดความไม่พอใจ
เล่าเจี้ยงเคลื่อนตัวออกห่างจากเว่ยจ้งเต้าอย่างลืมตัว ซึ่งดึงดูดความสนใจของโฮจิ๋นเข้า
“แม่ทัพหลัง นี่เจ้าร้อนตัวหรือเปล่า?”
เล่าเจี้ยงปิดปากปิดจมูก และมองเว่ยจ้งเต้าด้วยความรังเกียจ
“ฝ่าบาท ชายผู้นี้เป็นวัณโรคซึ่งติดต่อไปยังผู้อื่นได้ เมื่อติดเชื้อเข้าจะต้องตายอย่างเดียว!”
ทันทีที่เล่าเจี้ยงพูดเช่นนี้ออกไป ก็เกิดความโกลาหลขึ้นในท้องพระโรงทันที!
“อะไรนะ!”
พระเจ้าเลนเต้ลุกขึ้น เห็นได้ชัดว่าดูตื่นตระหนกมาก
“ทหาร! โยนเขาออกไป!”
เว่ยจ้งเต้าตื่นตระหนกอย่างขีดสุด ก่อนมองไปที่แม่ทัพใหญ่อย่างทำอะไรไม่ถูก
โฮจิ๋นเองสับสนเช่นกัน เจ้าทุกข์ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็จะโดนโยนออกไปแล้ว?
“ฝ่าบาท อย่าได้ตกใจกลัวไปกับคำพูดเล่าเจี้ยงนะพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมไม่เคยได้ยินวัณรงวัณโรคอะไรนี่มาก่อนเลย!”
นั่นสิ วัณโรคคืออะไร?
ทุกคนได้สติกลับมา เมื่อครู่เล่าเจี้ยงบอกว่าใครติดแล้วต้องตาย ทำให้พวกทุกคนต่างตกใจหวาดกลัว
“แม่ทัพเล่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น เจ้าบอกมาให้ชัดเจน!”
พระเจ้าเลนเต้มองไปที่เล่าเจี้ยงอย่างโกรธเคืองเล็กน้อย ไม่ว่าตัวเองจะเชื่อใจเขามากแค่ไหน เขาก็ไม่ควรเหิมเกริมเพราะมีฮ่องเต้หนุนหลัง
“ฝ่าบาท โปรดให้คนขี้โรคผู้นี้ไปถอยไปยืนอยู่ข้างหลัง จะได้ไม่แพร่เชื้อให้ฝ่าบาท”
พระเจ้าเลนเต้โบกมือ บ่งบอกให้เว่ยจ้งเต้าถอยหลังไป ทันทีที่เว่ยจ้งเต้าถอยหลัง พวกแม่ทัพที่อยู่รอบ ๆ ก็ไปแออัดกันอยู่ด้านข้าง ข้าง ๆ เว่ยจ้งเต้าจึงกลายเป็นพื้นที่ไม่มีคนอยู่
เล่าเจี้ยงโค้งคำนับพระเจ้าเลนเต้ และทักทายแม่ทัพทุกคน
“ฝ่าบาท แม่ทัพทั้งหลาย ข้าน้อยหาใช่คนสร้างเรื่องข่มขวัญผู้อื่น”
“ก่อนหน้านี้ข้าได้คุยกับเว่ยจี้จนรู้เรื่องป่วยของเว่ยจ้งเต้า”
เล่าเจี้ยงมองไปที่เว่ยจ้งเต้าอีกครั้ง ก็ยิ่งมั่นใจอาการป่วยของเขา
“หลังเที่ยงเป็นต้นไป เจ้ามีอาการตัวร้อน เหงื่อออกผิดปกติ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดใช่หรือไม่? และยังมีเสมหะ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกในระดับต่าง ๆ หรือหายใจลำบากบ่อยครั้งด้วยใช่หรือไม่?”
“นี่…”
เว่ยจ้งเต้าตกตะลึง เหตุใดอีกฝ่ายถึงรู้อาการป่วยของเขาได้มากขนาดนี้?
หรือว่า?
หรือเขาสามารถช่วยข้าได้?
มดยังรักตัวกลัวตาย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคุณชายรองของตระกูลเว่ย?
“ท่านรู้อาการป่วยของข้า ท่านช่วยข้าได้หรือไม่? ข้ายินดีจ่ายทุกอย่าง!”
เมื่อเว่ยจ้งเต้าพูดคำเหล่านี้ออกมา แม้แต่โฮจิ๋นก็ยังมึนงง
ข้าเป็นใคร? ข้าอยู่ที่ไหน? ข้ามาทำอะไรที่นี่?
ทุกคนในท้องพระโรงเห็นท่าทีของคุณชายรองตระกูลเว่ย ก็เข้าใจไปว่าเล่าเจี้ยงพูดถูก โรคของเว่ยจงเต้าแพร่เชื้อสู่มนุษย์ได้จริง และอาจถึงแก่ชีวิตได้!
ทุกคนต่างถอยหลังไปอยู่ด้านข้าง แม้แต่โฮจิ๋นก็ยังอยู่ห่างจากเว่ยจ้งเต้า ด้วยกลัวว่าจะติดเชื้อ
“แม่ทัพใหญ่ เจ้าพาคนขี้โรคผู้นี้มาพบข้า ต้องการอะไร?”
พระเจ้าเลนเต้พิโรธถึงขีดสุด ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะทำอะไร ก็ไม่ได้ขัดผลประโยชน์ของฮ่องเต้ แต่การกระทำของโฮจิ๋น ไม่ต่างอะไรกับการพยายามปลงพระชนม์!
โฮจิ๋นตกใจมากจนล้มลงคุกเข่ากับพื้น และโขกหัวจนเกิดเสียง
“ฝ่าบาท กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมไม่รู้จริง ๆ!”
พระเจ้าเลนเต้ชังจนขบกรามแน่น แทบอยากฆ่าเจ้าคนขายเนื้อนี้ให้สิ้นไปเสีย
“ฝ่าบาทโปรดใจเย็น ตำแหน่งของเว่ยจ้งเต้าไม่เป็นอันตรายต่อฝ่าบาท ขอฝ่าบาทสงบสติอารมณ์ กระหม่อมมีเรื่องอยากถามเขา”
พระเจ้าเลนเต้มองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยความกังวล ความกลัวตายเขียนไว้เต็มใบหน้าแล้ว
“แม่ทัพเล่า เจ้าแน่ใจว่าไม่เป็นอันใดแน่หรือ?”
“ฝ่าบาทโปรดวางใจ หากมีอะไรเกิดขึ้นจริง กระหม่อมไม่กล้ายืนอยู่ตรงนี้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
เล่าเจี้ยงเยาะเย้ยเชื้อโรคอยู่ในใจ เชื้อวัณโรคนี้จะแพร่เข้าสู้กับผู้ที่อ่อนแอและป่วยมากเท่านั้น คนที่ร่างกายแข็งแรงแบบเขา ออกกำลังกายตลอดทั้งปี ไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้น เจ้าถามไปเถิด พยายามเร็ว ๆ หน่อย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
เล่าเจี้ยงขอบคุณพระเจ้าเลนเต้ ก่อนมองไปที่เว่ยจ้งเต้า
“วันนั้นเจ้าไม่ได้ไปด้วยตัวเอง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้น เว่ยจี้เล่า? เหตุใดเขาไม่ได้มาด้วย?”
เมื่อเว่ยจ้งเต้าเห็นเล่าเจี้ยงเอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น พลันความโกรธก็ขึ้นหน้าในทันใด
“พี่ใหญ่ข้าน่ะหรือ? เจ้ายังกล้าถามอีก! พี่ชายข้าถูกเจ้าทำร้ายจนบาดเจ็บหนักมิใช่หรอกหรือ? ตอนนี้นอนเป็นผักพักฟื้นอยู่บนเตียง”
เล่าเจี้ยงเม้มริมฝีปาก หัวเราะเยาะเย้ยออกมา
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านบอกข้าที การหลอกลวงเบื้องสูงมีโทษอย่างไร?”
โฮจิ๋นขมวดคิ้ว คิดในใจว่าเจ้าถามข้าทำไม? ทว่าก็ยังตอบให้ว่า “ตัดหัว”
เว่ยจ้งเต้าได้ยินคำพูดนี้ก็ใจเต้นรัว พลันร้อนตัวขึ้นมาทันใด
เล่าเจี้ยงมองไปที่เว่ยจ้งเต้าอีกครั้ง และเปลี่ยนท่าทางเป็นจริงจังมากขึ้น
“เว่ยจ้งเต้า เจ้าพูดต่อหน้าฝ่าบาทอีกครั้งซิ เว่ยจี้อยู่ไหน? เหตุใดเขาไม่มาด้วย!?”
“เขา…”
เว่ยจ้งเต้าเพียงแค่อ้าปากพะงาบ ๆ พูดอะไรไม่ออกสักคำ
เล่าเจี้ยงเปลี่ยนเป็นท่าทางเหยียดหยาม แล้วหันไปมองพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท พระองค์เห็นแล้วใช่หรือไม่ เว่ยจ้งเต้าผู้นี้เป็นเพียงคนถ่อยไร้ยางอาย! พูดแต่เรื่องไร้มูลความ!”
“เมื่อครู่ถามเขา เขาบอกเว่ยจี้ถูกข้าทำร้ายจนเจ็บหนัก หลังจากที่แม่ทัพใหญ่กล่าวถึงโทษของการโกหกเบื้องสูง เขากลับหุบปากไม่พูดออกมา!”
“คนถ่อยกลับกลอกเช่นนี้ คำพูดจะน่าเชื่อถือได้หรือ?”
ทุกสิ่งที่เล่าเจี้ยงพูดนั้นสมเหตุสมผล ขุนนางทุกคนในท้องพระโรงอดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้
พระเจ้าเลนเต้หาใช่คนโง่ เขารู้แล้วว่าเว่ยจ้งเต้าต้องพูดเกินความจริง จึงมองโฮจิ๋นด้วยความขุ่นเคือง
“โฮจิ๋น ข้าว่าตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของเจ้าคงใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะเชื่อคำพูดของคนถ่อย ใส่ร้ายแม่ทัพของราชสำนัก เสาหลักของบ้านเมือง!”
“เจ้าสมควรได้รับโทษอย่างไร!?”