พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 141 อ้วนเสี้ยวไม่เข้าใจ
บทที่ 141 อ้วนเสี้ยวไม่เข้าใจ
หลังจากอ้วนเสี้ยวออกมาจากจวนแม่ทัพใหญ่ ก็ตรงกลับไปยังที่จวนมหาราชครูทันที
ในความคิดอ้วนเสี้ยว ไปหาอ้วนฮองแล้วถูกอ้วนสุดพบเข้า ไม่สู้ตรงไปหาอ้วนหงุยเลยดีแล้ว
แม้อ้วนหงุยจะเป็นน้องชายของอ้วนฮอง แต่ในแง่ตำแหน่งขุนนาง อ้วนหงุยค่อนข้างสูงกว่า อีกทั้งยังรักอ้วนเสี้ยวมากกว่าอ้วนฮองอีก
…
ณ จวนมหาราชครู หนึ่งในมหาเสนาบดีราชวงศ์ปัจจุบันมีการเฝ้าอารักขาอย่างแน่นหนา ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับตรงเข้าไปเลยอย่างไร้การขวางกั้น
เมื่อเป็นหลานชายคนนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือตรวจสอบใด ๆ นี่แสดงให้เห็นถึงความรักที่อ้วนหงุยมีต่ออ้วนเสี้ยว
“ท่านอาสาม!”
อ้วนเสี้ยวตื่นเต้นมาก ยังไม่ทันเข้าห้องไป ก็เริ่มตะโกนออกมาตั้งแต่อยู่ในลานด้านนอก
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของหลานชาย ประตูห้องหนังสือจึงถูกเปิด พร้อมมหาราชครูเดินออกมา
“เปิ่นชู พอเข้ามาก็ตะโกนโหวกเหวก ใช้ได้ที่ไหนกัน”
อ้วนหงุยมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจเล็กน้อย อ้วนเสี้ยวไม่เคยเสียมารยาทเช่นนี้มาก่อนเลย
“ท่านอาสาม! ข้ามีเรื่องใหญ่จะพูด!”
อ้วนเสี้ยวไม่สนการตำหนิของอ้วนหงุยเลยสักนิด เขาคว้ามืออีกฝ่ายเขย่าไปมาไม่หยุด น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างมาก
มหาราชครูขมวดคิ้วแน่นขึ้น แล้วชักแขนตัวเองออก
“เปิ่นชู ปกติข้าสอนเจ้าอย่างไร คนทำการใหญ่จะทำตัวตื่นตูมเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ดูเจ้าสิกลายเป็นอะไรไปแล้ว ยังเหลือมาดคุณชายแห่งตระกูลอ้วนหรือไม่?”
อ้วนเสี้ยวถูกตำหนิติดต่อกัน จึงค่อย ๆ สงบลง ก่อนรีบจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมตัวเอง
“อาสามสอนได้ถูกต้องแล้ว ครั้งนี้ข้าวู่วามเกินไป”
จวบจนอ้วนเสี้ยวกุมมือขอโทษแล้ว อ้วยหงุยถึงพยักหน้าเล็กน้อย และเผยท่าทางพอใจออกมา
“เปิ่นชู ลุงรองเจ้าก็อยู่ เจ้าตามข้าเข้ามาเถิด”
“ขอรับ”
อ้วนเสี้ยวชะงักไป ไม่คิดเลยว่าบิดาโดยสายเลือดของตนจะอยู่ที่นี่ด้วย
หลังจากเข้าไปในห้องหนังสือ ก็เห็นอ้วนฮองนั่งอยู่บนตำแหน่งประมุขจริง ๆ
ในยุคสมัยนี้ แนวคิดผู้เยาว์เคารพผู้อาวุโสนั้นเคร่งครัดมาก
พี่ก็เหมือนพ่อ เมื่ออ้วนเทียตายไปแล้ว อ้วนฮองย่อมขึ้นเป็นประมุขคนต่อไป
นอกเสียจากอ้วนหงุยจะเป็นฮ่องเต้ ไม่เช่นนั้นยามทั้งสองอยู่ด้วยกัน อ้วนฮองก็ต้องนั่งอยู่ตรงตำแหน่งประมุข
อ้วนเสี้ยวเร่งก้าวเข้ามา พร้อมก้มตัวคำนับ
“อ้วนเสี้ยวคารวะท่านอารอง”
“เปิ่นชู ไม่ต้องมากพิธี”
บิดากับบุตรโดยสายเลือดกลับพบเจอกลับเป็นลักษณะนี้ ทว่าด้วยฐานะของทั้งสองฝ่ายที่อ้วนเสี้ยวกลายเป็นลูกบุญธรรมของอ้วนเทียแล้ว ก็ไม่มีใครรู้สึกอึดอัดเลย
จวบจนทั้งสองนั่งลงแล้ว อ้วนฮองก็ถามขึ้นมา
“เปิ่นชู มีเรื่องอันใดถึงทำให้เจ้าตะโกนโหวกเหวกเช่นนี้?”
อ้วนเสี้ยวนั่งตัวตรง
“ท่านอาทั้งสอง ข้ามีเรื่องใหญ่มารายงาน”
อ้วนฮองกับอ้วนหงุยไม่พูดอะไร ทว่าสายตาจับจ้องไปที่อ้วนเสี้ยวเป็นตาเดียว
“วันนี้ข้าไปรายงานสถานการณ์การรบในซีเป่ยแก่แม่ทัพใหญ่ แต่ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงก็มาหาแม่ทัพใหญ่เช่นกัน”
เขาเล่าเรื่องที่เล่าเจี้ยงยโสโอหังอยู่ในจวนแม่ทัพใหญ่ในวันนี้ออกมาอย่างละเอียดทันที
ทั้งยังกล่าวเสริมว่าเล่าเจี้ยงเหิมเกริมถึงเพียงไหน และดูแคลนโฮจิ๋นกับตระกูลอ้วนอย่างไรให้เกินจริงมากขึ้น
ความชิงชังเป็นที่กระจ่าง
อ้วนเสี้ยวยิ่งเล่ายิ่งกราดเกรี้ยว เขาตัดสินใจแล้ว และจะต้องทำให้อ้วนฮองกับอ้วนหงุยติดสินใจร่วมมือกับโฮจิ๋น กำจัดเล่าเจี้ยงคนนี้เพื่อบรรเทาความชิงชังให้จงได้
อ้วนฮองกับอ้วนหงุยสนใจการเคลื่อนไหวของเล่าเจี้ยงอย่างมาก เริ่มแรกได้ยินว่าเขาไปหาโฮจิ๋นยังยิ้มแย้มเปื้อนหน้าไปด้วย แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่ถูกต้อง สีหน้าก็ค่อย ๆ มืดมนลง
อ้วนเสี้ยวเห็นท่าทางนี้ของอ้วนฮองกับอ้วนหงุย ก็ยิ่งปีติยินดีมากขึ้น
“ท่านอาทั้งสอง เล่าเจี้ยงนั่นรังแกคนอื่นมากเกินไป เขาเหยียดหยามข้าไม่ว่า แต่ไม่คิดเลย… ไม่คิดเลยว่าเขาจะไม่เห็นตระกูลอ้วนอยู่ในสายตา!”
“หากไม่สั่งสอนเสียหน่อย ผู้คนในใต้หล้าคงคิดจริงว่าตระกูลอ้วนเรากลัวเขา! แล้วตระกูลอ้วนเราจะนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำตระกูลทรงอิทธิพลได้อย่างไร!”
ทว่า… เรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่อ้วนเสี้ยวคิดไว้เช่นนั้น อ้วนฮองกับอ้วนหงุยไม่ได้แสดงท่าทีจะจัดการเล่าเจี้ยงในทันที
พวกอ้วนฮองสองคนเหลือบมองหน้ากัน สีหน้าจากที่มืดมนค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจนใจ
“พี่ใหญ่ ดูเหมือนทางเล่าเจี้ยงจะมีกุนซือคอยช่วย”
“เฮ้อ… หรือจะเป็นบัณฑิตตระกูลซุนนั่น?”
ในใจอ้วนฮองรู้สึกผิดหวังอย่างมาก แผนการงดงามปานนี้ กลับถูกเล่าเจี้ยงคลี่คลายไปได้ง่าย ๆ!
“พี่ใหญ่ บัณฑิตตระกูลซุนนั้นข้ารู้จัก แม้จะเฉลียวฉลาด กระนั้นก็ไม่น่าจะเจนจัดการเมือง มองแผนการเราออก”
อ้วนหงุยยิ่งเสียใจกว่า แผนการนี้เขาลำบากลำบนเนิ่นนานและกว่าจะคิดออกมาได้
เขามั่นใจว่าแผนการนี้สมบูรณ์แบบ ในแผนการไม่มีเผยเจตนาร้ายออกมาเลยแม้แต่น้อย
เปรียบกับยามคนเรากำลังตกอยู่ในความลำบาก แล้วมีคนหนึ่งปรากฏตัวออกมา เดิมทีอีกฝ่ายสามารถมองดูเราตายได้ แต่กลับช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ยื่นมือเข้ามาช่วยให้รอดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบาก ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีเจตนาร้ายใด ๆ เลย เราจะคิดถึงขั้นว่าเขาจะทำร้ายเราหรือไม่?
จุดสุดยอดที่สุดของแผนการนี้คือ การให้เราเดินเข้าไปห้วงลึกตั้งแต่เริ่ม!
หากคนหนึ่งช่วยเราให้เศรษฐีโดยปราศจากสิ่งใดตอบแทน ทั้งหมดล้วนเป็นการควบคุมตัวเองไม่ได้ของเรา จึงหลงมัวเมา
เราจะคิดไหมว่านี่คือจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายช่วยให้เรากลายเป็นเศรษฐีคนนั้น?
ไม่มีทางแน่นอน! เพราะอีกฝ่ายสามารถทำลายเราได้ทันที แต่กลับเลือกวิธีที่ยุ่งยากที่สุด!
อ้วนฮองมองอ้วนหงุยด้วยสีหน้าสงสัย ซึ่งไม่รู้เลยว่าทั้งสองกำลังคุยอะไรกัน
“ท่านลุงทั้งสอง พวกท่านกำลังพูดอะไรกัน เหตุใดข้าฟังไม่เข้าใจสักนิด?”
อ้วนเสี้ยวยังคงไม่ได้รับการตอบกลับใด ๆ ราวกับกลายเป็นธาตุอากาศไปแล้วก็ไม่ปาน
อ้วนฮองมองอ้วนหงุยพร้อมถอนหายใจ ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“น้องสาม ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ตามความเห็นข้า พวกเราเงียบไม่ดีกว่าหรือ”
สีหน้าอ้วนหงุยดูลังเลอย่างมาก ทว่ากระนั้นยังคงพยักหน้า
“เฮ้อ น่าเสียดายแผนการสมบูรณ์แบบขนาดนั้น! ไม่รู้จริง ๆ ว่าใครเป็นคนมองออกกัน”
“ท่านอาทั้งสอง!”
อ้วนเสี้ยวร้อนใจจะแย่ สองคนที่อยู่เบื้องหน้าไม่มีใครสนใจเขาเลย
“เปิ่นชู”
ในที่สุดคล้ายกลับอ้วนฮองรับรู้ถึงความร้อนใจของบุตรชายโดยสายเลือด จึงกวาดสายตาไปมอง
“เปิ่นชู ตระกูลอ้วนเราไม่เข้าร่วมกับแม่ทัพใหญ่ในเรื่องนี้ เจ้ากลับไปเรียนแม่ทัพใหญ่ตามจริง”
“อีกอย่าง ความขัดแย้งระหว่างเจ้ากับเล่าเจี้ยง เป็นเรื่องของเจ้าเพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลอ้วนเรา”
อ้วนเสี้ยวได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจ ข้าถูกตระกูลอ้วนทอดทิ้งแล้วหรือไร!
“ท่านอารอง ข้า…”
อ้วนฮองยกมือขึ้นขัดอ้วยเสี้ยว แล้วลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ
“น้องสาม ต้องใช้แผนต่อไปแล้วละ สรุปแล้ว.ตระกูลอ้วนเราจะนั่งบนภูดูเสือกัดกัน สงบนิ่งไว้แล้วรอรับผลประโยชน์”
“คงต้องเป็นเช่นนี้แล้ว”
อ้วนหงุยพยักหน้า แล้วส่งอ้วนฮองจากไปจนลับตา
ครั้นอ้วนเสี้ยวเห็นบิดาโดยกำเนิดจากไปแล้ว ภายในห้องเหลือเพียงมหาราชครูที่ใกล้ชิดกับตัวเองมากหน่อย ในใจก็ค่อย ๆ สงบลง
“อาสาม อารองหมายความว่าอย่างไร ยังกับว่าตระกูลอ้วนเรากลัวเล่าเจี้ยงอย่างงั้นแหละ”
อ้วนหงุยยิ้ม ก่อนแตะลาดไหล่หลานชายเบา ๆ
“เปิ่นชู มันไม่อยู่ที่ว่าใครกลัวใคร ทุกอย่างอยู่ที่ผลประโยชน์เป็นสำคัญ”
อ้วนเสี้ยวฟังไม่เข้าหูเลย ในใจเกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นมา
“หรือหากเล่าเจี้ยงนั่นทุบตีข้าตาย ตระกูลอ้วนเราก็จะสงบปากสงบคำต่อไป”
อ้วนหงุยมองอ้วนเสี้ยวด้วยความผิดหวังเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายที่สงบนิ่งมาตลอดยังเอ่ยคำเช่นนี้ออกมาได้
“เปิ่นชู เล่าเจี้ยงนั่นไม่มีทางทำเรื่องที่ไม่ฉลาดเช่นนี้หรอก”
“สรุปแล้วเมื่อครู่ อารองเจ้ากล่าวชัดเจนแล้ว คำพูดเขาคือคำสั่งของทั้งตระกูลอ้วนเรา”
“เจ้าเข้าใจหรือไม่?”