พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 11 ขุนพลพยัคฆ์แห่งง่อก๊ก
บทที่ 11 ขุนพลพยัคฆ์แห่งง่อก๊ก
เล่าเจี้ยงหัวเราะลั่น พลางเอ่ยในใจว่าข้ามาที่นี่ ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะเจ้า จะไม่รู้ได้อย่างไร?
ทว่าจะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้ ดังนั้นเริ่มเปิดโหมดประจบสอพลอ
“ท่านซื่อสัตย์กตัญญู มีใครในใต้หล้าไม่รู้บ้าง!”
ไทสูจู้รู้สึกเขินอาย สีหน้าค่อย ๆ แดงขึ้น
“คุณชายชมเกินไปแล้ว ขอริอาจถามคุณชายมาที่ปักไฮด้วยเหตุอันใด ต้องการข้าน้อยหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงฟังออกว่าไทสูจู้อยากจะตอบแทนบุญคุณ ก็ยิ่งไม่อยากให้เขาได้สมดั่งใจ
ให้รีบตอบแทนบุญคุณไม่ได้ ครั้นตอบแทนแล้ว เดี๋ยวอีกฝ่ายจะหนีจากไป
“ข้ามาปักไฮเพื่อเรียนหนังสือ และกราบเป็นศิษย์อาจารย์เต้เหี้ยน”
“แล้วเหตุใดท่านจึงเข็นรถเข็นมาที่เมืองปักไฮเล่า?”
“เฮ้อ สำนักเจ้าเมืองกับสำนักเจ้าแคว้นมีความขัดแย้งกัน ข้ามาทำงานแทนสำนักท่านเจ้าเมือง แต่กลับล่วงเกินสำนักเจ้าแคว้นเข้า”
“ตอนนี้สำนักท่านเจ้าเมืองไม่รับข้าแล้ว สำนักท่านเจ้าแคว้นเองก็ยังไม่ยอมปล่อยข้าไป ด้วยเหตุนี้ข้าจึงพาท่านแม่ลี้ภัยไปเหลียวตง”
เล่าเจี้ยงลอบปีติยินดี มาเร็วมิสู้มาอย่างบังเอิญ หากไทสูจู้ไปถึงเหลียวตงแล้ว จะหาเขาเจอได้อย่างไร?
“ข้าว่าท่านแม่เฒ่าร่างกายไม่ค่อยดี อีกทั้งเหลียวตงยังเหน็บหนาว ยามนี้เรื่องของสำนักท่านเจ้าแคว้นได้คลี่คลายลงแล้ว ไม่สู้ล้มเลิกเรื่องนี้ไปไม่ดีกว่าหรือ”
ไทสูจู้ถอนหายใจอย่างหนัก พลางส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้าเองก็มิอยากทำให้มารดาลำบาก! ทว่ายามนี้ข้าได้ลาออกจากสำนักตงไหลแล้ว สำนักท่านเจ้าแคว้นเองก็อาจจะมาคิดบัญชีย้อนหลังก็ได้”
ไทสูจู้พลันรู้สึกว่าใต้หล้ากว้างใหญ่นัก ทว่ากลับไร้ที่ไป ในใจจึงอดรู้สึกเหน็บหนาวมิได้
เล่าเจี้ยงเห็นอีกฝ่ายกำลังเข้าตาจนไม่มีทางไป ก็รู้ว่าโอกาสดึงมาเป็นพวกได้มาถึงแล้ว ถือวิสาสะเรียกนามรอง จืออี้ ของไทสูจู้
“พี่จืออี้ไม่ต้องกังวล หากไม่รังเกียจ ท่านสามารถมาเป็นพลคุ้มกันให้ข้าชั่วคราวไปก่อน และจะได้ดูแลสุขภาพร่างกายของท่านแม่เฒ่าอย่างใกล้ชิดด้วย”
ไทสูจู้มีสีหน้าไม่พอใจ กระนั้นไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่ในใจกลับโมโหมาก
ข้าชายชาตรีไทสูจู้ จะไปเป็นสุนัขรับใช้คนอื่นได้อย่างไร!
ในขณะที่กำลังจะปฏิเสธนั้นเอง มารดาของไทสูจู้ก็หันมาถลึงตาใส่เขา ก่อนสอนสั่งอย่างเข้มงวด
“จืออี้ คนเราอยู่บนโลกต้องมีความใจกว้าง! คุณชายเล่ามีพระคุณกับเราสองแม่ลูกอย่างมาก!”
“หากไร้ซึ่งคุณชายเล่า เราสองจะหลุดพ้นจากคุกหรือ?”
“ข้ารู้เจ้ามีปณิธานสูงส่ง แล้วเหตุไฉนจึงตกต่ำถึงเพียงนี้เล่า”
“เพลานี้คุณชายเล่าอยากรับเข้าทำงานด้วย ไยจึงได้ลังเล!”
ไทสูจู้เป็นลูกกตัญญู คำพูดของมารดา เขาย่อมมิกล้าขัด
ชายร่างกำยำส่ายหัวพร้อมทอดถอนใจ ก่อนโน้มตัวคำนับต่อเล่าเจี้ยง
“ขอบคุณคุณชายเล่าที่รับไว้ จากนี้ไปขอพึ่งงานของคุณชาย!”
เมื่อเห็นท่าทางไม่เต็มใจของไทสูจู้ เล่าเจี้ยงก็รู้สึกผิดหวัง
คนเรายิ่งแข็งแกร่ง ก็ยิ่งอยากเป็นนายตัวเอง ไม่อยากรับใช้ใครอื่น
ดูเหมือนคนยิ่งมีความสามารถก็ดึงเข้ามาเป็นพวกได้ยาก! ฮองตงทำเพราะลูกชาย ไทสูจู้ทำเพราะมารดา!
แล้วจากนี้ไปล่ะ ข้าจะยังโชคดีเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่?
ทว่าโชคดีที่ทำเรื่องยากได้โดยสะดวก!
และนับว่าเป็นการย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลาเลย*[1]
ได้รับแม่ทัพมาอีกคนหนึ่ง ก็นับว่าเป็นโชคชะตา
คนแรกเป็นห้าทหารเสือแห่งจ๊กก๊ก ตอนนี้ได้รับขุนพลพยัคฆ์แห่งง่อก๊กมาอีกคน
เล่าเจี้ยงมีความมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ บนเส้นทางสู่การครองใต้หล้า!
“จืออี้โปรดวางใจ เมื่อข้าเล่าเรียนสำเร็จ เจ้าจงกลับไปที่แคว้นกิจิ๋วพร้อมกับข้า”
“ตอนนี้บิดาข้าเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว ต้องปล่อยให้เจ้าได้แสดงปณิธานของตัวเองแน่”
“ขอบพระคุณคุณชาย!”
เมื่อไทสูจู้ได้ยินคำพูดนี้ก็โล่งใจ นับว่ายังมีอนาคตอยู่
หากจะให้เจ้าคุ้มกันปกป้องไปตลอดชีวิต มิสู้ฆ่าเขาไปเสียดีกว่า
สามวันต่อมา เล่าเจี้ยงได้กราบไหว้เข้าเป็นศิษย์เต้เหี้ยนได้อย่างราบรื่น ภายใต้การช่วยเหลือของอึ๊งอ๋วน
เล่าเจี้ยงยืนอยู่ข้างเต้เหี้ยนอย่างเชื่อฟัง มองผู้คนที่อยู่เบื้องล่าง
ต่อไปจะต้องใช้ชีวิตและเรียนร่วมกับคนเหล่านี้แล้ว
“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เล่าเจี้ยงได้กราบไหว้เข้ามาเป็นศิษย์อาจารย์แล้ว เขาจะเรียนด้วยกันกับพวกเจ้า!”
เต้เหี้ยนแสดงท่าทางเคร่งขรึม ในน้ำเสียงเต็มเปี่ยมด้วยความน่าเกรงขาม
“ท่านอาจารย์ ได้ยินว่าใต้เท้าเล่าผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋วก็มีบุตรชายคนหนึ่งนามว่าเล่าเจี้ยง ถูกท่านสวี่เส้าทายทักว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ ไม่ทราบว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่ขอรับ?”
ศิษย์คนหนึ่งถามอย่างสงสัยออกมา จนเต้เหี้ยนขมวดคิ้ว
หากอยู่ในเวลาปกติ เขาต้องลงโทษศิษย์ผู้นี้แน่ ทว่าตัวเขาเองก็อยากเปิดหูเปิดตาสิ่งที่เรียกว่าเด็กอัจฉริยะนัก!
“ถูกต้อง ท่านผู้นี้ก็คือคุณชายเล่าเจี้ยง บุตรชายผู้ตรวจการเล่า”
“ศิษย์ได้ยินว่าคุณชายเล่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบร้อยปี เจ้าบทเจ้ากลอน สร้างกลอนเจ็ดขึ้นมาเอง! ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่”
เต้เหี้ยนไม่ได้ตอบคำถามของพวกลูกศิษย์ ทว่าหันไปมองคุณชายน้อยของเล่าเอี๋ยน
อาจารย์เต้เหี้ยนอยากรู้มากว่าเล่าเจี้ยงจะเก่งกาจเหมือนอย่างที่ข่าวลือว่ามาหรือไม่
ทว่าตั้งแต่โบราณมา ชื่อเสียงเลื่องลือไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง คนส่วนใหญ่พูดเกินจริงทั้งนั้น
เล่าเจี้ยงเผชิญหน้ากับข้อสงสัยของทุกคน โดยปราศจากโทสะแม้แต่น้อย และตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“คำชมเชยของใต้เท้าสวี่ ข้าน้อยมิบังอาจน้อมรับจริงๆ!”
“ส่วนข่าวลือของข้าที่ทุกท่านได้ยิน ส่วนใหญ่เป็นคำพูดจอมปลอมทั้งสิ้น”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา ด้านล่างต่างส่งเสียงกันเซ็งแซ่ แม้แต่เต้เหี้ยนเองยังผิดหวัง
ดูเหมือนพรสวรรค์ของเล่าเจี้ยงจะเป็นแค่การร่ำลือ ในใจของคนส่วนใหญ่ย่อมมีความคิดเช่นนี้
“ข้าน้อยยังเด็กนัก จากบ้านมาเล่าเรียนเพียงลำพัง เมื่อนึกถึงว่ามิอาจปรนนิบัติใกล้ชิดมารดาได้ ก็รู้สึกเสียใจยิ่งนัก”
“จึงมีบทกวีอยู่ในใจบทหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะถูกหูหรือไม่”
เต้เหี้ยนได้ยิน ก็นึกสนใจขึ้นมา
เดิมทีคิดว่าเล่าเจี้ยงขี้ขลาดไม่กล้ารับชื่อเสียง ไม่คิดเลยว่าจะแสดงพรสวรรค์ออกมาเอง
“กล่าวมาเถิด!”
เล่าเจี้ยงกุมมือคำนับเต้เหี้ยน
“ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วย”
ในใจก็ลอบอุทานว่า ‘ท่านเมิ่งเจียว*[2] ล่วงเกินแล้ว!’
“บุพกา ถือด้าย ไว้ในหัตถ์ บุตรเที่ยวทัศน์ เย็บอาภรณ์ ไว้ให้สวม”
“ลงเข็มด้าย ทีละเล่ม ด้วยใจครวญ กังวลว่า อีกนาน จะหวนคืน”
“ใครเล่า จะล่วงรู้ ใจต้นหญ้า คุณสุริยา ยากจะ คืนสนอง”
บุพการีเตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์ให้ลูกสวมเมื่อจากบ้านไปไกล ด้ายทุกฝีเข็มมีความอาลัยอาวรณ์ของผู้ให้กำเนิด กลัวว่าจะไม่มีวันได้พบกันอีก ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าใจลูกก็ยังคำนึงถึงเช่นกัน ประหนึ่งต้นหญ้าที่ล่องลอยจากไกลไปตามลม ไม่อาจทดแทนบุญคุณดวงอาทิตย์ได้
เหตุที่เปรียบลูกเป็นต้นหญ้าและเปรียบพระคุณมารดาเป็นดวงอาทิตย์ เพราะไม่ว่าดอกหญ้าจะล่องไปไกลเพียงไหน ก็ยังอยู่ใต้ฟ้าที่มีแสงอาทิตย์ส่องทอเสมอ
เมื่อเห็นท่าทางนิ่งค้างของทุกคน เล่าเจี้ยงก็ยิ้มบางออกมา
“บทกลอนนี้มีชื่อหรือไม่?”
“มีชื่อว่า ร่ายลูกจากไกล!”
เต้เหี้ยนได้สติกลับมาก่อน เห็นแววตาของเล่าเจี้ยงเปลี่ยนไป ก็พยักหน้าเบา ๆ และอุทาน
“หากไม่ใช่คนกตัญญู คงแต่งบทกลอนนี้ออกมามิได้!”
คนที่เล่นแง่กับเล่าเจี้ยงเมื่อครู่ ลุกขึ้นกุมมือขอโทษ
“พรสวรรค์ของคุณชายเล่าน่าทึ่งนัก ข้าน้อยนับถือ! เห็นทีข่าวลือจะเป็นความจริง!”
เล่าเจี้ยงกุมมือคำนับกลับ เขาชื่นชมคนผู้นี้มาก ตั้งข้อสงสัยได้ และปล่อยวางได้ เป็นผู้มีปัญญาที่ใจกว้างคนหนึ่ง
“ขอริอาจถามท่านมีนามว่าอะไร?”
“ข้าน้อยกัวหยวน*[3] นามรองจือหนี่”
รูม่านตาเล่าเจี้ยงหดเล็กลง ที่แท้เป็นเขานี่เอง!
[1] พยายามหาแทบตายไม่เจอ พอเลิกหาเลิกสนใจ กลับได้มาง่ายๆ แบบคาดไม่ถึงเสียอย่างนั้น
[2] กวีในช่วงราชวงศ์ถัง
[3] กัวหยวน เป็นบัณฑิตรับใช้วุยก๊กของโจโฉ