พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 16 มอบหนังสือเป็นของขวัญจากลา
บทที่ 16 มอบหนังสือเป็นของขวัญจากลา
ครอบครัวจูกัดเดินทางมาส่งเล่าเจี้ยงที่นอกเมือง
จูกัดกิ๋น บุตรชายคนโตของบ้านผู้อายุเท่ากัน แต่มีบุคลิกหงิมเงียบ โดยปกติมักเป็นผู้ฟังที่ดีในวงสนทนาของน้องชายและคุณชายเล่าผู้ฉะฉานเสียมากกว่า วันนี้ก็เอ่ยขอบคุณเล่าเจี้ยงขึ้นมาก่อน
“แม้จะติดต่อพูดคุยกับพี่เล่าเพียงสั้น ๆ กระนั้นก็ได้รับประโยชน์มาอย่างมาก”
“ที่พี่กล่าว อ่านหนังสือหมื่นเล่มมิสู้เดินทางหมื่นลี้ น้องรู้สึกลึกซึ้งยิ่งนัก”
“ขอบคุณการชี้แนะของพี่เล่าในไม่กี่วันมานี้”
จูกัดกิ๋นโค้งตัวคำนับ เพื่อแสดงความขอบคุณของตัวเอง
เล่าเจี้ยงรีบพยุงเขาขึ้นมา พลางแตะไหล่เขาเป็นการปลอบขวัญ
“น้องชมเกินไปแล้ว เจ้าคือหยกที่ยังไม่เจียระไน วันหน้าเจ้ากับข้ามาพยายามด้วยกันเถิด”
จากนั้นเล่าเจี้ยงก็ให้ไทสูจู้ส่งกล่องใบหนึ่งให้
“ก่อนออกเดินทาง พี่จะให้ของขวัญแก่เจ้า”
“นี่เป็น ‘ตำราเก่าแก่’ ที่อาจารย์เต้เหี้ยนของข้าถ่ายทอดมาให้ ขอมอบให้เจ้า หวังว่าเจ้าจะศึกษาค้นคว้าดี ๆ”
เล่าเจี้ยงเปิดกล่องออก ชี้ม้วนหนังสือที่เต็มแน่นอยู่ข้างใน
จูกัดกิ๋นมองตำราในกล่องอย่างตื่นเต้น สำหรับเขาแล้ว ตำราเป็นของล้ำค่าหายากอย่างมาก
เล่าเจี้ยงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เขารู้ว่าของที่ให้จูกัดกิ๋นมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ได้อะไรกลับมา เด็กชายเงียบขรึมผู้นี้ วันหน้าเองก็จะกลายเป็นบัณฑิตที่มีบุคลิกงาม วาจาสุขุมคนหนึ่ง
แต่ด้วยความแยบคายของตระกูลจูกัด สองพี่น้องจะไม่ได้รับใช้กองกำลังเดียวกัน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป
อีกทั้งตำราโบราณนี้หาใช่ของที่เต้เหี้ยนมอบให้ ทั้งหมดเป็นเล่าเจี้ยงคัดลอกขึ้นมาเอง
ช่างเถิด ทั้งหมดก็เพื่อจูกัดเหลียง! เล่าเจี้ยงทำได้เพียงปลอบโยนตัวเองเช่นนี้
เล่าเจี้ยงชื่นชอบจูกัดเหลียงมากกว่าผู้เป็นบิดาเสียอีก สิบกว่าวันนี้เขาเอาใจเด็กชายตัวน้อยไปหมดทุกสิ่งอย่าง!
บางครั้ง เขาอยากเอ่ยกับจูกัดกุยว่าอยากลักกลับไปด้วยจริง ๆ ต่อไปนี่คืออัครเสนาบดีของข้า!
นี่แค่คิดเท่านั้น หากทำแบบนั้นจริง ๆ คนอื่นคงไม่พ้นคิดว่าเขาป่วย?
หนุ่มน้อยไม่อยากคาดเดาการเติบโตของจูกัดเหลียง จึงทำได้เพียงหยิบม้วนหนังสือไม้ไผ่มาสองม้วน
“ม้วนนี้คือตำราสามสิบหกกลยุทธ์ มีทั้งหมดหกชุด ครั้งนี้ขอมอบ ‘กลยุทธ์ชัยชนะ’ กับ ‘กลยุทธ์ปราชัย’ ให้เจ้า”
“ศึกษาค้นคว้าดี ๆ อย่าทำให้ข้าผิดหวัง!”
จูกัดเหลียงเองก็ไม่เกรงใจ คว้ามาไว้ในมือ อีกทั้งยังเอ่ยอย่างสงสัยด้วย
“แล้วอีกสี่ชุดที่เหลือเล่า”
เล่าเจี้ยงขบขัน อุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาเคาะหัวเบา ๆ
“ห้ามโลภมาก! เมื่อเจ้าเข้าใจทั้งหมดแล้วค่อยมาหาข้า”
“ถึงตอนนั้น ข้าจะยกให้เจ้าแน่นอน นี่เป็นเลือดเนื้อของข้า ศึกษาค้นคว้าดี ๆ!”
เล่าเจี้ยงมองว่าที่นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคอย่างอาลัยอาวรณ์ สิ่งที่ทำได้เขาก็ทำหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่รอเวลาเท่านั้น
จูกัดเหลียงตัวน้อยวางคางเกยอกเล่าเจี้ยง อยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายโดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทว่านัยน์ตากลับเปล่งประกาย
แววตานั้นคล้ายกับกำลังบอกอีกฝ่ายว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง
หากเล่าเจี้ยงไม่คิดเข้าข้างตนเองเกินไป
สู้ ๆ ก็แล้วกัน! บางทีผู้นำแคว้นเอ๊กจิ๋วเคลื่อนทัพบุกที่ราบภาคกลางอาจจะเป็นเจ้า
พวกเราจะต้องเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้!
เล่าเจี้ยงอุทานอยู่ในใจ
แต่จูกัดเหลียงตัวน้อยไม่มีวันนึกถึง ว่าในประวัติศาสตร์ที่นักท่องเวลาจากมา เขาคือเจ้าของแผนการทำลายพี่ชายที่อุ้มเขาอยู่ด้วยมือตัวเอง
แต่ตอนนี้ ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนบทใหม่แล้ว!
เล่าเจี้ยงปล่อยจูกัดเหลียงลง ก่อนโค้งตัวคำนับแก่จูกัดกุย
“รบกวนท่านตั้งหลายวัน และได้รับการรับรองจากท่านเป็นอย่างดี ขอบพระคุณมาก”
“ความรู้ของคุณชายข้านั้นเลื่อมใสยิ่งนัก และยิ่งมีพระคุณกับลูกชายข้ามาก แทบอยากจะใช้เวลาให้มากขึ้นกว่านี้อีก”
น้ำเสียงของจูกัดกุยจริงใจยิ่งนัก เขาชื่นชมคุณชายคนนี้ไม่น้อย
“สหาย รักษาตัวด้วย!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะลั่นก่อนพลิกตัวขึ้นหลังม้า
“รักษาตัวด้วย!”
เล่าเจี้ยงคารวะจูกัดกุย ก่อนหันไปมองสองพี่น้องบ้านจูกัดอีกครั้ง
สายตาของนักท่องเวลาไม่ได้เห็นเด็กชายตัวน้อยวัยสิบขวบและสี่ขวบ แต่เห็นเงานักปราชญ์จากสองกองกำลัง…
เขารู้ การจากกันครานี้อาจเป็นการจากลาตลอดกาล
หัวใจของเล่าเจี้ยงหวนนึกถึงวันเวลาในบ้านขุนนางชนบท เห็นภาพสองพี่น้องที่กลมเกลียว พี่ชายที่ชอบฟัง น้องชายที่ฉะฉาน และภาพที่ตนเองอยู่ในนั้นด้วย
หลังจากบอกลาทุกคนแล้ว เล่าเจี้ยงไม่ลังเลอีก เขาค่อย ๆ หายลับจากไปพร้อมกับไทสูจู้ท่ามกลางสายตาทุกคู่
จูกัดเหลียงทอดมองไปทางที่พี่ชายแซ่เล่าผู้จากไปอยู่เนิ่นนาน ไม่ยอมกลับ
…
แคว้นกุนจิ๋ว เขตเมืองตันลิว
“คุณชาย เตียนอุย*[1] ผู้นั้นเก่งกาจปานนั้นเชียวหรือ ถึงทำให้คุณชายลำบากเช่นนี้?”
ไทสูจู้เห็นเล่าเจี้ยงมีท่าทางเสียดาย ก็ไม่เข้าใจยิ่งนัก
เตียนอุย องครักษ์ทวนคู่ของโจโฉแห่งวุยก๊ก…
ควรอยู่ที่เมืองนี้สิ
คล้ายกับเล่าเจี้ยงไม่ได้ฟังคำพูดของพลคุ้มกัน ยังคงจมอยู่ในความรู้สึกกลัดกลุ้ม
หลังจากที่ทั้งสองกลับมาจากเมืองไท้ซัว ก็ตรงมาที่เมืองตันลิวทันที
นอกจากการพักผ่อนที่จำเป็นแล้ว ก็ไม่เสียเวลาอีก!
แม้รีบแล้วก็ยังช้าเกินไป พวกเขามาสายไปก้าวหนึ่ง…
พวกเล่าเจี้ยงเข้าประตูเมืองมายังไม่ทันไร ก็เห็นใบประกาศจับเตียนอุยแล้ว
ชายผู้นั้นแก้แค้นเพื่อเพื่อนรักจนลงมือสังหารลิย่ง คนของตระกูลลิอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นกุนจิ๋ว ตอนนี้กำลังหลบหนีอยู่ข้างนอก
เล่าเจี้ยงถอนหายใจ พลางส่ายหน้าอย่างเสียดาย
“เตียวอุยเกลียดความชั่วร้ายดุจศัตรู เขาเกิดมาพร้อมกับความแข็งแกร่ง เป็นคนมีพรสวรรค์ที่หายาก วันนี้ข้าพลาดโอกาสไปต่อหน้าต่อตา ช่าง… น่าเสียดาย น่าผิดหวัง น่าเศร้าอะไรอย่างนี้!”
เล่าเจี้ยงทั้งส่ายหน้าทั้งถอนหายใจ เขารู้สึกไม่ยอมรับจริง ๆ
เตียวอุยเป็นชาวนามาตั้งแต่เกิด อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีผูกมัดใด ๆ เขาจึงมั่นใจมากในการชักชวนเตียวอุยมาเข้าร่วม
เล่าเจี้ยงไม่อยากยอมแพ้จริง ๆ ณ จุดนี้ แม่ทัพกล้าหาญอย่างเตียวอุย ทั้งยังเป็นชาวนาแต่เกิดอีก ในยุคนี้หายากนัก!
พลาดชายคนนี้ไป ทั้งชีวิตนี้อาจจะไม่ได้เจออีกแล้วก็ได้
เล่าเจี้ยงจึงตัดสินใจค้างที่เมืองจี๋อู่นี้ชั่วคราว และตามหาขุนพลทวนคู่สุดแกร่งต่อไป
ทั้งสองคนช่วยกันสอบถาม และเสียเงินทองไปมากมาย ก็ยังคงไม่มีเบาะแส ราวกับว่าเตียวอุยได้ระเหยไปจากโลกนี้แล้ว
แวบเดียวสามวันผ่านไปแล้ว เล่าเจี้ยงจึงรู้ว่ามิอาจเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกแล้ว
ตอนนี้เดือนสิบแล้ว ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงลกเอี๋ยง จะล่าช้าไม่ได้อีกแล้ว
“ไปกันเถิด บางทีข้าคงไร้วาสนาต่อเตียวอุยจริง ๆ ”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองอย่างอาลัย ก่อนมุ่งตรงไปประตูเมืองอย่างไม่ลังเล
ไทสูจู้ไม่พูดอะไร ตามเจ้านายอยู่ข้างหลัง
ทั้งสองออกจากเมือง ควบม้าไปยังด่านเฮาโลก๋วน
เห็นชายทรงพลังมีสีหน้าไม่มีความสุข เล่าเจี้ยงก็เริ่มรู้สึกผิด
“ข้ามีจืออี้นั่นเป็นเรื่องที่โชคดีอย่างมาก มิควรหวังเกินตัวจนเกินไป!”
ไทสูจู้ได้ยินเล่าเจี้ยงเอ่ยเช่นนี้ ก็รีบอธิบาย
“ข้ามิได้หงุดหงิดคุณชาย แต่เป็นเตียวอุยคนนั้น!”
“หากเขาโป้ปดเรื่องเพื่อนรัก แค่ฆ่าผู้คนหลบหนีไป เกรงว่าคุณชายต้องผิดหวังมาก”
เสียงยังไม่ทันขาดหาย กลับได้ยินเสียงคำรามดังมาจากในป่าไม่ไกลนัก
“กรร! กรร! กรร!”
ไทสูจู้มองไปทางเล่าเจี้ยงอย่างกังวล
“เสียงอะไร?”
เล่าเจี้ยงตัวสั่นไปทั่วร่าง ตกใจอย่างมาก
ชาติก่อนเขามีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เคยได้ยินเสียงนี้มานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยได้สัมผัสใกล้ขนาดนี้มาก่อน
เล่าเจี้ยงมองไทสูจู้และเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนัก!
“เสือ!”