พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 149 ช่างน่าขันนัก
บทที่ 149 ช่างน่าขันนัก
“ฮั่นเซิง เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละ”
หลังจากกลับมาก็สายมากแล้ว ทว่าเขายังเรียกฮองตงมาพบ
แม้ผลลัพธ์จะโหดร้าย เขาก็ยังอยากคุยกับพยัคฆ์เกาทัณฑ์
“นายท่าน ความจริงข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านจงจิ่งตั้งใจพูดเช่นนั้น”
ฮองตงค่อนข้างสงบ และเห็นได้ชัดว่าความสงบนี้ไม่ได้มาจากการเสแสร้ง
“ฮั่นเซิง เจ้าไม่ต้องเศร้าเกินไป จงจิ่งบอกแล้วมิใช่หรือ ในพระราชวังมีต้นโสมอายุเกือบสี่ร้อยปีอยู่ บางทีอาจสามารถรักษาโรคของฮองสู่ได้”
“เฮ้อ…”
ฮองตงถอนหายใจ และส่ายหน้าเบา ๆ
“น้ำใจของนายท่าน ข้าขอรับไว้ด้วยใจ ความจริงท่านจงจิ่งนั้นพูดถูก สมบัติอันล้ำค่าเช่นนี้ จะมาถึงลูกชายข้าได้อย่างไร”
“หากไร้ซึ่งนายท่าน สู่เอ๋อร์จะรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ฮองตงและภรรยารู้สึกซาบซึ้งในพระคุณอันยิ่งใหญ่ของนายท่านนัก และไม่มีอะไรตอบแทนได้ นายท่านไม่ต้องกังวลเรื่องลูกชายของข้าอีกต่อไปแล้ว”
แม้ฮองตงจะกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวผึ่งผาย กระนั้นเล่าเจี้ยงก็รู้สึกว่าเขาไม่อาจหักใจได้สมบูรณ์
พยัคฆ์เกาทัณฑ์มีลูกเพียงคนเดียว จะไม่อยากให้มีชีวิตรอดได้อย่างไร น่าเสียดายว่าการจะได้โสมคนนี้เป็นเรื่องยากกว่าการขึ้นสวรรค์เสียอีก
ครอบครัวของฮองตงได้รับการอุปถัมป์จากเล่าเจี้ยงมานานกว่าสิบปีแล้ว บุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ ต่อให้เขาตายเป็นหมื่นครั้งก็ยากจะตอบแทนได้ แล้วจะละโมบของล้ำค่าชิ้นนี้อีกได้อย่างไร?
“ฮั่นเซิง!”
เล่าเจี้ยงรู้สึกลำบากใจมาก แต่จะให้ไปเอาโสมคนมาตอนนี้ เขาคงทำไม่ได้แน่
หากรอจนกว่าพระเจ้าเลนเต้สิ้นพระชนม์แล้วคิดหาทางแก้ไข บางทีอาจจะพอเป็นไปได้
เพียงแต่พระเจ้าเลนเต้จะยังไม่ตายไปสักพัก อย่างน้อยก็มีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี ฮองสู่จะรอได้ไหม?
“นายท่าน น้ำใจของนายท่านฮองตงรับไว้แล้ว ฉะนั้นท่านห้ามเสี่ยงเพื่อลูกชายข้าอีกเด็ดขาด”
“และขอนายท่านอย่าได้ตำหนิท่านจงจิ่งเลย เขาเป็นคนดี เป็นข้าราชการดีที่อุทิศตนเพื่อประชาชน”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเพื่อให้ฮองตงสบายใจ เขาย่อมไม่ถือโทษจงจิ่งอยู่แล้ว เพราะความพยายามของหมอผู้วิเศษ ไม่รู้ว่าช่วยชีวิตผู้คนทั้งทางตรงและทางอ้อมไปกี่คน
ดูอย่างโรคระบาดครั้งก่อนหรือไม่นานมานี้เป็นตัวอย่าง หากไม่มีจงจิ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีคนตายไปเท่าไร
อย่าว่าแต่หมอผู้วิเศษมีท่าทีโอหังกล่าววาจารุนแรงเลย แม้จะซัดเล่าเจี้ยงไปสักทีหนึ่ง เขาก็ไม่ฆ่าจงจิ่งหรอก
เล่าเจี้ยงเพียงแค่ขุ่นเคืองในใจเล็กน้อย อย่างน้อยต่อให้มีท่าทีกล่าววาจารุนแรง ก็ไม่มีทางเลอะเลือนจนต้องจัดการกับอีกฝ่ายจริง ๆ
ที่จริงแม่ทัพหลังไม่ค่อยรู้อดีตของจงจิ่งมากเท่าไร รู้แค่เพียงเขาลาออกจากตำแหน่ง และอุทิศตนรักษาประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
และการเป็นขุนนางหาใช่ความตั้งใจจริงของจงจิ่ง
เขาเกลียดแวดวงข้าราชการและดูแคลนเส้นทางขุนนางมาตั้งแต่เด็ก ทว่าบิดาเคยรับราชการในราชสำนัก เขาจึงถูกเสนอชื่อ อาจกล่าวได้ว่าถูกบังคับให้เข้าสู่เส้นทางขุนนางนี้
“ฮั่นเซิง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ลูกผู้ชายที่ทำเพื่อประชาชนอย่างจงจิ่ง ข้าจะเลื่อมใสยังน้อยไปเลย แล้วจะไปข่มเหงเขาได้อย่างไร”
ฮองตงก้มตัวคำนับหลังตรงขนานไปกับพื้น
“ข้าน้อยขอขอบคุณสำหรับความเมตตาของนายท่านแทนท่านจงจิ่งด้วย”
เล่าเจี้ยงก้าวไปข้างหน้า ประคองพยัคฆ์เกาทัณฑ์ขึ้นมาอย่างอ่อนโยน เดิมทีอยากจะคุยเรื่องของฮองสู่ต่อ ทว่าเรื่องของโสมคน เขาไม่มีวิธีจริง ๆ เลยทำได้แค่ถอนหายใจและส่ายหัว
“ฮั่นเซิง นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้ารีบไปพักผ่อนเถิด”
“ข้าน้อยขอตัวลา”
หลังจากฮองตงจากไป ห้องพลันเงียบลง ทำให้ความรู้สึกของแม่ทัพหลังหนักหน่วงขึ้นเป็นเท่าตัว
เล่าเจี้ยงอยากช่วยชีวิตฮองสู่ หาใช่เพื่อผูกมัดฮองตงไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นความรู้สึกจากใจจริงด้วย
ฮองตงติดตามเขามานานสิบกว่าปี ไม่ต้องเอ่ยว่ามีคุณงามความดีมากเพียงไหน แค่ทำงานอย่างยากลำบากก็ทำให้ผู้เป็นนายซาบซึ้งใจแล้ว
แม่ทัพหนุ่มยินดีชดเชยให้ ขอเพียงแค่การจ่ายนี้เป็นราคาที่เขายอมรับได้ เขาไม่ลังเลที่จะแลกโสมคนต้นนี้เพื่อยืดอายุของฮองสู่เลย
เพียงแต่โสมคนต้นนี้ล้ำค่ามากเกินไป มากจนเล่าเจี้ยงไม่รู้จะเริ่มเปล่งวาจาออกมาอย่างไร! หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเขาไม่กล้าเปิดปากพูด!
หรือตัวเองต้องนั่งดูฮองตงสูญเสียลูกชายไปในวัยกลางคนจริง ๆ? จากนั้นเขาก็ใช้ชีวิตจนแก่ตายไปเพียงลำพังงั้นรึ
ฮองสู่เอ๊ย… เจ้าพยายามเข้านะ! ยืนหยัดต่อไปอีกหน่อย โสมคนต้นนี้จะเป็นของเจ้าแน่นอน!
เล่าเจี้ยงทำได้เพียงโน้มน้าวฮองสู่ด้วยวิธีนี้ ขณะเดียวกันก็ปลอบใจตัวเองด้วย
ความปรารถนาเกิดขึ้นมา และลุกโชนอยู่ภายในใจเขาอย่างลุ่มลึก
เล่าเจี้ยงผู้ประสบความสำเร็จในวัยเยาว์ มีความภาคภูมิใจ ทะนงตน แม้กระทั่งเย่อหยิ่งอยู่เต็มส่วนลึกสุดของหัวใจ
ยังไม่ถึงวัยสวมกว้านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพหลัง ควบคุมกองทัพเกราะหนัก!
แม้จะเกิดใหม่ก็ยากจะหลีกหนีการได้ใจจนลืมตัวไม่พ้น!
แต่ช่วงนี้แม่ทัพหลังประสบกับความล้มเหลวหลายครั้ง หลงคิดไปว่าการปรองดองกับโฮจิ๋นและถูกตระกูลอ้วนเห็นความสำคัญจะเป็นความภาคภูมิใจ ทว่าเกือบจะทำให้เขาตายโดยไม่มีที่ฝังศพแล้ว
หากไม่ใช่เพราะกาเซี่ยงที่อยู่เคียงข้าง ซุนฮิวที่เป็นคนสั่งการ เกรงว่าเขาอาจตายโดยน้ำมือใครไม่รู้ก็เป็นได้!
แม้ปากจะพร่ำอยู่เสมอว่าไม่กล้าดูแคลนวีรบุรุษในใต้หล้า ทว่าในฐานะนักท่องเวลา ก็คิดว่าตนจะเข้าใจกองกำลังและบุคคลต่าง ๆ ด้วยความรู้ที่เหนือกว่ายุคสมัย และไม่เคยให้ความสำคัญกับคู่ต่อสู้จากก้นบึ้งของหัวใจเลย
เรื่องโสมคนครั้งนี้เล่นงานเล่าเจี้ยงอย่างสมบูรณ์ และทำให้เขารู้แจ้งอย่างถ่องแท้ขึ้นมา
ตัวเองไม่ได้เหนือไปกว่าใคร แค่เป็นคนโชคดีคนหนึ่งก็เท่านั้น!
น่าขันที่ตนเอาแต่ตำหนิพระเจ้าที่เมินเฉยนักท่องเวลาอย่างตัวเองมาตลอด!
แล้วท่านเมินเฉยเสียที่ไหน?
แค่เล่าเจี้ยงอยู่ในความสุข จนไม่เห็นค่าก็เท่านั้น
ฮองตง ไทสูจู้ เตียนอุย จูล่ง! การชักชวนทั้งสี่คนนี้ มีใครบ้างที่ไม่ได้โชคอำนวยให้?
ทุกครั้งที่ตัวเองปรากฏตัว จะต้องเป็นตอนที่พวกเขากำลังตกอยู่ในอันตรายหรือสิ้นหวัง
หากไม่ใช่เพราะสวรรค์เมตตา ตัวเองจะชักชวนพวกเขาได้อย่างง่ายดายหรือ?
เมื่อคิดถึงผลลัพธ์ที่มาจากความพยายามของตัวเอง ก็เป็นอย่างตอนพยายามชวนเตียนห้องอย่างไรเล่า
สิ้นเปลืองทั้งกำลังกาย กำลังใจ และเรี่ยวแรง แต่สั่นคลอนใจของเตียนห้องไม่ได้เลย
บางทีนั่นอาจเป็นความสามารถเดิมของเขาก็เป็นได้…
ครั้งก่อนเป็นเตียนห้อง ตัวเองอยากได้มาเข้าร่วมก็มิอาจทำได้! ครั้งนี้ก็ยังต้องถอนหายใจเก้ออีกครั้ง!
ช่างน่าขันนัก! น่าขันที่ตัวเองยังคิดว่าทำได้ทุกอย่าง
หากไร้ความเมตตาจากสวรรค์ เกรงว่าเขาคงตายตอนปราบกบฏโพกผ้าเหลืองไปแล้ว
เพียะ!
เสียงคมกังวานดังขึ้นท่ามกลางห้องที่ว่างเปล่า เล่าเจี้ยงตบปากตัวเองอย่างแรงไปหนึ่งที
เขาต้องชดใช้สำหรับความเย่อหยิ่ง และลงโทษความโง่เขลาของตัวเอง
แก้มของแม่ทัพหลังบวมแดงขึ้นเล็กน้อย ทว่าเล่าเจี้ยงไม่แยแสเลย เขาหรี่สองตาและแอบตัดสินใจ
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะไม่ดูแคลนผู้ใดอีกเด็ดขาด!
แม้ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นพัวหอง*[1] หรือโต๊ะเอง*[2]
ระหว่างที่เล่าเจี้ยงรู้สึกโชคดีที่ตนตระหนักถึงข้อบกพร่องได้ ก็ยังมีคนรู้สึกไม่พอใจกับความโง่เขลาของตัวเองเช่นกัน
…
ในราตรีมืดมิดของยุคนี้ มีการห้ามออกจากเคหสถานยามค่ำ พอตกค่ำ ทั่วทั้งลกเอี๋ยงล้วนเงียบสงบมาก
พระราชวังเองก็ไม่เว้น!
วันนี้แสงจันทร์ค่อนข้างสว่าง ด้วยแสงพระจันทร์นี้สาดส่องพระราชวังจนจึงดูไม่สลัวมาก
แต่มียกเว้นอย่างหนึ่ง มีห้องหนึ่งที่แสงจันทร์สาดส่องไปไม่ถึง และภายในห้องนั้นมีเพียงแสงเทียนสลัวเท่านั้น
ทั้งสิบสองคนดูสง่างาม ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลา นั่งลงอย่างเป็นระเบียบ พวกเขาไม่ใช่ใครอื่น เป็นสิบขันทีนั่นเอง!
ท่าทางเตียวเหยียงเย็นชามาก เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มืดสลัวยิ่งนัก และยิ่งทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้น
“เรื่องที่ข้าเอ่ยเมื่อตอนกลางวัน พวกเจ้าตรวจสอบเป็นอย่างไรบ้าง?”
เตียวเหยียงมีสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงยิ่งเย็นเยียบ ทำให้สิบเอ็ดคนที่เหลือรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
“ท่านเหยียง หวังเฟินผู้นั้นเป็นคนเมืองตังเป๋ง ในรัชสมัยพระเจ้าฮั่นฮวนติดร่างแหการคร่ากุมกลุ่มอภิชน จึงหนีระหกระเหินไปทุกที่ หากไม่ใช่เพราะตระกูลอ้วนช่วยเหลือ เขาคงตายไปนานแล้ว!”
เตียวเหยียงหันกลับไปมอง เป็นกุยเสงสหายบ้านเกิดเดียวกัน และพยักหน้าให้เขา
“ท่านเหยียง หวังเฟินได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋วครั้งนี้ ข้าไปตรวจสอบที่สำนักเสนาบดีกรมวังแล้ว เป็นอ้วนหงุยเสนอชื่อด้วยตัวเอง!”
เตียวเหยียงพยักหน้าให้หนึ่งในสิบขันทีเห้หุย ความโกรธที่สุมอยู่ในใจมิอาจระงับได้อีกต่อไป!
[1] พัวหอง เป็นขุนพลของฮันฮกเจ้าเมืองกิจิ๋ว ตายเพราะออกไปดวลกับ ฮัวหยง ขุนพลของตั๋งโต๊ะแล้วแพ้
[2] โต๊ะเอง ขุนศึกของเล่าเตาเจ้าเมืองเลงเหลง รบแพ้เตียวหุยกับจูล่งจึงพยายามวางอุบายเล่าปี่แต่พลาด สุดท้ายจึงยอมแพ้