พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 15 งานศพของตระกูลจูกัด
บทที่ 15 งานศพของตระกูลจูกัด
“ท่านผู้นี้คือเชื้อพระวงศ์ฮั่น บุตรชายของใต้เท้าเล่าที่ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมราชวงศ์ในตอนนี้”
ไทสูจู้เห็นผู้มาใหม่มีน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ ตัวเองจึงไม่เกรงใจ
ชายวัยกลางคนได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจมาก บุตรชายแห่งเสนาบดีทั้งเก้ามาที่เมืองไท้ซัวนี้ทำไมกัน?
“ที่แท้เป็นคุณชายเล่านี่เอง ข้าคือหวังจิ้น เจ้าเมืองไท้ซัว”
“คารวะท่านเจ้าเมืองหวัง”
เล่าเจี้ยงกุมมือคำนับอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
หวังจิ้นมองพวกผู้มาเยือนทั้งสองคนที่มีแต่ฝุ่นเขรอะเต็มตัวก็เอ่ยถาม
“คุณชายมีธุระอะไรหรือ?”
“เราสองคนมาจากปักไฮตั้งใจมาเยี่ยมเยือนท่านจูกัดกุย ด้านในสวมเสื้อผ้าไว้ทุกข์กันหรือ?”
เจ้าเมืองไท้ซัวเห็นเล่าเจี้ยงมีสีหน้ากังวล ก็รู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด จึงรีบอธิบาย
“ไม่ใช่ เป็นภรรยาของท่านกุยเสียชีวิตแล้ว”
เล่าเจี้ยงมองหวังจิ้น พลางเอ่ยถาม
“ท่านเจ้าเมืองช่วยแนะนำแทนได้หรือไม่?”
“ได้สิ เชิญ”
เจ้าเมืองไท้ซัวพาพวกเล่าเจี้ยงเข้าไปในบ้าน
บ้านตระกูลจูกัดเรียบง่ายมาก ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา นับตั้งแต่ปู่จูกัดเฟิงก็เป็นคนซื่อสัตย์และสมถะมาตลอด เครื่องเรือนในบ้านก็จัดวางไว้อย่างเรียบง่าย
เล่าเจี้ยงเดินมาถึงห้องโถง ก่อนเหลือบมองเข้าไปข้างใน ด้านข้างโลงศพมีชายสอง หญิงสองกำลังคุกเข่าอยู่
เด็กชายคนโตอายุประมาณสิบกว่าปี ส่วนคนเล็กอายุแค่สามถึงสี่ขวบ
สายตาของเล่าเจี้ยงจับจ้องไปยังเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่ง
ในขณะที่มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งรีบเดินเข้ามา มองไปที่เจ้าเมืองไท้ซัวรวมถึงผู้มาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างสงสัย
ไทสูจู้เห็นคุณชายเอาแต่จ้องคนด้านใน ก็รีบกระแอมไอเบา ๆ
เล่าเจี้ยงได้สติ และมองคนที่เดินออกมา
คนผู้นี้สวมชุดขาวไว้ทุกข์ สูงเจ็ดฉื่อ รูปร่างสูง
เพียงแต่ดวงตาสองดวงซึมเล็กน้อย น่าจะเกิดจากความเสียใจ
“ท่านเจ้าเมือง…”
จูกัดกุยมองหวังจิ้นเป็นนัยคำถาม ก่อนคำนับอย่างนอบน้อม
“สหาย ท่านนี้คือบุตรชายของเจ้ากรมราชวงศ์เล่า ตั้งใจเดินทางมาจากปักไฮเพื่อพบเจ้า”
ขณะที่เจ้าเมืองไท้ซัวแนะนำ ก็จงใจเน้นคำว่า ‘เจ้ากรมราชวงศ์’ อย่างหนักแน่น
จูกัดกุยมองไปทางเล่าเจี้ยงอย่างนิ่งอึ้ง ตระกูลจูกัดกับตระกูลเล่าไม่น่าจะสานสัมพันธ์กันสิถึงจะถูก สถานะต่างกันเกินไป
“ไม่ทราบว่าคุณชายมีอะไรชี้แนะหรือ”
จะกล้าชี้แนะท่านจูกัดกุยได้อย่างไรล่ะ?
หนุ่มน้อยก้มตัวคำนับก่อน จากนั้นจึงเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“ท่านล้อเล่นแล้ว ข้าน้อยจะบังอาจชี้แนะท่านได้อย่างไร”
“ได้ยินว่าท่านมีความเที่ยงธรรมซื่อสัตย์ มีความรู้มากมาย ข้าน้อยจึงตั้งใจมาเยี่ยมเยือน”
“ช่างสมกับคำกล่าว ‘ได้ยินชื่อเสียง มิสู้ได้พบหน้า’ ท่านสมกับคำร่ำลือจริง ๆ!”
นี่สินะที่เรียกว่าประจบสอพลอ ทันทีที่เล่าเจี้ยงพูดคำนี้ออกไป หน้าของจูกัดกุยก็แดงขึ้นมาเล็กน้อย จึงปฏิเสธเป็นพัลวัน
หวังจิ้นกลับหัวเราะลั่น พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เขารู้จักจูกัดกุยมานาน รู้นิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี
“สหายไม่ต้องถ่อมตัวหรอก คุณชายไม่โกหกแน่นอน”
“ที่สำนักท่านเจ้าเมืองยังมีงานอยู่ ข้าน้อยขอตัวลาก่อน”
เมื่อนึกถึงงานที่ยังมีอยู่ในสำนัก ก็ขอตัวลาจากไป
เล่าเจี้ยงรีบขอบคุณ และส่งหวังจิ้นจากไป
จูกัดกุยเชิญเล่าเจี้ยงเข้าไปข้างใน เห็นซ้ายขวาไม่มีใคร ก็สอบถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว แท้จริงคุณชายมีเรื่องอันใด เชิญว่ามาได้เลย”
“ความจริงไม่มีเรื่องอันใดหรอก เพียงมาเยี่ยมเยือนท่านเท่านั้นจริง ๆ!”
เล่าเจี้ยงตอบด้วยแววตาจริงใจ ไม่เสแสร้ง ทำให้จูกัดกุยเชื่อไปชั่วขณะ
“เช่นนั้น เชิญคุณชายพักอยู่ที่บ้านข้าชั่วคราว หลังงานศพจบแล้วค่อยเลี้ยงต้อนรับคุณชาย”
เล่าเจี้ยงแสดงความขอบคุณ บอกให้เจ้าบ้านไม่ต้องสนใจตัวเอง สนใจงานศพของภริยาก็พอ
…
สามวันต่อมา งานศพภรรยาของจูกัดกุยก็จบลง ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นยิ่ง
หลังจากพุดคุยติดต่อกันมาสองสามวัน เล่าเจี้ยงก็คุ้นเคยกับลูกชายทั้งสองของจูกัดกุย
ลูกชายคนโตชื่อจูกัดกิ๋น ปีนี้อายุสิบสองปี
ลูกชายคนรองชื่อจูกัดเหลียง อายุได้สี่ขวบ
แล้วก็ยังมีจูกัดกุ๋นทารกวัยหนึ่งปีอีกหนึ่งคน
ส่วนลูกสาววัยหกถึงเจ็ดขวบสองคน เล่าเจี้ยงไม่ได้พูดคุยด้วยมากนัก
จูกัดกุยค่อนข้างผอม มีความสูงเจ็ดฉื่อกว่าเท่านั้น สัดส่วนหน้าตาโดยมากสมส่วน เพียงแต่หน้ายาวมาก ไม่แปลกที่ซุนกวนจะบอกว่าเหมือนลา
ชายผู้นี้เป็นคนหน้าซื่อ มีรูปลักษณ์สบายตาแต่ไม่โดดเด่น ชวนให้รู้สึกว่านิสัยดี มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนซื่อสัตย์
ความรู้ของจูกัดกุยนั้นกว้างขวางอย่างมาก เขาได้อ่าน ‘คัมภีร์ซือจิง’ ‘คัมภีร์ซ่างซู’ และ‘คัมภีร์ชุนชิวโจวซื่อจ้วน’ มากมาย
แม้ตระกูลจูกัดหาได้ร่ำรวยเงินทอง แต่ถึงอย่างไรก็มีชื่อเสียงเป็นตระกูลเก่าแก่ อาจเอื้อมถึงตำราหนังสือต่าง ๆ ได้ไม่ยาก
จูกัดกุยมีเวลาก็มาสอบถามเล่าเจี้ยง และเลื่อมใสต่อความรู้ของคุณชายคนนี้มาก
แต่เมื่อเทียบกับบิดา จูกัดเหลียงวัยสี่ขวบได้แสดงพรสวรรค์ที่เหนือกว่าคนทั่วไปมากแล้ว!
มือน้อยไม่ปล่อยหนังสือตำราต่าง ๆ อีกทั้งความเข้าใจก็ไร้ที่เทียบ
จูกัดเหลียงวัยสี่ขวบมีความเห็นที่โดดเด่นเป็นของตัวเอง วาจาเล่าก็ฉะฉานยิ่งนัก ทำให้เล่าเจี้ยงรู้สึกละอายใจกับตำแหน่งเด็กอัจฉริยะอยู่ไม่น้อย
กลอนบางบทที่เขาใช้อวดรู้มาจนถึงตอนนี้ เป็นกลอนของจูกัดเหลียงในอนาคตเสียด้วยซ้ำ
แต่เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายในวัยสี่ขวบ สามารถสนทนากันได้อย่างเท่าเทียมเหมือนมิตรรุ่นเดียวกัน และยิ่งนานวัน ก็ยิ่งหลงใหลในตัวเด็กน้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ก็มิอาจพักอยู่ที่ไท้ซัวตลอดได้ เพราะกบฏโพกผ้าเหลืองใกล้เข้ามาแล้ว จึงได้เวลาเอ่ยลา
“ไม่ต้องรีบไปก็ได้ไม่ใช่หรือ”
จูกัดกุยอาลัยอาวรณ์อย่างมาก รั้งเล่าเจี้ยงไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า
แม้เวลาสั้น ๆ สิบกว่าวัน แต่บัณฑิตในเมืองน้อยก็มิกล้าดูแคลนเด็กหนุ่มคนนี้
ร่างกายสูงใหญ่กำยำเกินวัยกับวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ความสามารถด้านวรรณกรรมก็โดดเด่น เจ้าบทเจ้ากลอน แถมยังเป็นลูกศิษย์นักปราชญ์เต้เหี้ยนด้วย
แม้จะยังไม่ถึงวัยผู้ใหญ่ ทว่าก็ซ่อนปลายดาบไม่เต็มฝัก เก็บงำความสามารถไว้ไม่มิด
เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น บิดาเล่าเอี๋ยนก็มีฐานะเป็นเสนาบดีสูงส่ง
จูกัดกุยมั่นใจ หากให้เวลาเขาอีกหน่อย เล่าเจี้ยงต้องทำให้คนตกตะลึงแน่