พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 12 สถานการณ์ของราชวงศ์ฮั่น
บทที่ 12 สถานการณ์ของราชวงศ์ฮั่น
การไปเรียนที่เมืองปักไฮของเล่าเจี้ยง เริ่มจากการเล่นแง่ของกัวหยวน
พริบตาเดียวห้าปีผ่านไป เล่าเจี้ยงยังคงหมั่นเพียรเช่นเดิม
การเรียน การฝึกร่างกายห้าปีเหมือนดั่งหนึ่งวัน ต่างกันเพียงมีสหายเพิ่มขึ้นก็เท่านั้น
เล่าเจี้ยงเพิ่งถึงเมืองปักไฮก็บรรลุเป้าหมายสำคัญของตัวเองแล้ว นั่นคือการดึงไทสูจู้มาเป็นพวก!
หากไม่เผชิญหน้าก็ไม่ได้รู้จักกัน เขาได้ทำความรู้จักกับกัวหยวนเพราะกลอน ‘ร่ายลูกจากไกล’ ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นคนรู้ใจซุนเขียน*[1] สหายสนิทกัวหยวน
ห้าปีผ่านไป เวลาได้ผันผ่านมาถึงคริสต์ศักราช 183 ห่างจากช่วงกบฏโจรโพกผ้าเหลืองออกอาละวาดไม่ถึงหนึ่งปี
เล่าเจี้ยงในวัยสิบห้าปีประสบกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง!
รูปร่างสูงใหญ่เจ็ดฉื่อกว่า ซึ่งห่างไกลจากเพื่อนวัยเดียวกันมาก
ร่างกายมีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ จนมิอาจปกปิดได้แล้ว เมื่อเพ่งมอช่างน่าตกตะลึงมาก!
ทว่าใบหน้าอ่อนเยาว์ดูไม่เข้ากันเล็กน้อย จนให้ความรู้สึกเหมือนคนหน้าคิตตี้บอดี้มาเวลนิดหน่อย
“จืออี้ จือหนี่ กงโหย่ว ดื่ม! ”
เล่าเจี้ยงยกจอกสุราขึ้น ดื่มสุราให้ทั้งสหายตรงหน้า ทั้งสามเป็นเป้าหมายหลักที่เขามาปักไฮในครานี้
ไทสูจู้ นามรองจืออี้ กัวหยวน นามรองจือหนี่ และซุนเขียน นามรองกงโหย่ว
วันหน้าจะแยกย้ายกันไปเป็นขุนนางคนสำคัญของซุนกวน โจโฉ และเล่าปี่ สามผู้นำในยุคสามก๊กต่อไป
“ดื่ม!”
ทั้งสี่ดื่มหมดในรวดเดียว เล่าเจี้ยงรินสุราแก่ทั้งสามคน
“กาลเวลาผันผ่าน พวกเราคบหากันมาห้าปีโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว!”
ทั้งสามรู้สึกเห็นด้วยกับคำกล่าวของเล่าเจี้ยงเช่นกัน กัวหยวนยกสุราขึ้นดื่มให้เล่าเจี้ยง
“กลอนร่ายลูกจากไกลของศิษย์น้องในตอนนั้น ทำให้พี่อยากจะลืมเลือนมาจนถึงตอนนี้!”
“หากข้ากับศิษย์พี่ไม่ปะทะคารมก็คงไม่ได้รู้จักกัน!”
“ชน!”
เล่าเจี้ยงเอ่ยอย่างจริงจัง พร้อมมองทั้งสามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ยามนี้เล่าเรียนสำเร็จแล้ว ข้าไม่อยากล่าช้า”
“พรุ่งนี้หลังจากร่ำลาอาจารย์ผู้มีพระคุณแล้วก็จะกลับลกเอี๋ยง”
“หืม?”
“ศิษย์น้องจะกลับไปแล้วหรือ”
การร่ำลาของเล่าเจี้ยงไม่ได้ทำให้พวกเขาตกใจ อย่างไรการเล่าเรียนของเล่าเจี้ยงก็สำเร็จไปนานแล้ว
“ใช่แล้ว ตอนนี้สถานการณ์ไม่สงบ ชายแดนโกลาหล ข้าในฐานะเชื้อพระวงศ์ฮั่น ย่อมต้องไปรับใช้ชาติ!”
“ปณิธานของศิษย์น้องยิ่งใหญ่นัก ข้านับถือ นับถือ!”
เล่าเจี้ยงมองไปทางไทสูจู้ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าแผนการชักชวนที่วางไว้จะได้ผลหรือไม่
“จืออี้ เมื่อก่อนบิดาข้าเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว และได้รับปากเจ้าว่าจะแนะนำให้บิดาข้า”
“ทว่าตอนนี้บิดาข้าย้ายไปดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมราชวัง เกรงว่าต้องคืนคำแล้ว”
“ขอโทษจริง ๆ!”
ไทสูจู้ไม่แยแสแม้แต่น้อย พลางโบกมือ
“คุณชายมีบุญคุณกับเราสองแม่ลูกมาก จืออี้จะกล้าขออย่างอื่นได้อย่างไร?”
“ขอโปรดคุณชายอย่าเก็บมาใส่ใจเลย!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนมองไปยังสหายสองคน
“ศิษย์พี่ทั้งสองคิดว่าโลกในตอนนี้เป็นอย่างไร?”
ซุนเขียนกับไทสูจู้ไม่ได้พูดอะไร ทว่ากัวหยวนกลับอดแขวะไม่ได้
“ยามนี้แผ่นดินกำลังตกต่ำลงเรื่อย ๆ ราชสำนักซื้อขายยศถาบรรดาศักดิ์ ขันทีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทำให้ผู้คนต้องอยู่อย่างลำบากยากลำบาก”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า บ่งบอกว่าเห็นด้วยกับกัวหยวน แล้วเอ่ยความเห็นของตัวเองออกมา
“ไม่เพียงเท่านี้ ทางราชสำนักยังให้ความสนใจกับสงครามชนเผ่าเชียงตะวันตกมานานหลายทศวรรษ และใช้จ่ายไปมหาศาล! การเกณฑ์แรงงานทหารจริงจังมากขึ้น! พวกศิษย์พี่รู้จักลัทธิโพกผ้าเหลืองหรือไม่?”
“รู้สิ ยามนี้ลัทธิโพกผ้าเหลืองมีคนมากมาย อ้างว่าใช้น้ำมนต์ปลุกเสกรักษาโรคให้ผู้คน แต่แท้จริงเป็นกองโจร และขยายไปทั่วแต่ละเมืองแต่ละแคว้น”
กัวหยวนเผยสีหน้ากังวลออกมา
“ยามนี้ราชสำนักมืดมน เกรงว่าจะทำให้บางคนมีโอกาสขึ้นมา”
เมื่อเห็นทั้งสามต่างก็รู้สึกกังวล เล่าเจี้ยงจึงเอ่ยอย่างดุดัน
“เรื่องของจืออี้ แสดงให้เห็นว่าคำสั่งของทางการกับสำนักท่านเจ้าแคว้นทำให้วุ่นวายเพียงใด เบื้องบนเพิกเฉยต่อความทุกข์ทรมานของชาวบ้าน”
“สามพี่น้องเตียวก๊กกำลังรับสมัครผู้ศรัทธา ภายใต้หน้ากากของการรักษาโรคช่วยผู้คน กองกำลังของเขานั้นมิอาจขวางได้แล้ว!”
“ว่ากันว่ามีผู้ศรัทธามากถึงหลายแสนคนแล้ว ซึ่งครอบคลุมไปทั่วทุกเมืองทุกแคว้น!”
“ถึงขั้นมีคนขายทรัพย์สินบ้านตัวเอง และติดตามไปตลอดชีวิต!”
“อีกอย่างในบรรดานั้นมีคนที่ชอบเที่ยวไปข่มเหงผู้อื่น เจ้าหน้าที่ทางการ แต่กลับไม่สามารถดึงดูดความสนใจของราชสำนักได้”
“ตามที่ข้าคิด ลัทธิโพกผ้าเหลืองต้องก่อกบฏเป็นแน่!”
ทั้งสามมีแววตาตะลึงงัน พลางมองเล่าเจี้ยงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
คำว่ากบฏนี้ห่างไกลกับการใช้ชีวิตในโลกอันสงบของพวกเขามาก
เล่าเจี้ยงวางยาต่อท่ามกลางสายตาคัดค้านของพวกเขา
“ศิษย์พี่ทั้งสามหาใช่คนนอก ยามนี้ราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยรูพรุน ไม่มียาแรงใดรักษาได้! ทว่าลัทธิโพกผ้าเหลืองกลับเป็นตัวยาที่ก่อให้เกิดยาแรงนี้”
“ตอนนี้ฝ่าบาทซื้อขายยศศักดิ์ ภายในมีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างขันทีกับพระประยูรญาติ ภายนอกมีวิบัติคร่ากุมกลุ่มอภิชนอีก ราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่ในตอนนี้ถึงจุดแห่งความเป็นความตายแล้ว หากไม่มีกำลังคนที่จะพลิกคลื่นได้ งั้นก็คง… เฮ้อ!”
เล่าเจี้ยงไม่ได้เอ่ยต่อ เชื่อว่าพวกเขาที่นั่งอยู่ตรงนี้ได้รู้แจ่มแจ้งแก่ใจแล้ว
ซุนเขียนมองเล่าเจี้ยงด้วยสีหน้าเหลือเชื่อเสียเต็มประดา
“ฟังดูเกินจริงเกินไปหน่อยหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองเขา ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“มันร้ายแรงกว่าที่จินตนาการไว้อีก ข้าไม่กล้าล่าช้าต่อไปอีกแล้ว!”
“หลังจากกลับไปลกเอี๋ยง พยายามช่วงชิงตตำแหน่งทางทหาร เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง”
กัวหยวนดูสงบมากกว่าซุนเขียนอยู่มากโข และแค่แสดงคำชมเชยต่อเล่าเจี้ยง
“ศิษย์น้องสมกับเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น ปณิธานยิ่งใหญ่สูงส่งนัก!”
“ข้ารู้ว่าพวกศิษย์พี่ต่างก็มีปณิธาน ทว่าเดินทางไปลกเอี๋ยงด้วยกันกับข้าได้หรือไม่ เพื่อวางแผนรับใช้ชาติ”
เล่าเจี้ยงยกจอกสุรามองไปทางพวกเขา เขาหวังว่าทั้งสามจะช่วยเขาอีกแรงหนึ่ง
ไทสูจู้ยกจอกสุราขึ้น และเอ่ยเสียงดัง
“ไทสูจู้ยินดีติดตามคุณชาย!”
“อืม!”
แม้เล่าเจี้ยงจะรู้อยู่แล้วว่าไทสูจู้จะติดตามตัวเองไป ทว่าเมื่อคำพูดนี้ออกมาจากปากของอีกฝ่ายเองนั้นกลับแตกต่างกัน!
ตอนนี้สิ่งที่กลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองต้องการมากที่สุดคือแม่ทัพกล้าหาญอย่างไทสูจู้!
จากนั้นหันไปหาพวกบัณฑิตรู้หนังสืออย่างกัวหยวนและซุนเขียน สำหรับเขาทั้งสองท่านนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน!
[1] ซุนเขียน เป็นเสนาธิการคนสำคัญของจ๊กก๊ก เล่าปี่มักมอบหมายหน้าที่เป็นทูตเจรจาและเลขานุการ ตลอดจนเป็นที่ปรึกษากองทัพอยู่ระยะหนึ่ง ในช่วงก่อนการมาถึงของชีซี และจูกัดเหลียง ขงเบ้ง