พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 136 ตระกูลอ้วนตระกูลทรงอิทธิพล
บทที่ 136 ตระกูลอ้วนตระกูลทรงอิทธิพล
เล่าเจี้ยงดูสับสน ทั้งสองคนเป็นอะไรกันแน่?
คนหนึ่งมีสีหน้ามืดมนสุด ๆ ในขณะที่อีกคนก็หน้าซีดด้วยความตกใจ
“ท่านกุนซือทั้งสอง เล่าเจี้ยงมีความรู้น้อยนัก พวกท่านช่วยข้าคลายข้อสงสัยได้หรือไม่?”
กาเซี่ยงและซุนฮิวไม่ได้สนใจนายท่าน ยังคงมองหน้ากันด้วยสีหน้ากังวล
ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะโง่แค่ไหน ก็ยังรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ!
สองคนนี้เป็นคนฉลาดระดับแนวหน้า เรื่องที่ทำให้พวกเขากังวลแทบบ้านั้น ต้องยากมากที่จะจัดการแน่นอน
“พวกเจ้า… พวกเจ้าช่วยสนใจข้าก่อนได้ไหม? อย่างน้อยก็แจ้งให้ข้าทราบหน่อยว่าสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน!”
เล่าเจี้ยงกังวลมากจนเหงื่อออก ตัวเองระวังมาตลอด ไม่เคยใช้อำนาจรังแกคนอื่นเลย!
ตอนนี้ได้คืนดีกับโฮจิ๋นแล้ว อีกทั้งยังติดต่อกับตระกูลอ้วน เหตุใดจู่ ๆ ถึงตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายไปได้?
“กงต๋า บอกข้าเถิด ข้าจะได้ครุ่นคิดเสียหน่อย”
กาเซี่ยงไม่มีแม้แต่เวลาอธิบายให้นายท่านฟัง เขากำลังขบคิดแผนการรับมืออยู่
เล่าเจี้ยงไม่ได้รบกวน แต่มองตรงไปที่ซุนฮิว อีกฝ่ายจะต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น!
“นายท่าน ท่านอยู่กลางวังวนศึกชิงอำนาจ จึงมองรูปการณ์ไม่ออก และไม่อาจเห็นสถานการณ์ได้ชัดเจน”
“กงต๋า! พูดมาตรง ๆ เถิด ข้ากังวลแทบแย่แล้ว!”
ซุนฮิวไม่รีบเข้าประเด็น ยิ่งทำให้เล่าเจี้ยงกระวนกระวายใจ กังวลยิ่งกว่าเผชิญหน้ากับกองทหารนับพันเสียอีก!
“นายท่านอย่าเพิ่งวิตกไป ฝ่าบาทเลื่อนตำแหน่งให้นายท่านก็เพื่อปกป้องอำนาจของฮ่องเต้ เมื่อครู่เหวินเหอถามแล้ว …ท่านว่าจะเป็นอย่างไร หากอำนาจฮ่องเต้ไม่ได้รับการปกป้อง?”
เล่าเจี้ยงยิ่งฟังยิ่งสับสน ในหัวคิดเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อย่างรวดเร็ว แต่คิดไปคิดมา นักท่องเวลาก็นึกไม่ออกเลยว่าพระเจ้าเลนเต้ทำอะไรหลังจากปราบกบฏโพกผ้าเหลืองแล้ว
“อำนาจฮ่องเต้จะไม่ได้รับการปกป้องได้อย่างไร? หรือกลุ่มกบฏซีเป่ยสามารถบุกตีมาถึงลกเอี๋ยงได้? หรือพวกเจ้ากังวลว่าโฮจิ๋นจะก่อกบฏ?”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา แม้แต่ตัวเล่าเจี้ยงเองก็ไม่เชื่อ ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้!
“นายท่าน เมื่อครู่กงต๋าก็พูดถึงสามขั้วอำนาจในราชสำนักแล้วมิใช่หรอกหรือ”
เมื่อกาเซี่ยงเห็นเจ้านายยังไม่เข้าใจ จึงเอ่ยเตือนเล็กน้อย
เล่าเจี้ยงกดคางลง แต่ยังคงมีสีหน้าสับสนอยู่
“ข้ารู้ ตระกูลอ้วนเป็นผู้นำฝั่งตระกูลทรงอิทธิพล โฮจิ๋นเป็นผู้นำฝั่งพระญาติ แล้วก็สิบขันทีเป็นผู้นำฝั่งขันที”
“เรื่องพวกนี้กงต๋าไม่พูดข้าก็รู้ มีปัญหาอะไรหรือ?”
กาเซี่ยงถามอีกครั้ง “แล้วนายท่านรู้หรือไม่ว่าใครมีอำนาจมากที่สุด?”
“แน่นอนว่าเป็นสิบขันที!”
เล่าเจี้ยงโพล่งออกมาโดยไม่คิด
กุนซือปีศาจยังคงถามต่อ “แล้วเหตุใดฝ่าบาทถึงทรงเริ่มการคร่ากุมกลุ่มอภิชนหลายครั้ง?”
“เพราะจำเป็นต้องจำกัดการขยายอำนาจของพวกตระกูลเก่าแก่ที่ส่งผลต่ออำนาจฮ่องเต้ เพียงแต่ในช่วงกบฏโพกผ้าเหลือง ฝ่าบาทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยกเลิกการคร่ากุมกลุ่มอภิชน”
เล่าเจี้ยงยังคงตอบอย่างง่ายดาย เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว
“เช่นนั้นนายท่านคิดว่าสามขั้วอำนาจใดแข็งแกร่งที่สุด อ่อนแอที่สุด?”
คำถามนี้ของกาเซี่ยงทำให้นักท่องเวลาตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สามขั้วอำนาจนี้ยากจะแยกแยะความแข็งแกร่งออกมาได้จริง ๆ
“ข้าคิดว่าในแง่ของอำนาจ สิบขันทีแข็งแกร่งที่สุด! ในแง่ของภูมิหลัง ไม่มีใครเทียบกับตระกูลอ้วน ฝั่งตระกูลทรงอิทธิพลได้ ทว่าแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นควบคุมกองกำลังในใต้หล้า ความแข็งแกร่งก็มิอาจประมาทได้เช่นกัน!”
“ทั้งสามขั้วอำนาจนี้มีที่พึ่งไม่เหมือนกัน สิบขันทีนั้นเรียบง่ายที่สุด ล้วนพึ่งพาฮ่องเต้ ตระกูลอ้วนที่เป็นขุนนางมาร่วมสี่ยุคสมัย มีลูกศิษย์ญาติมิตรอยู่ทั่วใต้หล้า นี่คือเหตุผลที่พวกเขาแข็งแกร่ง ส่วนแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น ตรงไปตรงมาที่สุดก็ตรง ๆ เลย คือกองกำลังทหาร”
กาเซี่ยงเผยรอยโค้งบนเรียวปากพลางพยักหน้า เขาพอใจกับคำตอบของเล่าเจี้ยงมาก
“นายท่าน ท่านลองคิดสถานการณ์ในราชสำนักให้ละเอียดกว่านี้อีกทีสิ”
แม่ทัพหลังอดยกมือเท้าคางไม่ได้ ก่อนจะจมสู่ห้วงแห่งความคิด
ในราชสำนัก ขันที ตระกูลเก่าแก่และพระญาติต่างก็ไม่ชอบหน้ากัน เอาแต่สกัดกั้นขัดแข้งขากันไปมา แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน และสร้างความสมดุลขึ้นมาอย่างประหลาด
ตอนนี้เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ มันมีข้ารวมเข้าไปด้วย หรือจะเป็นเพราะข้า?
“หรือเป็นเพราะการผงาดขึ้นมาของข้า ทำลายความสมดุลทางอำนาจนี้ไป?”
เล่าเจี้ยงเหมือนจะมีความคิดบางอย่าง ทว่ามิอาจจับประเด็นสำคัญได้ จึงส่งสายตาสงสัยไปให้กาเซี่ยงอย่างวิงวอน
“ถูกต้อง แต่นายท่านต้องพิจารณาว่าผู้ใดที่ทำให้นายท่านทำลายความสมดุลนี้ และจุดประสงค์ของเขาคืออะไร? หลังจากความสมดุลถูกทำลายแล้ว สถานการณ์ใหม่จะเป็นเช่นไร”
เจตนาของกาเซี่ยงนั้นลึกซึ้งนัก เขาคอยชี้แนะเล่าเจี้ยงตลอด มีเพียงการปล่อยให้นายท่านคิดได้เองเท่านั้น จึงจะสามารถทะยานสู่ความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงได้
เล่าเจี้ยงรู้เจตนาของกุนซือปีศาจเป็นอย่างดี จึงสงบสติอารมณ์ และครุ่นคิดอย่างรอบคอบ
หากถามว่าใครทำให้ตัวเองทำลายความสมดุลนี้ ก็ต้องเป็นพระเจ้าเลนเต้ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน!
หากปราศจากการสนับสนุนจากพระองค์ เล่าเจี้ยงจะอยู่ในตำแหน่งสูงอย่างแม่ทัพหลังตั้งแต่วัยสวมกว้านได้อย่างไร และยิ่งมีทหารในมือนับหมื่นด้วยแล้ว
ก่อนที่กบฏโพกผ้าเหลืองจะปะทุขึ้น อำนาจของสิบขันทีนั้นแข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนนั้นโฮจิ๋นยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงภัยคุกคามจากฝั่งพระญาติ เช่นนั้นก็เหลือเสี้ยนหนามเพียงตระกูลทรงอิทธิพลที่นำโดยตระกูลอ้วน
ตระกูลทรงอิทธิพลเคยประสบกับหายนะการคร่ากุมกลุ่มอภิชน อำนาจจึงไม่เหมือนดั่งก่อน แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็มิอาจประมาทได้
พระเจ้าเลนเต้เพียงใช้ประโยชน์จากสิบขันทีก็เพียงพอจะควบคุมตระกูลเก่าแก่ได้แล้ว ทำให้อำนาจฮ่องเต้มั่นคง!
แต่หลังจากกบฏโพกผ้าเหลืองเริ่มขึ้น พระเจ้าเลนเต้ต้องเลื่อนตำแหน่งโฮจิ๋น จนทำให้อำนาจของฝั่งพระญาติเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว!
และเพราะฝ่าบาทกังวลว่าตระกูลต่าง ๆ จะไม่พอใจราชสำนักเนื่องจากการคร่ากุมกลุ่มอภิชนและการบริหารของท่านเป็นต้นเหตุให้เกิดกบฏโพกผ้าเหลือง พระเจ้าเลนเต้จึงต้องยุติการคร่ากุมกลุ่มอภิชน จนอำนาจของพวกตระกูลเก่าแก่ก็เพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง
ขันทีและกับพระญาติแก่งแย่งอำนาจกัน แต่ตระกูลทรงอิทธิพลกลับแสดงท่าทีเป็นกลาง ไม่ช่วยทั้งสองฝ่าย…
เดี๋ยวนะ ตระกูลทรงอิทธิพลไม่ช่วยทั้งสองฝ่ายจริงหรือ?
ลูกน้องโฮจิ๋นแต่ละคนมาจากตระกูลใหญ่ทั้งนั้น ในจวนแม่ทัพใหญ่นั่นอย่างกับขุมทรัพย์ มีคนของตระกูลขุนนางเก่าแก่อยู่ไม่น้อยเลยนะ
ไม่… ไม่สิ
จู่ ๆ ความคิดของเล่าเจี้ยงก็ติดขัด หัวหมุนไปหมด มิอาจอธิบายอะไรได้ทั้งนั้น จึงทำได้เพียงเอ่ยตามที่คิด และขอคำแนะนำจากกาเซี่ยงไปพลาง ๆ
“เหวินเหอ ฝั่งขันทีกับพระญาติแก่งแย่งกันจนต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ตระกูลทรงอิทธิพลดูเหมือนจะไม่ช่วยทั้งสองฝ่ายก็จริง แต่ความจริงแล้วแอบช่วยโฮจิ๋นอยู่!”
กาเซี่ยงยกยิ้ม ก่อนขบขันเบา ๆ พลางส่ายหัวเล็กน้อย
“นายท่าน? ทราบได้อย่างไรว่าตระกูลทรงอิทธิพลเอนเอียงไปทางพระญาติ?”
“ก็อ้วนเสี้ยวไง! อ้วนเสี้ยวรับใช้อยู่ในจวนแม่ทัพใหญ่! แค่นี้ยังไม่ชัดเจนพอหรือ!?”
เล่าเจี้ยงเผยสีหน้าสับสน ซุนฮิวบอกไปหยก ๆ นี้มิใช่หรือ หลังจากที่อ้วนเสี้ยวถูกรับเลี้ยงเป็นลูกชายคนโตของอ้วยเทีย เขาก็กลายเป็นทายาทตระกูลอ้วน มิใช่หรือ?
“นายท่าน…”
ซุนฮิวยิ้มแห้ง ไม่รู้ว่ารังเกียจที่เล่าเจี้ยงโง่เกินไปหรือเปล่า
“นายท่าน อ้วนเสี้ยว อ้วนสุดและแม้แต่อ้วนจี ยังไม่สามารถเป็นตัวแทนของตระกูลอ้วนได้ ไม่ว่าใครจะเข้าร่วมจวนแม่ทัพใหญ่ ก็ถือแค่การหยั่งเชิงของตระกูลอ้วนเท่านั้น! มีเพียงอ้วนฮอง อ้วนหงุยแห่งตระกูลอ้วนหรือเอียวสื้อ แห่งตระกูลเอียว*[1] เท่านั้นถึงจะเป็นตัวแทนของตระกูลได้!”
“เฮือก…”
เล่าเจี้ยงสูดหายใจอย่างแรง คำพูดของซุนฮิวทำให้เขาคิดออกหลายเรื่องทันที
“ข้าเข้าใจแล้ว! ขันทีกับพระญาติเป็นเหมือนเสือกัดกันทะเลาะกัน แต่ตระกูลขุนนางกลับไม่ช่วยทั้งสองฝ่าย คิดเพียงนั่งรอผลประโยชน์เหมือนคนนั่งบนภู รอชมเท่านั้น”
“โฮจิ๋นนั้นโง่เขลา คิดว่าการเข้าร่วมของอ้วนเสี้ยวคือการสนับสนุนของตระกูลทรงอิทธิพล! แต่ความจริงแล้วฝ่าบาทมองอุบายของตระกูลอ้วนนี้ออกนานแล้ว!”
“หากฝ่าบาทเพียงแต่นั่งเฉย ๆ ไม่ทำสิ่งใด ถึงครานั้น ทั้งฝั่งขันทีและพระญาติจะประสบหายนะ การทะยานสู่อำนาจของตระกูลทรงอิทธิพลก็จะยิ่งไม่อาจหยุดยั้ง ดังนั้นฝ่าบาทจึงให้ข้า แม่ทัพที่มีสายเลือดราชวงศ์ฮั่นผงาดขึ้นมากะทันหัน จริง ๆ แล้วคิดอยากสร้างคลื่นลม เพื่อจมตระกูลทรงอิทธิพลลงสู่ก้นบึ้งเสีย!”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มพร้อมกัน ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็เข้าใจแล้ว
“นายท่านมีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก”
เล่าเจี้ยงได้ยินคำชมกุนซือปีศาจหน้าพลันแดงเรื่อเล็กน้อย ทว่าในใจยังคงมีคำถามมากมายอยู่
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขั้วอำนาจทั้งสี่ไม่ยิ่งสมดุลมากขึ้นหรอกหรือ?”
“เหตุใดท่านทั้งสองถึงบอกว่าข้าใกล้จะประสบกับหายนะแล้วเล่า?”
[1] เอียวสื้อ ขุนนางตงฉินผู้มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ทายาทตระกูลเอียวซึ่งเป็นขุนนางมาถึงสามรุ่น เขาถูกขับไล่หลังมอบคำแนะนำที่เถรตรงเรื่องกบฏโจรโพกผ้าเหลืองให้ฝ่าบาทจนถูกเนรเทศ ภายหลังเขาได้ส่งจดหมายเตือนล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ก่อกบฏให้ฝ่าบาททราบ จึงจะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางอีกครั้ง แต่เขาก็ปฏิเสธ