พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 150 เตียวเหยียงล่วงล้ำเข้าไปในปัญหาที่แก้ไม่ได้
บทที่ 150 เตียวเหยียงล่วงล้ำเข้าไปในปัญหาที่แก้ไม่ได้
“ท่านเหยียง หนนี้ฮองฮูสงสืบซัดทอดมาถึงข้าได้ ต้องได้รับคำชี้แนะจากหวังเฟินเป็นแน่”
อาจกล่าวได้ว่าเตียวต๋งชังหวังเฟินเข้ากระดูก ไม่คิดเลยว่าคนที่เพิ่งหนีความตายมาจะกล้ายั่วยุตัวเอง แถมยังลงมือกับตัวเองอย่างลับ ๆ อีกด้วย
“หวังเฟินจะกล้าโอหังขนาดนี้ได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าเป็นตระกูลอ้วนนั่นอยู่เบื้องหลัง!”
ตอนนี้เตียวเหยียงไม่มีข้อสงสัยในคำพูดของเล่าเจี้ยงแล้ว เขาเชื่ออย่างสมบูรณ์
ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า หวังเฟินกับเตียวต๋งไม่มีความแตกต่างใด ๆ เหตุใดเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ก็มุ่งเป้ามาที่กลุ่มที่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างสิบขันทีได้?
ในสายตาคนทั่วไป ผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋วเป็นเหมือนฮ่องเต้ก็ไม่ปาน ทว่าในสายตาของสิบขันที อีกฝ่ายไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำ และสามารถดึงลงมาได้ตามอำเภอใจ!
หวังเฟินจะไม่เข้าใจความจริงข้อนี้หรือ เหตุใดเขาต้องเสี่ยงทำเช่นนี้ด้วย
มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น เขามีคนคอยสนับสนุน มีคนหนุนหลัง!
นี่คือจุดเก่งกาจที่สุดของกาเซี่ยง ในความคิดของเตียวเหยียงตอนนี้ถูกชักนำแล้ว เขาไม่มีทางเชื่อแล้วว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับหวังเฟิน และไม่เชื่อว่าฮองฮูสงค้นพบหลักฐานที่สาวมาถึงเตียวต๋งได้โดยบังเอิญ
กาเซี่ยงแค่ชี้นำ กำหนดทิศทางให้แก่เตียวเหยียง ซึ่งอีกฝ่ายก็เดินลงไปอย่างไม่ลังเล
“ทุกท่าน พวกเราไม่เคยต่อต้านตระกูลอ้วนอย่างเปิดเผยเลย แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะลอบกัดเรามาโดยตลอด ข้าได้ยินมาว่าอ้วนเสี้ยวเอาแต่ยุยงโฮจิ๋นให้ฆ่าขันที!”
คำพูดของเตียวเหยียงทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่พวกพ้อง ทุกคนต่างอุทานอย่างตกใจ
“นั่นไม่เท่ากับว่าเราต้องเผชิญหน้ากับการจู่โจมจากโฮจิ๋นและตระกูลอ้วนทั้งสองฝั่งหรือ!”
“นั่นสิ แบบนี้พวกเราถูกศัตรูขนาบทั้งสองด้าน และกำลังตกอยู่ในอันตรายแล้ว!”
“พวกเราต่อกรกับโฮจิ๋นก็ยืดเยื้อมามากพอแล้ว หากเผชิญกับตระกูลอ้วนอีก มันจะไม่…”
สิบขันทีที่อยู่เบื้องล่างคนนั้นพูดที คนนู้นพูดที ชั่วพริบตาโหวกเหวกขึ้นทันใด ซึ่งแทบจะมีความหมายเดียวกัน คือหวาดกลัว!
การเผชิญหน้ากับตระกูลทรงอิทธิเพียงลำพัง หากมีเตียวเหยียงกับเตียวต๋งเป็นคนนำ พวกเขาจะกังวลอะไร
ตอนนี้ต่างไปแล้ว มองผิวเผินตระกูลอ้วนดูไม่มีอำนาจเท่ากับพระญาติ แต่จริง ๆ แล้วมีภูมิหลังหยั่งรากลึก เป็นตัวแทนของตระกูลทรงอิทธิพลในแผ่นดิน
“พอได้แล้ว!”
เตียวเหยียงมีสีหน้าขมึงทึง ไม่คิดเลยว่าเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก คนเหล่านี้ก็เผยสันดานออกมา เจ้าพวกดีแต่เอาตัวรอด!
เมื่อเห็นทุกคนเงียบ เตียวต๋งก็มองไปที่หัวหน้าสิบขันทีด้วยสีหน้าร้อนรน
“ท่านเหยียง ท่านว่าเราเป็นพันธมิตรกับตระกูลอ้วนได้หรือไม่?”
คำถามนี้ของเตียวต๋งได้เอ่ยความในใจของคนส่วนใหญ่ออกมา พวกเขาไม่เต็มใจจะล่วงเกินตระกูลอ้วนอีก
“หึ หึ หึ หึ หึ หึ หึ หึ หึ หึ…”
เตียวเหยียงคลี่ยิ้มพลางมองอีกฝ่าย นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยาม
ทั้ง ๆ ที่เตียวต๋งเป็นคนก่อปัญหาให้ฮองฮูสงเอาไปรายงานแต่แรก ตอนนี้สืบหาต้นตอได้แล้ว เตียวต๋งกลับขี้ขลาด!
“ไม่กล้าต่อกรกับตระกูลอ้วนใช่ไหม? ได้ พรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้าออกไป เจ้าก็สารภาพความชั่วที่เจ้าทำกับอ้วนหงุยเองแล้วกัน!”
เตียวเหยียงโมโหเตียวต๋งอย่างมาก เสียงยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่มือที่ชี้ไปยังอีกฝ่ายก็สั่นไม่หยุด!
เตียวต๋งไม่เคยเห็นหัวหน้าสิบขันทีโกรธขนาดนี้มาก่อน จึงตกใจกลัวและรับคุกเข่าลงต่อหน้าเตียวเหยียง พลางโขกหัวขอโทษไม่หยุด
“ท่านเหยียงใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ ก่อน! ข้าพูดไม่ทันคิด พูดไม่ทันคิดจริง ๆ!”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี ทุกคนก็พากันกล่าวปลอบใจ
“ท่านเหยียง เตียวต๋งก็ทำเพื่อทุกคน ท่านอย่าได้ถือโทษเขาเลย!”
“ใช่แล้วท่านเหยียง อย่างไรเสียตระกูลอ้วนก็หยั่งรากลึก การเป็นศัตรูกับพวกเขาไม่ใช่เรื่องดีเลย!”
“หากต่อกรกับตระกูลอ้วนฝั่งเดียว พวกเขาไม่กลัวหรอก ตอนนี้เป็นศัตรูกับทั้งสองฝ่าย พวกเราจะมีจุดจบดีหรือ!”
“…”
เตียวเหยียงยิ่งฟังยิ่งเดือดดาล คำพูดเหล่านี้เหมือนเป็นเข็มแทงทะลุหน้าอก
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าหลังจากตัวเองเอ่ยถึงตระกูลอ้วน สิ่งที่ได้รับหาใช่เกลียดชังเช่นเดียวกัน แต่เป็นความกลัวที่ไร้ขอบเขต!
“เจ้าพวกตาขาว! ในห้องนี้ทุกคน ตาขาวกันหมด!”
“แค่ตระกูลอ้วนตระกูลหนึ่งกลับทำให้พวกเจ้าทำตัวหัวหด ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ข้าเตียวเหยียงรู้สึกละอายแทนคนไร้ค่าอย่างพวกเจ้านัก”
เตียวเหยียงไม่อยากพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ใจของเขาเอือมระอาจนขีดสุดไปแล้ว จึงลุกขึ้นและเดินออกไป
“ท่านเหยียงใจเย็น ๆ!”
หากบอกว่ามีหนึ่งในบรรดาสิบเอ็ดคนไม่ได้คล้อยตามเหล่าขันทีคนอื่น คงเป็นกุยเสงสหายร่วมบ้านเกิดหัวหน้าสิบขันทีแล้ว
กุยเสงคว้าเตียวเหยียงที่จะออกไปเอาไว้ พลางส่ายหน้าเบา ๆ ให้ แล้วมองไปที่ขันทีคนอื่น ๆ
“ทุกท่านยังไม่กระจ่างกันอีกหรือ? สถานการณ์ในตอนนี้หาใช่ว่าเราจะทำอะไรได้ เป็นตระกูลอ้วนต่างหากที่ไม่ให้ทางรอดแก่พวกเรา”
“วันนี้ตระกูลอ้วนกล้าสร้างปัญหาให้เตียวต๋งลับหลัง พรุ่งนี้เขาก็กล้าสร้างปัญหาให้เราอย่างเปิดเผยได้! หรือเราจะนั่งรอให้พวกเขามาจับ?”
“ตระกูลอ้วนยิ่งใหญ่คับฟ้าเป็นทุนเดิมจนยากจะต่อต้านด้วยได้ หากพวกเรามิอาจร่วมแรงร่วมใจกัน และยังตัวใครตัวมัน จะไม่ถูกคนขายเนื้อกับอ้วนหงุยนั่นจู่โจมหรอกหรือ? ถึงวาระนั้นจะเสียใจก็สายไปเสียแล้ว”
คำพูดของกุยเสงได้ทำลายการหลอกตนเองในใจของทุกคน!
หรือพวกเตียวต๋งจะไม่เข้าใจเหตุผลนี้? พวกเขาล้วนเข้าใจ เพียงแต่เลือกที่จะหลอกลวงตัวเอง
การเผชิญหน้าจากการคุกคามของโฮจิ๋นลำพังยังสามารถตอบโต้กลับได้ หากเพิ่มตระกูลอ้วนเข้าไปด้วย ไม่แน่อาจโดนทำลายจนราบคาบ
พวกเขาจะไม่รู้ว่าไม่มีทางเป็นมิตรกับตระกูลอ้วนได้หรือ? ความจริงนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ เพียงแค่ไม่อยากยอมรับ!
ติดอยู่แค่คำว่า ‘กลัวตาย’ สองคำนี้เท่านั้น
ว่ากันตามจริง สิบขันทีเป็นพวกคนถ่อยจอมละโมบ
เตียวเหยียงชังพวกเขาที่ขี้ขลาดตาขาว ความจริงแล้วตัวเขาเองใช่ว่าจะไม่กลัว?
หากไม่ใช่รู้ว่าพระเจ้าเลนเต้มีแผนสำรองในการเลื่อนตำแหน่งให้เล่าเจี้ยง เตียวเหยียงเองจะไม่ตื่นตระหนกหรือ?
สิบขันทีล้วนเป็นพวกชั่วเหมือนเดียวกัน พวกเขาเป็นแค่ขยะที่ใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น! เตียวเหยียงเองก็ไม่เว้น!
ทว่าเตียวเหยียงไม่อยากยอมรับ เขาคิดว่าตัวเองสูงกว่า มีเกียรติกว่า มีความสามารถกว่าขันทีคนอื่น ๆ ดังนั้นเขาถึงได้มีท่าทางไม่ค่อยสบอารมณ์
แต่หากขันทีที่เหลือต่างมีความรู้สึกว่าสูงส่ง แล้วจะโดดเด่นกว่าเตียวเหยียงได้อย่างไรเล่า?
“ทุกท่าน คำพูดของกุยเสงทุกท่านลองคิดให้ดี ๆ ตอนนี้ไม่ใช่ว่าเราอยากจะเป็นศัตรูกับตระกูลอ้วนหรือไม่ แต่เป็นตระกูลอ้วนต่างหากที่มาขี่อยู่บนหัวเราแล้ว! หากทุกทานยินดีให้ตระกูลอ้วนขี่คอพวกเรา เช่นนั้นก็ตามสบายเถิด!”
น้ำเสียงของเตียวเหยียงสงบลงมากแล้ว ทว่าจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวในใจขึ้นมา
สิบขันทีต่างเงียบไป สายตาทุกคนมองไปทางเตียวต๋ง เพราะอย่างไรทุกอย่างก็เกิดขึ้นมาจากเขา
เตียวต๋งรู้สึกอายอย่างมาก ตัวเองสร้างปัญหา แต่สุดท้ายตัวเองกลับขี้ขลาด
“ท่านเหยียง ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรขี้ขลาดปานนี้!”
“ท่านว่ามาเลยว่าให้ข้าทำสิ่งใด ข้าจะทำทุกอย่าง ต่อให้ส่งข้าไปสู้กับไอ้เฒ่าอ้วนหงุย ข้าก็จะไม่ปฏิเสธ!”
ขันทีที่เหลือสัมผัสได้ถึงความโกรธของเตียวเหยียงเช่นกัน จึงเห็นพ้องกันว่าจะขัดแย้งกับอ้วนหงุย
เตียวเหยียงไม่มีทางแตกหักกับสิบขันทีที่เหลือ จึงใช้โอกาสนี้หนีออกจากสถานการณ์น่าอับอาย
“ทุกท่าน พวกเราเป็นตายร่วมกัน มั่งคั่งด้วยกันมากี่ปีแล้ว? หากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนข้าจะกังวลขนาดนี้หรือ!”
อย่างไรเสียสิบขันทีก็เป็นกลุ่มขันทีที่มารวมตัวกัน หากทะเลาะกัน เตียวเหยียงคงกลายเป็นผู้บัญชาการที่ไม่มีลูกน้อง
“ท่านเหยียง ไม่ต้องพูดอะไรมาก ทุกคนเข้าใจแล้ว ท่านว่ามาเถิด ท่านจะให้เราทำอะไร!”
ในฐานะสหายร่วมบ้านเกิดเดียวกันกับเตียวเหยียง กุยเสงเริ่มเอ่ยขึ้นมาก่อน อย่างไรเสียเขาก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากที่สุด
เตียวเหยียงโบกมือให้ทุกคนนั่งลงก่อน
“ทุกท่าน ข้ารู้ว่าทุกท่านกังวลว่าเราจะชนะโฮจิ๋นกับตระกูลอ้วนไม่ได้! ทว่าทุกท่านลองคิดดู ข้าจะผลักสิบขันทีเข้ากองไฟหรือ”
“นั่นสิ นั่นสิ! ท่านเหยียงพูดมีเหตุผล!”
สมาชิกสิบขันทียังคงเชื่อมั่นในตัวเตียวเหยียง ถึงอย่างไรหัวหน้าก็ดีต่อพวกเขาที่สุดแล้ว
เตียวเหยียงโบกมืออีกครั้งให้พวกเขาเงียบเสียงลง
“ตอนนี้ข้าขอบอกทุกท่านว่าพวกเราหาใช่สู้เพียงลำพัง ฝ่าบาทให้เราสร้างพันธมิตรกับเล่าเจี้ยงแม่ทัพหลัง เพื่อต่อต้านโฮจิ๋นกับอ้วนหงุยแล้ว”
ทันทีที่เตียวเหยียงกล่าวเช่นนี้ออกมา ทุกคนต่างตกตะลึง พวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่พระเจ้าเลนเต้จะเอนเอียงมาทางพวกเขาเหล่าขันที
“อะไรนะ!”
“แม้แต่ฝ่าบาทก็ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
“เฮ้อ ท่านเหยียง เหตุใดไม่บอกให้เร็วเล่า!”
“นั่นสิ หากเป็นเช่นนั้น ไยเราต้องกลัวไอ้เฒ่าอ้วนหงุยคนนั้นด้วย!”
ใบหน้าเตียวเหยียงค่อย ๆ เผยความได้ใจออกมา และมุมปากแสยะยิ้มเยาะเย้ยขึ้น
“หึ หึ หึ หึ หึ หึ อ้วนหงุย พวกเรามาคอยดูกันเถอะ!”