พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 142 ความเจ้าเล่ห์ของเตียวเหยียง
บทที่ 142 ความเจ้าเล่ห์ของเตียวเหยียง
ณ พระราชวัง เมืองลกเอี๋ยง
พระเจ้าเลนเต้กำลังเอนตัวอยู่บนตั่งอย่างสบาย เพลิดเพลินการนวดเฟ้นของเหล่านางกำนัลไปพลาง ฟังเตียวเหยียงรายงานสถานการณ์ลกเอี๋ยงในช่วงนี้ไปพลาง
เหมือนดังซุยฮิวคาดไว้ ภายในลกเอี๋ยงเกิดเรื่องอันใดขึ้น ล้วนไม่รอดพ้นสายตาของพระเจ้าเลนเต้
“ท่านอาวุโสเหยียง สองวันมานี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง?”
สงสัยนางกำนัลนวดสบายเกินไป ฮ่องเต้ถึงกับมีสีหน้ามัวเมา
เตียวเหยียงย่างเข้าไปหาพระเจ้าเลนเต้อย่างระมัดระวัง ก่อนหมอบยามเข้าใกล้
“ฝ่าบาท ไม่กี่วันมานี้ความเคลื่อนไหวของแม่ทัพหลังค่อนข้างอุกอาจมากพ่ะย่ะค่ะ!”
ครั้นได้ยินคำว่าแม่ทัพหลังสามคำ ท่าทีของพระเจ้าเลนเต้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด พระพักตร์พลันตึงกระด้างขึ้นมา
“เขาทำอะไร ไปผูกมิตรกับใครอีก”
เตียวเหยียงเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน หลายวันมานี้ท่าทางของพระเจ้าเลนเต้ที่มีต่อเล่าเจี้ยงเปลี่ยนไปมากอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่เขาที่ดูแลใกล้ชิดก็ยังไม่รู้ว่าเกิดปัญหาตรงไหน
“ฝ่าบาท เมื่อวานแม่ทัพหลังมีปากเสียงที่จวนแม่ทัพใหญ่ ปรามาสแม่ทัพใหญ่กับตระกูลอ้วนอย่างเปิดเผย”
พระเจ้าเลนเต้ลืมตาโพลงออกมา และลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
เตียวเหยียงคิดว่านางกำนัลใช้แรงมากเกินไป ท่านจึงโมโหขึ้น ก่อนดึงนางลงบนพื้น
“นังคนสมควรตาย ปรนนิบัติฝ่าบาทเยี่ยงไรกัน!”
นางกำนัลตื่นตกใจทันใด ตนนั้นไม่กล้าใช้แรงมาโดยตลอด ด้วยกลัวว่าจะไปสะกิดต่อมโมโหของฮ่องเต้เข้า
“ฝ่าบาทไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย!”
พระเจ้าเลนเต้มีรับสั่ง “เจ้าออกไปก่อน”
นางข้าหัวโขกหัวกับพื้นขอบคุณซ้ำ ๆ ก่อนจะถอยออกไปเหมือนยกภูเขาออกจากอก
“ฝ่าบาท อีกเดี๋ยวกระหม่อมจะไปสั่งสอนนังสมควรตายผู้นั้นเองพ่ะย่ะค่ะ!”
เตียวเหยียงเร่งรีบก้าวเข้าไปแล้วรับปากพระเจ้าเลนเต้
“ไม่ใช่เรื่องของนาง เมื่อครู่เจ้าว่ากระไร เล่าเจี้ยงทำกระไรนะ?”
พระเจ้าเลนเต้มองเตียวเหยียงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เรื่องนี้สำคัญมาก จนเขาต้องการคำยืนยันอีกครั้ง
“ฝ่าบาทจะถามว่า แม่ทัพหลังมีปากเสียงอะไรในจวนแม่ทัพใหญ่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เตียวเหยียงลองหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะโมโหแล้วพาลใส่ตัวเองกะทันหัน
“ใช่ ใช่ ใช่ เจ้ารีบบอกเรามาอย่างละเอียด ต้องละเอียดนะ!”
น้ำเสียงพระเจ้าเลนเต้รีบร้อนมาก เตียวเหยียงจึงมิกล้าชักช้า รีบบอกในสิ่งที่ตัวเองรู้
“ฝ่าบาท เมื่อวานแม่ทัพหลัง…”
เตียวเหยียงรู้แค่ว่าเล่าเจี้ยงมีปากเสียงภายในจวน ส่วนคุยเรื่องอะไรกับโฮจิ๋น อ้วนเสี้ยว และเขาฮิวนั้นเขาไม่รู้
หัวหน้าสิบขันทีเตียวเล่าตั้งแต่เข้าจวนจนถึงออกจวนอย่างละเอียด ไม่มีกล่าวเสริมเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
“ฝ่าบาท เมื่อแม่ทัพหลังเผชิญหน้ากับการคุกคามของโฮจิ๋นกับอ้วนเสี้ยวก็ไม่มีหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังตักเตือนพวกเขาว่าแผ่นดินฮั่นนี้คือแผ่นดินของตระกูลเล่า แม้นอำนาจของพวกเขาจะใหญ่แค่ไหน ก็สู้ฝ่าบาทมิได้”
“อหังการยิ่งนัก! เพียงแต่ข้าน้อยก็คิดว่ามันมุทะลุเกินไป ต่อไปเกรงว่าแม่ทัพหลังจะมีชีวิตยากลำบากแล้ว แม่ทัพใหญ่กับตระกูลอ้วนต้องหาเรื่องเขาไม่หยุดหย่อนเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”
เตียวเหยียงอดส่ายหน้าถอนหายใจไม่ได้ เขามีความประทับใจต่อเล่าเจี้ยงมาก อีกฝ่ายมักจะส่งรางวัลมาให้ไม่ขาด ไม่เคยเมินขันทีเลย อีกอย่าง หาใช่แค่เพียงตัวเอง ขันทีที่เคยติดต่อคบค้ากับแม่ทัพหลังก็มีความประทับใจที่ดีต่อเขามาเช่นกัน!
“แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินของตระกูลเล่า…”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
“ดี! ดี! ดียิ่งนัก!”
“นี่สิถูกแล้ว นี่สิถึงจะเป็นคนที่เราไว้วางใจ”
คล้ายกับพระเจ้าเลนเต้ไม่ได้ยินการอุทานของเตียวเหยียง ยังคงกล่าวชมซ้ำ ๆ ปิดบังความปีติยินดีในใจไว้ไม่อยู่
เตียวเหยียงมีเครื่องหมายคำถามในหัวต่อปฏิกิริยาของพระเจ้าเลนเต้ เล่าเจี้ยงล่วงเกินพระญาติกับตระกูลทรงอิทธิพลไยถึงพอพระทัยปานฉะนี้!
“อาวุโสเหยียง เมื่อครู่ท่านว่ากระไรนะ? เราไม่ได้ยิน!”
คล้ายกับพระเจ้าเลนเต้ได้ยินเตียวเหยียงกระซิบบางอย่างข้างหู เพียงแต่เขาตกอยู่ในความตื่นเต้นมาตลอด จึงไม่ได้สนใจเลย
เตียวเหยียงรีบโน้มตัวลง แล้วเอ่ยคำพูดเมื่อครู่อีกหน
“ข้าน้อยคิดว่าแม่ทัพใหญ่กับตระกูลอ้วนต้องหาเรื่องแม่ทัพหลังไม่หยุดหย่อนแน่ และต่อไปเขาคงมีชีวิตยากลำบากพ่ะย่ะค่ะ!”
“น่าเสียดาย แม่ทัพผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคคงถูกพวกเขาฆ่าตาย”
เตียวเหยียงเองก็มีความเห็นแก่ตัว เขาไม่อยากให้เล่าเจี้ยงล้มลงไปเช่นนี้
โฮจิ๋นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตลอดเวลาแม้ไม่คิดต่อต้านตัวเอง แต่กลับคิดจะจัดการสิบขันทีให้ตายอยู่ร่ำไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นเหมือนดังน้ำกับไฟมานานแล้ว
แม้ตระกูลอ้วนจะไม่ต่อต้านขันทีอย่างเปิดเผย กระนั้นพวกเขาก็เป็นตัวแทนของตระกูลทรงอิทธิพลในใต้หล้า ซึ่งมีใจคิดทำลายขันทีมานานแล้ว
หากเล่าเจี้ยงล้ม เตียวเหยียงและสิบขันทีก็ต้องเผชิญหน้ากับทั้งสองขั้วอำนาจเพียงลำพัง เขาไม่อยากทำเรื่องโง่เขลาให้ฝ่ายตนเองเจ็บปวด ศัตรูสนุกสนานหรอก
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้าเบา ๆ มุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา
“อาวุโสเหยียง ทั้งแผ่นดินฮั่นนี้เรายังเป็นใหญ่อยู่ ยังไม่ถึงคราวโฮจิ๋นกับอ้วนหงุยได้ชัยหรอก!”
เตียวเหยียงดวงตาเป็นประกาย ดูเหมือนความตั้งใจของพระเจ้าเลนเต้จะชัดเจนมาก
“ฝ่าบาท หากได้รับการสนับสนุนจากพระองค์ คาดว่าแม่ทัพหลังจะยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น!”
“อืม เพียงแต่ในราชสำนัก เราอยากให้ขุนนางทุกท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีด้วย เราไม่อยากเห็นสงครามภายใน”
พระเจ้าเลนเต้เปลี่ยนเรื่อง และจู่ ๆ ก็เปลี่ยนท่าทาง มีความรู้สึกนึกคิดของฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องขึ้นมา
“อาวุโสเหยียง เจ้าประกาศเรียกเล่าเจี้ยงเข้าวัง เราจักกล่าวเตือนเขาเสียหน่อย”
เตียวเหยียงติดตามพระเจ้าเลนเต้มาหลายปี แค่มองก็รู้ความหมายแฝงในคำพูดของอีกฝ่ายได้
“ข้าน้อยรับพระบัญชา แลจักไปแจ้งแม่ทัพหลังเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“อาวุโสเหยียง!”
พระเจ้าเลนเต้ยกมือขึ้น เรียกรั้งเตียวเหยียงที่เตรียมจะจากไป
“ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะรับสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“อาวุโสเหยียง รบกวนเจ้าไปรับด้วยตัวเองหน่อยเถิด”
“รับพระบัญชา”
เมื่อเผชิญกับสายตาลุ่มลึกของพระเจ้าเลนเต้ เตียวเหยียงก็แย้มยิ้มบางออกมา ก่อนกุมมือรับคำสั่ง
…
จวนแม่ทัพหลัง เมืองลกเอี๋ยง
เล่าเจี้ยงเดินไปเดินมาไม่หยุด เผยท่าทางกระวนกระวายชัดเจน
“เหวินเหอ เจ้าว่าหากฝ่าบาทไม่ทราบเรื่องที่ข้าไปหาเรื่องโฮจิ๋น จะทำอย่างไรดี!”
“ถึงครานั้นฝ่าบาทไม่ไว้วางใจข้าแล้ว ทางโฮจิ๋นกับตระกูลอ้วนข้าก็ล่วงเกินไปแล้ว! ข้ายังอยู่ลกเอี๋ยงต่อไปได้อีกไหม”
“ไม่แน่อาจจะต้องเตรียมเผ่นแล้ว!”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวต่างนั่งอยู่บนพื้น พลางส่ายหน้ายิ้ม ๆ ไม่หยุด
“นายท่าน เผ่นหมายถึงอะไรหรือ?”
เล่าเจี้ยงมองซุนฮิวอย่างโกรธเคืองเล็กน้อย เขาร้อนใจจนกลายเป็นแบบนี้แล้ว กลับมีกะจิตกะใจหยอกล้ออีก
“ท่านกุนซือทั้งสอง พวกท่านฉลาดปราดเปรื่อง อย่าล้อข้าเล่นได้ไหม!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวชี้เล่าเจี้ยงที่หน้าผากผุดเต็มไปด้วยเหงื่อ พลางแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้าไม่หยุด
“ได้ยินว่านายท่านไม่เปลี่ยนสีหน้าเมื่อเผชิญกับกองทัพใหญ่นับหมื่นของเตียวโป้ ไฉนวันนี้จึงตื่นตระหนกเช่นนี้ได้”
เล่าเจี้ยงเดินมาอยู่ข้างกาเซี่ยง ก่อนเอียงหัวไปใกล้ข้างหูเขา
“เหวินเหอ ข้ามั่นใจว่าจะเอาชนะทหารนับหมื่นคนของเตียวโป้ได้ ทว่าวันนี้มันไม่เหมือนกัน”
“ไม่แน่โฮจิ๋นเจ้าคนขายเนื้อนั่นกับอ้วนหงุยไอ้แก่ไม่ตายดีนั่นคงจะกำลังคิดลอบกัดข้าแล้ว”
“ข้าตายไปก็ไม่น่าเสียดายหรอก แต่มันอาจจะทำร้ายพวกเจ้าไปด้วย”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวหยุดหัวเราะ ใบหน้ายังเปื้อนรอยยิ้ม
“นายท่าน ในความเห็นข้าน้อย บางทีโฮจิ๋นอาจจะทำให้พวกเราลำบาก แต่ตระกูลอ้วนไม่น่าจะมีการเคลื่อนไหวอะไร”
“หืม?”
เล่าเจี้ยงยินดี ก่อนรีบสอบถามกาเซี่ยง
“เหวินเหอ เพราะอะไรกันหรือ?”
“นายท่าน ตระกูลอ้วนไม่เพียงเป็นตัวแทนคนผู้เดียว แต่เป็นตัวแทนของทั้งตระกูลทรงอิทธิพล ทุกย่างก้าวของพวกเขาอาจไม่ชนะผู้ใด แต่ไม่มีทางพ่ายเด็ดขาด”
“อ้วนฮองกับอ้วนหงุยล้วนเป็นคนเจ้าแผนการ ไม่มีทางสร้างความขัดแย้งกับพวกเราโดยตรงแน่ อย่างมากก็แค่ช่วยเป็นผู้สนับสนุนที่มองไม่เห็นแก่โฮจิ๋น”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ทว่าหากมีเพียงแค่โฮจิ๋นต่อต้านกับตัวเอง ความกดดันก็มีไม่มากแล้ว
“นายท่าน เมื่อตระกูลอ้วนเห็นว่ามิอาจทำลายพวกเราได้ ก็จะทำได้แค่เพียงผลักเราออกไปข้างนอกเท่านั้น อ้วนฮองคิดทึกทักเอาเองว่าจัดการพวกเราได้แล้ว พวกเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ ให้เขาทำงานให้เราได้!”
ดี! ดีมาก มีกุนซืออยู่มันดีอย่างนี้นี่เอง
เล่าเจี้ยงถามตัวเองว่าสามารถเอาชนะคนเจ้าแผนการเช่นนี้ได้หรือไม่ แต่โชคดีที่มีคนละเอียดรอบคอบอย่างกาเซี่ยงอยู่ด้วย
ซุนฮิวมองไปที่กุนซือปีศาจพร้อมพยักหน้า และเอ่ยความเห็นของตัวเอง
“นายท่าน เรื่องภายในลกเอี๋ยงมิอาจรอดพ้นฝ่าบาทไปได้แน่ บางทีข่าวดีอาจกำลังอยู่ระหว่างเดินทางมาก็เป็นได้”
“หืม?”
แม้ซุนฮิวจะมีสีหน้าท่าทางมั่นใจ ทว่าเล่าเจี้ยงยังคงไม่เชื่อเล็กน้อย
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะคำนวณได้แค่ไหน จะคำนวณเรื่องพวกนี้ได้หรือ?
“คารวะ แม่ทัพหลัง…”
เสียงหนึ่งดังมาจากหน้าจวน