พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 135 อันตรายจากที่ไหนมา
บทที่ 135 อันตรายจากที่ไหนมา
บทที่ 135 อันตรายจากที่ไหนมา?
เล่าเจี้ยงได้รับความโปรดปรานจากตระกูลอ้วน แต่นั่นกลับทำให้เขากังวลใจไม่น้อย
หลังจากมือก่ายหน้าผากมาหลายวัน ชายหนุ่มก็ยังคิดไม่ตก จนต้องเรียกกุนซือของตัวเองออกมา
“กงต๋า เหวินเหอ พวกเจ้าคิดว่าที่จิ้งจอกเฒ่าอ้วนหงุยทำ มันหมายความอย่างไรกัน?”
“ตามหลักแล้ว ข้าล่วงเกินอ้วนเสี้ยว แม้ตระกูลอ้วนจะไม่เป็นศัตรูกับข้า กระนั้นก็ไม่เท่ากับผูกมิตรกับข้าสิ? ยิ่งไปกว่านั้นอ้วนหงุยมาด้วยตนเองด้วยซ้ำ”
อ้วนหงุยเป็นใคร? เป็นมหาราชครูคนปัจจุบัน สูงกว่าแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นเสียอีก
ในสายตาของอ้วนหงุย แม่ทัพหลังของเล่าเจี้ยงไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ
สิ่งที่ทำให้เล่าเจี้ยงไม่เข้าใจมากที่สุดก็คือ แม้ตัวเองจะได้รู้จักอ้วนสุด แต่อย่างมากสุดก็แค่พยักหน้าผูกมิตรเท่านั้น
พ่อของอ้วนสุดคืออ้วนฮอง และอ้วนฮองกับอ้วนหงุยเป็นพี่น้องกัน ซึ่งหมายความว่าในนั้นยังมีความสัมพันธ์อีกชั้นหนึ่ง!
เล่าเจี้ยงไม่เชื่อว่าอ้วนสุดจะสามารถขอให้อ้วนหงุยช่วยสนับสนุนเขาได้ และให้ตายอย่างไร แม่ทัพหนุ่มก็ไม่เชื่อว่าคนอย่างอ้วนสุดคิดทำเรื่องเช่นนี้
“กงต๋า เหวินเหอ ตระกูลอ้วนนี้ต้องการอะไรกันแน่? หรือทั้งตระกูลจะไม่ชอบอ้วนเสี้ยวเลย?”
“มันเป็นเพราะมิตรภาพของข้ากับอ้วนสุดนั้นจริง ๆ หรือ?”
เล่าเจี้ยงเต็มไปด้วยความสงสัยจึงเรียกกาเซี่ยงกับซุนฮิวมาเข้าพบ ด้วยความรู้ของทั้งสอง ต้องวิเคราะห์เรื่องนี้ได้อย่างละเอียดแน่
“กงต๋า โยงใยความสัมพันธ์ในเมืองลกเอี๋ยงนั้นสลับซับซ้อน เจ้าน่าจะเข้าใจดี ขอรบกวนเจ้าอธิบายให้ฟังเสียหน่อย”
กาเซี่ยงมาจากชายแดน ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้เท่าใดนัก เขาจึงต้องทราบที่มาที่ไปเสียก่อน
“ได้ขอรับ”
ซุนฮิวพยักหน้า เขาเองก็ไม่แน่ใจในเจตนาดีของอ้วนหงุยหนนี้เช่นกัน และความเห็นของกุนซือปีศาจก็สำคัญยิ่ง
“นายท่าน เหวินเหอ ข้าขอเริ่มเล่าจากตระกูลอ้วนก่อนแล้วกัน”
ซุนฮิวเริ่มเล่าเกี่ยวกับตระกูลอ้วนแห่งยีหลำอย่างละเอียดให้กับกาเซี่ยงและเล่าเจี้ยงฟัง
ตระกูลอ้วนแห่งยีหลำเป็นขุนนางมาสี่รุ่น คนแรกที่เป็นขุนนางใหญ่ คืออ้วนอันบรรพบุรุษของตระกูลอ้วน มีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมโยธาธิการ แล้วได้เลื่อนเป็นเจ้ากรมการศึกษา รับราชการมาถึงรัชสมัยฮั่นเหอตี้
ลูกชายของอ้วนอัน อ้วนชาง และอ้วนจอง ก็รับตำแหน่งเป็นเจ้ากรมโยธาธิการตามลำดับ ลูกชายของอ้วนจอง อ้วนถังก็ขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้ากรมโยธาธิการ และผู้บัญชาการสูงสุดอีกครั้ง! และอ้วนถังก็เป็นบิดาของอ้วนหงุย มหาราชครูคนปัจจุบันนี้
อ้วนถังมีลูกชายสามคน ได้แก่ อ้วนเทีย อ้วนฮอง และอ้วนหงุย
อ้วนเทียเป็นคนเก่งมาก สามารถสืบทอดกิจการงานใหญ่ของตระกูลอ้วนได้ แต่น่าเสียดายที่ตายเร็วและไร้ทายาท อ้วนฮองจึงยกอ้วนเสี้ยวให้เป็นบุตรบุญธรรมของอ้วนเทียเพื่อสืบทอดสายตระกูลนี้ต่อไป
ส่วนอ้วนฮองมีบุตรชายสามคน มีบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกสองคน และอนุหนึ่งคน บุตรที่เกิดจากภรรยาเอกคืออ้วนจีกับอ้วนสุด และบุตรที่เกิดจากอนุคืออ้วนเสี้ยว
อ้วนหงุยเองก็ก็มีลูกชายหนึ่งคนชื่อ อ้วนอิ๋น แต่ชื่อเสียงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักดีนัก
ในหมู่ตระกูลอ้วนรุ่นเก่า แม้อ้วนฮองจะเป็นประมุขของตระกูล แต่อ้วนหงุยมีตำแหน่งสูงสุด
ทายาทตระกูลอ้วนรุ่นปัจจุบันคืออ้วนเสี้ยวกับอ้วนสุด ความจริงแล้วอ้วนจีควรเป็นทายาทที่แท้จริง น่าเสียดายที่เขาเป็นคนซื่อตรงและอ่อนไหวเกินไป อาจเพราะเหตุนี้จึงไม่ได้รับความรักจากบิดา”
ส่วนอ้วนเสี้ยวกับอ้วนสุด ก็ตามที่นายท่านเห็น ทั้งสองเข้ากันไม่ได้ดุจน้ำกับไฟ!
อ้วนเสี้ยวเป็นลูกอนุ และไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากตระกูลอ้วนมาตั้งแต่เด็ก แถมเรื่องที่เขาเป็นลูกชายอนุยังฝังใจอ้วนสุดอย่างลึกซึ้ง
หากไม่ใช่เพราะพี่ชายใหญ่อ้วนจีปกป้องอ้วนเสี้ยว คงถูกอ้วนสุดทำร้ายจนตายไปแล้ว!
ต่อมาอ้วนเทียก็จากไปโดยไร้ทายาท อ้วนฮองจึงส่งอ้วนเสี้ยวให้เป็นบุตรบุญธรรมของอ้วนเทีย ให้สายตระกูลฝั่งพี่ชายได้มีทายาทสืบไป
เดิมทีอ้วนเสี้ยวคิดว่าตนได้กลายเป็นลูกชายคนโตของอ้วนเทียแล้ว สถานะของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด! แต่น่าเสียดาย การปฏิบัติต่อเขานั้นแย่กว่าที่คาดไว้อย่างเห็นได้ชัด
ยังดีที่อ้วนเสี้ยวมีหน้าตาหล่อเหลา ท่าทางสง่างาม เป็นที่โปรดปรานในสำนักขุนนาง จึงได้รับความสำคัญจากอ้วนฮองกับอ้วนหงุย
และเพราะอ้วนสุดอิจฉาที่อ้วนเสี้ยวได้รับความรักจากบิดากับท่านอา เขาจึงเกลียดชังพี่ชายคนนี้มากยิ่งขึ้น เมื่อใดมีโอกาส ก็จะมาหาเรื่องอ้วนเสี้ยวแน่นอน
อีกด้าน แม้อ้วนฮองกับอ้วนหงุยจะรักอ้วนเสี้ยวมากแค่ไหน แต่ระดับความสำคัญก็ยังห่างไกลจากอ้วนสุดอยู่มากโข อ้วนสุดยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการยกยอปอปั้นและสนับสนุน
แม้อ้วนสุดจะหยิ่งผยอง กระนั้นเขาหาใช่ลูกผู้ดีที่ทำอะไรไม่ได้เลย เขาผูกมิตรกับคนได้ง่าย และโด่งดังในเรื่องความอาจหาญ
หลังจากฟังซุนฮิวแนะนำตระกูลอ้วนเสร็จ เล่าเจี้ยงกับกาเซี่ยงเข้าใจตระกูลอ้วนอย่างครอบคลุมมากขึ้น
โดยเฉพาะเล่าเจี้ยงผู้คิดเสมอว่าฐานะของอ้วนเสี้ยวนั้นน่าเวทนา ไม่ได้รับความสำคัญจากตระกูลอ้วน ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาต้องเปลี่ยนความคิดใหม่
“กงต๋า เจ้าเล่าสถานการณ์ราชสำนักในลกเอี๋ยงให้ข้ามาคร่าว ๆ ทีสิ”
หลังจากฟังการวิเคราะห์ตระกูลอ้วนโดยละเอียด กาเซี่ยงก็เริ่มสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวในราชสำนัก
ซุนฮิวพยักหน้า ก่อนเริ่มอธิบายให้ฟัง
ราชสำนักลกเอี๋ยงในตอนนี้สามารถแบ่งออกเป็นสามขั้วอำนาจ คือฝั่งพระญาติที่นำโดยแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น ขันทีที่นำโดยเตียวเหยียงหัวหน้าสิบขันที และตระกูลทรงอิทธิพลที่นำโดยตระกูลอ้วน
แม้ฝั่งตระกูลทรงอิทธิพลจะมีตระกูลอ้วนเป็นผู้นำ กระนั้นจะไม่กล่าวถึงตระกูลเอียวแห่งฮองหลงไม่ได้
ตระกูลเอียวแห่งฮองหลงก็เหมือนกับตระกูลอ้วนแห่งยีหลำ เป็นขุนนางมาร่วมสี่ยุคสมัยเช่นเดียวกัน ลูกศิษย์มิตรสหายต่างกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกที่
แล้วเหตุใดตระกูลอ้วนจึงเป็นผู้นำในหมู่ตระกูลทรงอิทธิพล? เหตุใดตระกูลเอียวไม่แก่งแย่งกับตระกูลอ้วน?
นั่นเพราะพวกเขามีผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสองตระกูลแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กันมานานแล้ว
สองตระกูลทรงอิทธิพลที่สุดในใต้หล้า ไม่เพียงไม่แก่งแย่งกัน ตรงข้ามกลับรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน สถานการณ์เช่นนี้ฮ่องเต้จะวางพระทัยได้หรือ?
แน่นอนว่าต้องวิตกกังวล อำนาจกษัตริย์ถูกคุกคาม จึงเป็นเหตุให้ราชวงศ์ฮั่นเกิด วิบัติคร่ากุมกลุ่มอภิชน หลายครั้ง*[1]
จุดประสงค์ของการกำจัดกลุ่มอภิชนนั้นชัดเจนมาก นั่นคือเพื่อปราบปรามอิทธิพลของพวกตระกูลทรงอิทธิพล และปกป้องอำนาจฮ่องเต้ไว้!
และเพราะเหตุการณ์นี้ ความเย่อหยิ่งของตระกูลทรงอิทธิพลจึงถูกระงับอย่างเข้มงวด ทว่าพระญาติกลับผงาดลุกขึ้นมา และอำนาจฝ่าบาทก็เผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่
เพื่อที่จะต่อกรกับพระญาติ ฮ่องเต้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสนับสนุนอำนาจของขันทีขึ้นมา
“นายท่าน เหวินเหอ สถานการณ์ในราชสำนักตอนนี้ก็ประมาณนี้”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ก่อนมองไปที่กุนซือปีศาจ
ในบรรดาสามคนนั้น กาเซี่ยงเป็นคนที่เก่งในการมองทะลุจิตใจผู้คนที่สุด ตามประวัติศาสตร์ เขาก็โลดแล่นอยู่ท่ามกลางศึกชิงอำนาจของราชสำนัก ต้องคาดเดาจุดประสงค์ของทุกคนได้อย่างแม่นยำแน่
ภายในห้องเงียบเป็นพิเศษ ทุกสายตาจับจ้องไปที่กุนซือปีศาจ ราวกับเวลาหยุดลง
กาเซี่ยงกำลังหลับตาครุ่นคิด ในหัวของเขามีข้อมูลเศษเล็กเศษน้อยแวบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ละชิ้นส่วนนั้นกำลังเชื่อมกันขึ้นมาใหม่จนเป็นรูปเป็นร่าง
“นายท่าน!”
กุนซือปีศาจลืมตาขึ้นฉับพลัน ราวกับมีแสงสีทองระเบิดจ้าออกมา
“บรรลัยแล้ว… สถานการณ์ในตอนนี้ย่ำแย่นัก กำลังจะเกิดหายนะขึ้น”
หากมิอาจพูดให้ผู้ฟังตื่นตกใจ แม้นตายกาเซี่ยงก็ไม่หยุด ประโยคนั้นทำเอาเล่าเจี้ยงกับซุนฮิวนิ่งอึ้ง
“เหวินเหอ เจ้าหมายความว่าอย่างไร? นายท่านมีอันตรายตรงไหน?”
ซุนฮิวจ้องกุนซือปีศาจ ในหัวก็ขบคิดไม่หยุด
กาเซี่ยงมองซุนฮิวก่อนหันไปหาเล่าเจี้ยง พบว่านายท่านก็มองตัวเองด้วยสีหน้าสงสัยเช่นกัน
“นายท่าน อำนาจในตอนนี้ของท่านได้มาอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงชะงักเล็กน้อย และสงสัยว่าเหตุใดถึงถามคำถามไร้สาระเช่นนี้!
“ไม่ใช่เพราะผลงานการรบข้า และการกวาดล้างกบฏโพกผ้าเหลืองได้หรอกหรือ?”
ซุนฮิวมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“นั่นหาใช่ทั้งหมด ความจริงที่ว่านายท่านเก่งฉกาจในการรบเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น เหตุผลสำคัญที่สุดคือฝ่าบาทต้องการอำนาจเช่นนี้”
กาเซี่ยงได้ยินคำตอบที่น่าพอใจจากซุนฮิวก็ถามต่อ
“แล้วเหตุใดฝ่าบาทจึงต้องการอำนาจเช่นนี้เล่า?”
“แน่นอนว่าต้องการปกป้องอำนาจฮ่องเต้”
ซุนฮิวโพล่งออกมาโดยไม่ต้องคิด
“แล้วถ้าหากอำนาจฮ่องเต้ไม่ได้รับการปกป้องเล่า?”
ทันทีที่กาเซี่ยงพูดคำเหล่านี้ออกมา ซุนฮิวก็ตัวสั่นราวกับถูกฟ้าผ่าก็ไม่ปาน ตกใจประหนึ่งตื่นรู้ขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“หรือว่า…”
เมื่อเห็นซุนฮิวเบิกตาอ้าปากกว้าง กาเซี่ยงก็พยักหน้าด้วยสีหน้ามืดมนลงมาก!
[1] วิบัติคร่ากุมกลุ่มอภิชน มีผู้เรียกขานไว้ในภาษาไทยหลายสำนวน บ้างเรียกว่า หายนะแห่งคณะอภิชน หรือ วิกฤตปัญญาชน คือการปะทะกันของกลุ่มขันทีกับปัญญาชนชั้นนำในขณะนั้น ประกอบไปด้วย 1) กลุ่มขุนนางผู้ใหญ่ ผู้ปราศจากอิทธิพลทางการเมือง และ 2) กลุ่มบัณฑิตในสำนักศึกษาแห่งราชสำนัก ซึ่งโดยมากมีความสัมพันธ์ทางอำนาจกับตระกูลทรงอิทธิพล หากไม่ใช่ลูกหลาน ก็เป็นมิตรสหาย หรือลูกศิษย์ลูกหา ผลคือฝ่ายขันทีได้กวาดล้างศัตรูทางการเมืองจนราบคาบ และก้าวขึ้นมาชักนำการบริหารแผ่นดินในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ส่วนบรรดาขุนนางตงฉินที่เหลืออยู่น้อยนิดพร้อมด้วยเหล่าบัณฑิตปัญญาชนจำนวนมากถูกล้างบางไป