พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 14 เป้าหมายทิ้งของใกล้ ไปคว้าของไกล
บทที่ 14 เป้าหมายทิ้งของใกล้ ไปคว้าของไกล
ณ ปากทางข้ามฟากแม่น้ำเหลือง
ไทสูจู้ชี้เรือที่อยู่ไกลและเสนอความเห็นแก่เล่าเจี้ยง
“คุณชาย หากเรานั่งเรือข้ามฟากไปยังเมืองเหมิงจิง เขตซีหลี ก็จะประหยัดเวลากว่าการเดินทางบนบกไปไม่น้อย”
“ยามนี้แผ่นดินไม่ค่อยสงบ ระวังไว้หน่อยจะดีกว่า”
เมื่อได้ฟังคำพูดไทสูจู้ เล่าเจี้ยงก็รู้สึกหวั่นไหว
ไม่รู้ว่าเอี๋ยมเอ๋อร์จะเป็นอย่างไรบ้าง…
เมื่อนึกถึงแม่เทพธิดาตัวน้อย เล่าเจี้ยงอดไม่ได้ที่จะหยักยิ้มมุมปาก ภาพเด็กน้อยอ่อนโยนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้คนนั้นแวบเข้ามาในหัว
“ไม่ พวกเราจะเดินทางบก ไปเมืองไท้ซัวก่อน ข้าจะไปพบผู้มีความสามารถคนหนึ่ง”
เล่าเจี้ยงไม่ถูกความคิดถึงปั่นหัว ยุคแห่งความโกลาหลใกล้เข้ามาแล้ว เขายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอีก
“ได้ ข้าจะคุ้มกันคุณชายไป”
ไทสูจู้เห็นสายตามุ่งมั่นแน่วแน่ของผู้เป็นนาย ก็ไม่โน้มน้าวอีก
เล่าเจี้ยงมีสีหน้าผ่อนคลาย และอดเอ่ยด้วยรอยยิ้มไม่ได้
“จืออี้มิต้องดูแคลนข้าหรอก ยามนี้ข้าหาใช่คนไม่มีแรงแล้ว!”
ไทสูจู้มองร่างกายกำยำของเล่าเจี้ยงครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าตัวเองดูกังวลไปหน่อย
“คุณชายถ่อมตัวเกินไปแล้ว ยามนี้วรยุทธ์ของคุณชายไม่ธรรมดาแล้ว!”
“จืออี้! เจ้าหยุดหัวเราะเยาะข้าได้แล้ว ข้าแค่มีแรงมากหน่อย ไม่ถึงขั้นมีวรยุทธ์หรอก!”
เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะตัวเอง ก่อนหยิบแผ่นไม้ไผ่เขียนหนังสือออกมาจากหน้าอกเสื้อแล้วส่งให้พลคุ้มกัน
“พวกเจ้าคุ้มกันท่านแม่เฒ่าไปที่ลกเอี๋ยงก่อน และแจ้งเรื่องนี้แก่บิดาข้า ข้ากับจืออี้จะไปที่เมืองไท้ซัว!”
พวกพลคุ้มกันเป็นห่วงความปลอดภัยของเล่าเจี้ยงเช่นกัน ทว่าเปลี่ยนความคิดของเจ้านายตัวเองไม่ได้ จึงทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม
“ต้องปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง และต้องคุ้มกันท่านแม่เฒ่าให้ปลอดภัย!”
เล่าเจี้ยงกำชับอีกครั้ง ไทสูจู้เป็นคนกตัญญู ต้องดูแลมารดาของเขาให้เหมาะสม
มารดาที่ได้รับแรงกระตุ้นมากเกินไปเดินออกมา พลางมองไทสูจู้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“จืออี้ แม้ร่างกายแตกสลาย กระดูกแหลกเป็นผุยผง ก็ต้องคุ้มกันคุณชายให้ดี!”
“ท่านแม่โปรดวางใจ”
ไทสูจู้รับปากมารดาอย่างจริงจังและหนักแน่น
เรือค่อย ๆ ลอยห่างไปไกล เล่าเจี้ยงเองก็ไม่รอช้าอีกต่อไป
“ไปกันเถิดจืออี้”
ม้าสองตัวควบไปทางเมืองไท้ซัว ไทสูจู้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
ใครกันที่ทำให้คุณชายสนใจถึงเพียงนี้?
…
ณ อำเภอห่งเมี่ยง กองบัญชาการทหารไท้ซัว
“คุณชาย ใช้เวลาไปสิบกว่าวัน ในที่สุดก็ถึงแล้ว”
เห็นไทสูจู้เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่น เล่าเจี้ยงจึงคิดได้ว่าตัวเองก็น่าจะสภาพไม่ต่างกันมากนัก
“นั่นสิ หวังว่าพวกเราสองคนจะไม่ได้มาเสียเปล่า!”
“ระหว่างทางที่ผ่านเมืองผ่านอำเภอมา จืออี้ เจ้าดูออกหรือไม่ว่ามีอะไรผิดปกติ?”
ไทสูจู้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา “มีจุดน่าสงสัยมากมาย”
“ไม่ต้องรีบร้อน ตอนนี้เที่ยงแล้ว เราไปกินข้าวกันก่อนเถิด”
เล่าเจี้ยงรู้สึกหิว ทั้งสองจึงหาโรงเตี๊ยม หลังจากได้นั่งพัก แล้วก็สั่งอาหารมาสองสามอย่าง
หนุ่มน้อยมองสำรวจไปทั่ว ก่อนจะพบคนสามคนที่อยู่โต๊ะข้าง ๆ เตะตาเขาแล้ว
“ศิษย์พี่ม้า ไปลกเอี๋ยงครานี้ต้องระมัดระวังด้วย”
เล่าเจี้ยงอดมองไปทางพวกเขาไม่ได้ และได้ยินศิษย์พี่ม้าคนนี้เอ่ยกับพวกเดียวกันว่า
“ศิษย์น้องทั้งสองก็เหมือนกัน ยามนี้เป็นปลายเดือนหกแล้ว จำไว้ว่าจะล่าช้าไม่ได้”
“เราทั้งสองแยกกันลงมือ เขาไปแคว้นเอียงจิ๋ว ข้าไปแคว้นเกงจิ๋ว ไม่ล่าช้าแน่นอน ศิษย์พี่อ้วนยี่โปรดวางใจ!”
ชายรูปร่างอวบอ้วนเอ่ยคำสัตย์ ก่อนทั้งสามจะออกจากโรงเตี๊ยมไปพร้อมกัน
ชื่อนั้นทำเอานักท่องเวลาขนลุกซู่ นั่นมันสมาชิกของกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง ลูกน้องของเตียวก๊ก
ม้าอ้วนยี่!
เล่าเจี้ยงลอบตกใจ ที่แท้เตียวก๊กก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วนี่เอง
เมื่อนึกถึงการสบตากับหัวหน้ากลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองเมื่อสิบสองปีก่อน เล่าเจี้ยงก็อดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น
“คุณชาย?”
ไทสูจู้เห็นเล่าเจี้ยงมีสีหน้าเครียด ก็สงสัยเล็กน้อย
เล่าเจี้ยงหันกลับมา ดื่มน้ำที่ถืออยู่ในมือไปหนึ่งอึก
“ระหว่างทางมีตรงไหนน่าสงสัยบ้าง?”
ไทสูจู้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“ลัทธิโพกผ้าเหลืองมีคนจำนวนมาก อีกทั้งมิขาดแคลนคนที่ถูกฝึกมาอย่างดี”
“ไม่ใช่มีแค่นี้แน่!”
เล่าเจี้ยงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พวกเขามีความสนิทสนมกันดีกับทางการ ต้องซ่อนอาวุธไว้ไม่น้อยแน่!”
ไทสูจู้พยักหน้า
“ใช่ หากเป็นดั่งที่คุณชายว่าไว้ที่ปักไฮ เกรงว่าความโชคร้ายจะอยู่ไม่ไกลแล้ว!”
“ตอนนี้ก็เดือนหกแล้ว เราต้องรีบกลับไปยังลกเอี๋ยงโดยเร็วที่สุด หลังทานข้าวเสร็จรีบไปเยี่ยมเยือนปลัดเมืองจูกัดกุยกัน”
…
เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าเวลากระชั้นชิดแล้ว จากไท้ซัวไปลกเอี๋ยงยังต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
“ผู้มีความสามารถที่คุณชายว่าคือจูกัดกุยหรือ?”
“ไม่ใช่”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเสียงเบา
“เป็นลูกชายเขา”
จูกัดกุย…คือบิดาของจูกัดเหลียง ขงเบ้ง มหาปราชญ์แห่งจ๊กก๊ก!
ในตอนที่กำลังคุยอยู่นั้น อาหารก็ถูกยกเข้ามา ทั้งสองไม่เกรงใจใด ๆ อีก ต่างคนต่างสวาปามเต็มที่
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทั้งสองเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยความพึงพอใจ
หลังจากสอบถามมาแล้ว ในที่สุดก็หาบ้านของจูกัดกุยเจอ
ตระกูลจูกัดแห่งเลี่ยนหยาก็นับว่าเป็นตระกูลเก่าแก่เช่นกัน ทว่ามิอาจเทียบกับตระกูลซุนแห่งเอ่งฉวน และตระกูลสุมาแห่งแม่น้ำเขตในได้
และยิ่งเทียบกับตระกูลอ้วนและตระกูลเอี๊ยที่เป็นตระกูลขุนนางระดับสูงก็ยิ่งทาบไม่ติด ตอนนี้นับได้แค่เป็นตระกูลโด่งดังในท้องถิ่น
นับจากจูกัดเหลียงขึ้นไป จูกัดเฟิง รุ่นปู่เคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ามณฑล บิดาอย่างจูกัดกุยกับลุงจูกัดเหี้ยนก็เคยเป็นขุนนาง ทว่าเป็นแค่ขุนนางในท้องถิ่นเท่านั้น ระดับไม่ได้สูงส่งมาก เป็นบัณฑิตชนบท เรียบจบก็รับราชการใกล้บ้าน
ทั้งสองคนยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตระกูลจูกัด เห็นผ้าขาวถูกแขวนไว้ทั่วทุกที่ ด้านในมีเสียงร้องไห้ระงมดังออกมา
เล่าเจี้ยงตกใจ
หรือจูกัดกุยจะตายแล้ว?
เขาจากไปตอนที่ลูกชายยังเล็กมากก็จริง แต่นักท่องเวลายังจำได้อยู่ ว่าอีกฝ่ายได้เป็นปลัดเมืองอีกตั้งหลายปีเลยนะ
ในระหว่างที่เล่าเจี้ยงกำลังคิดไปเองนั้น ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมา คนผู้นี้สวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย รูปร่างลักษณะดูไม่ธรรมดา
เล่าเจี้ยงรีบเข้าไปสอบถาม
“ขออภัย ไม่ทราบว่าด้านในนั้นเป็นงานศพของผู้ใดรึ”
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วมุ่น ดูไม่พอใจเล็กน้อย
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร?”