พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 171 สี่เหตุการณ์ที่น่ายินดีในชีวิต
บทที่ 171 สี่เหตุการณ์ที่น่ายินดีในชีวิต
“ศิษย์พี่ทั้งสองมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ข้ากำลังมองหาอยู่ จะปฏิเสธได้อย่างไร”
“พวกท่านมาหนนี้ช่วยข้าเอาไว้จริง ๆ”
เล่าเจี้ยงตื่นเต้นมาก เขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย ไม่เคยมีใครมาหาเขาก่อนเลยจริง ๆ
ศิษย์ร่วมสำนักเรียนจงเจริญ!
กัวหยวนกับซุนเขียนเหลือบมองกัน และเห็นความมั่นใจได้จากแววตาอีกฝ่าย ก่อนพากันเคารพศิษย์น้องทันที
“หากแม่ทัพหลังไม่รังเกียจ จากนี้พวกเราจะพยายามอย่างเต็มเพื่อรับใช้ท่านแม่ทัพ”
“กัวหยวน และซุนเขียนคารวะนายท่าน!”
เล่าเจี้ยงก้าวไปข้างหน้า ประคองทั้งสองขึ้นมาด้วยกัน
“ศิษย์พี่ทั้งสองมิต้องมากพิธีเช่นนี้”
กัวหยวน ซุนเขียนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาสัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรของแม่ทัพหลังได้อย่างลึกซึ้ง
“ขอบคุณสำหรับไมตรีของนายท่าน แต่หากละทิ้งบรรทัดฐาน ก็ปราศจากขอบเขต*[1] ขอนายท่านอย่าได้ทำให้เราสองคนลำบากใจเลย”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ไม่ว่าจะเป็นกัวหยวนหรือซุนเขียน พวกเขาล้วนเป็นคนมีการศึกษา เช่นเดียวกับกาเซี่ยงและซุนฮิว ต่างให้ความสนใจกับมารยาทเป็นอย่างมาก
“ข้าไม่เกรงใจแล้ว พูดมากไปคงไม่พ้นเป็นการหยามมิตรภาพของเรา! ต่อไปขอรบกวนศิษย์พี่ทั้งสองด้วย!”
“นายท่านโปรดวางใจ พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่!”
กัวหยวน ซุนเขียนคำนับพร้อมกัน และปฏิญาณกับนายท่าน
“เอาละ พี่กัวหยวนเป็นจู่ซื่อ (ผู้ควบคุมดูแลงาน) ในจวนแม่ทัพหลังไปก่อน ส่วนพี่ซุนเขียนเป็นฉงซื่อ (ผู้ช่วย) จวนแม่ทัพหลัง!”
“ขอบคุณนายท่าน!”
กัวหยวน ซุนเขียนมีความสุขมาก ไม่คิดเลยว่าเพิ่งมาได้ไม่ทันไรก็ได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งสำคัญแล้ว!
โดยเฉพาะกัวหยวน รู้สึกขอบคุณในการเลือกของตัวเองมาก
“ในเมื่อศิษย์พี่ทั้งสองไม่ได้รับจดหมาย เกรงว่าจะยังไม่รู้ว่าเรื่องน้องกำลังจะแต่งงานในอีกสองวันแล้ว!”
เล่าเจี้ยงเข้าใจแล้ว ตอนที่ฮองตงส่งคนไปส่งจดหมาย กัวหยวนกับซุนเขียนได้จากไปพร้อมกับอาจารย์เต้เหี้ยนแล้ว
“โอ้ว? เช่นนั้นพวกข้าขอแสดงความยินดีกับนายท่านด้วย!”
“น่าเสียดาย อีกไม่กี่วันข้าจะเคลื่อนทัพไปซีเป่ยต่อสู้กับกลุ่มกบฏเลียงจิ๋วแล้ว!”
เล่าเจี้ยงเล่าสถานการณ์ในเลียงจิ๋วและเหตุการณ์ในช่วงนี้ให้แก่ทั้งสองทันที เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจลกเอี๋ยงในเบื้องต้น
เห็นได้ชัดว่ากัวหยวนฉลาดกว่าซุนเขียน ในขณะที่แม่ทัพหลังกล่าว เขาก็เข้าใจสถานการณ์คร่าว ๆ แล้ว
“นายท่าน เห็นทีหาใช่กลุ่มกบฏที่เคลื่อนไหวอย่างเดียว แม้แต่ราชธานีลกเอี๋ยงก็กำลังประสบปัญหาเช่นกัน”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า หลายเรื่องเขายังกังวล โชคดีที่มีกาเซี่ยงกับซุนฮิวอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นเรื่องราวจะเป็นอย่างไรก็มิอาจรู้ได้
“พวกกบฏซีเหลียงกำลังเข้าใกล้สุสานหลวง ฝ่าบาทกลัวเสียสุสานหลวงไป จึงมีบัญชาให้ข้าจัดทัพไปรับศึก กำลังกังวลเรื่องคนไม่พออยู่เลย ไม่คิดเลยว่าศิษย์พี่ทั้งสองจะมาได้ประจวบเหมาะพอดี!”
เมื่อกัวหยวนและซุนเขียนได้ยินเช่นนี้ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที พวกเขาต่างมีความปรารถนาในใจ ย่อมอยากสร้างผลงานอยู่แล้ว
“นายท่านเชิญสั่งมาได้เลย”
“สองสามวันนี้ข้ารบกวนกุนซือทั้งสองมอบหมายงานในจวนด้วย ทางเมืองลกเอี๋ยงขอมอบให้ศิษย์พี่ทั้งสองจัดการ ส่วนกงต๋าและเหวินเหอตามข้าไปสนามรบทั้งคู่นั่นแหละ!”
กัวหยวน ซุนเขียนกุมมือรับคำสั่ง ก่อนหันไปคารวะกาเซี่ยงและซุนฮิว
“สองสามวันนี้รบกวนทั้งสองท่านด้วย”
“ทุกคนล้วนทำเพื่อนายท่าน ไม่จำเป็นต้องมากพิธี”
หลังจากการมาถึงของพวกกัวหยวนสองคน กาเซี่ยงกับซุนฮิวก็ยุ่งขึ้นมา พวกเขาทั้งสี่ต้องแลกเปลี่ยนมอบหมายงานหลายเรื่อง
เล่าเจี้ยงมีช่วงเวลาพักที่หาได้ยาก ทว่าใกล้จะแต่งงานแล้ว ซัวเอี๋ยมก็ไม่สามารถพบกันได้ ทำได้เพียงรอคอยอย่างเงียบ ๆ
สองวันถัดมา ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างสงบเรียบร้อยมาก
แม้ตอนนี้เล่าเจี้ยงจะมีตำแหน่งสูง ทว่าเรื่องจัดเตรียมงานแต่งยังคงเป็นเล่าเอี๋ยนจัดการให้ เขาไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น
เนื่องจากล่วงเกินโฮจิ๋นกับตระกูลอ้วน จวนแม่ทัพหลังจึงเงียบเหงา มีเพียงไม่กี่คนที่มาแสดงความยินดีด้วย
หันกลับมามองจวนเจ้ากรมราชวงศ์ของเล่าเอี๋ยน นับว่าแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มีแขกเหรื่อเข้าออกไม่จบไม่สิ้นทุกวัน ดูอลังการมาก!
นี่เป็นเพียงแค่งานวิวาฬ์อนุของเล่าเจี้ยง มิอาจจัดอย่างใหญ่โตได้ ไม่เช่นนั้นมันอาจจะคึกคักมากกว่านี้
เล่าเจี้ยงไม่ได้อิจฉาบิดาที่มีคนไปมาหาสู่คับคั่งมากมายเลย หากจวนแม่ทัพหลังเป็นเช่นนี้ เขาคงรำคาญแย่
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ในวันที่หก เล่าเจี้ยงก็รับซัวเอี๋ยมเข้ามาอยู่ในจวนแม่ทัพหลัง
แม้จะไม่มีแขกในงานเลี้ยงมากมายอะไร ทว่าคนในจวนแม่ทัพหลังก็มารวมตัวกันอยู่ครบ
ในความเห็นของเจ้าบ่าว ลูกน้องมีความสามารถเหล่านี้ดีกว่าคนขายเนื้ออย่างโฮจิ๋นมาก
ตกค่ำ หลังจากบอกปัดเหล่าลูกน้องจอมตื๊ออย่างดุเดือด ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็ปลีกตัวหนีออกมาจากงานเลี้ยงได้
เขาตัดสินใจก่อนงานเลี้ยงเริ่มแล้ว วันนี้ต่อให้เทพเจ้าลงมาเอง เขาก็จะไม่ยอมดื่มจนเมามายเด็ดขาด!
ถึงกระนั้นก็ยังหนีจากเงื้อมมือของขุนศึกไม่ได้ โดยเฉพาะเตียนอุยตัวดีที่ลากขานายท่านไปดื่มเสียดื้อ ๆ
ดีที่ฤทธิ์เหล้าของราชวงศ์ฮั่นอ่อนมาก คล้ายกับเบียร์ในชาติก่อน แม้แต่รสชาติก็ยังคล้ายกันมาก
เล่าเจี้ยงเดินโงนเงนไปที่ห้องหอ เห็นการตกแต่งที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ก็ถอนหายใจนับหมื่นนับพันครั้งไม่ได้
ในฐานะนักท่องเวลานี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้แต่งงาน มือที่กำลังจะเปิดประตูเกิดสั่นขึ้นมา
“ฟู่…”
เล่าเจี้ยงสะบัดหัว อยากคลายอารมณ์ครู่หนึ่ง แต่ไม่คิดเลยว่าจะยิ่งประหม่ามากขึ้น แม้แต่หัวใจยังเต้นรัวจนจะหลุดออกมานอกอก
หรือจะดื่มมากเกินไป?
เมื่อนึกถึงสาวงามที่ทำให้ตัวเองคะนึงหา เล่าเจี้ยงสลัดความคิดกวนใจ และผลักประตูเข้าไป
แม้พิธีจะจัดอย่างเรียบง่าย ทว่าของตกแต่งภายในห้องกลับเพียบพร้อมไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักชิ้น นี่เป็นคำขอของเขาเช่นกัน
ในแง่ของฐานะเขาติดหนี้ซัวเอี๋ยมมากเหลือคณา จึงอยากชดใช้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อให้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
“ฮูหยิน…”
เล่าเจี้ยงเดินเข้าไปหาซัวเอี๋ยม เห็นคนที่คิดถึงทุกวันคืนก็อดเอื้อนเอ่ยคำนี้ออกมาไม่ได้
แม้วันนี้ตำแหน่งอย่างเป็นทางการจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เขายังเฝ้าฝันถึงวันที่จะเรียกนางเช่นนี้มาหลายปี
ซัวเอี๋ยมตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด คำเรียกขานนี้ที่เคยห่างไกล ตอนนี้กลับได้มันมาแล้ว
เล่าเจี้ยงหยิบไม้ตาชั่งขึ้นมา แล้วค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมสีแดงออก ดวงหน้าละเอียดอ่อนก็ปรากฏสู่สายตา*[2]
“ฮูหยิน เจ้าสวยมาก…”
ซัวเอี๋ยมก้มหน้า ใบหน้าที่แต่เดิมชมพูเปล่งปลั่งยิ่งแดงขึ้น ราวกับแอปเปิลแดงสด ชวนให้คนอยากกัดกินไม่ไหว
เล่าเจี้ยงหลงใหลในความงามตรงหน้าจนกลืนน้ำลายไม่หยุด ภายใต้ฤทธิ์เหล้ายิ่งมัวเมาหลงใหล จึงตรงเข้าตะครุบซัวเอี๋ยมโดยไม่รู้ตัว
“ท่านพี่อย่า!”
ซัวเอี๋ยมเหลือบมองเล่าเจี้ยงอย่างเคือง ๆ นางไม่คิดเลยว่าเขาจะใจร้อนขนาดนี้!
“เรายังไม่ได้ดื่มเหล้ามงคลเลย…”
“อา! อะแฮ่ม!”
“เอ่อ ข้าจะพยุงฮูหยินขึ้นมาดื่มเหล้ามงคล!”
เล่าเจี้ยงคร่อมอยู่บนร่างซัวเอี๋ยม ก่อนจะดึงนางขึ้นมาด้วยกัน และประคองไปที่โต๊ะ
ซัวเอี๋ยมมองเขาด้วยสายตาที่ไม่อาจบรรยายได้ ก่อนหยิบจอกสุราขึ้นมาแล้วคล้องแขนกับเล่าเจี้ยง
“ท่านพี่ มีสิ่งใดอยากจะพูดไหม”
เล่าเจี้ยงชะงักค้างไปครู่หนึ่ง เขาไม่คิดเลยว่านางจะถามเช่นนี้
ตอนนี้เขาแค่อยากจะรีบเข้าห้องหอ จะมีใจไปคิดเรื่องอื่นได้อย่างไร!
เห็นซัวเอี๋ยมขมวดคิ้วงาม เล่าเจี้ยงก็รู้ว่าหากไม่พูดอะไรบางอย่างไม่ดีแน่
ในระหว่างร้อนรน พลันมีข้อความหนึ่งแวบเข้ามาในหัวเล่าเจี้ยง
“ฮูหยิน เจ้ารู้จักสี่เหตุการณ์ที่น่ายินดีในชีวิตหรือไม่?”
ซัวเอี๋ยมคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“ขอท่านพี่ชี้แนะด้วย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเสียงดัง พลางมองซัวเอี๋ยมด้วยสีหน้าได้ใจ
“ฮูหยินฟังให้ดีนะ! สี่เหตุการณ์ที่น่ายินดีในชีวิตคือได้ฝนตกหลังแห้งแล้งมานาน เจอสหายยามอยู่นอกบ้านเกิด คืนเข้าหอ และสอบได้ป้ายทอง”*[3]
ซัวเอี๋ยมพึมพำสี่ประโยคนี้เบา ๆ อีกครั้ง และพบว่ามันสมเหตุสมผลจริง ๆ
“ท่านพี่ สามประโยคหน้าเอี๋ยมเอ๋อร์พอเข้าใจ แต่สอบได้ป้ายทองคืออะไรหรือ?”
เล่าเจี้ยงไม่คิดจะอธิบาย อุ้มภรรยาขึ้นมาทันที
“ฮูหยิน สอบได้ป้ายทองพี่อธิบายไม่ได้ แต่คืนเข้าหอ พี่ทำให้เจ้ารู้ได้!”
เมื่อเห็นรอยยิ้มกระหายบนใบหน้าของเล่าเจี้ยง ซัวเอี๋ยมไหนเลยไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร จึงซุกหน้าลงในอ้อมแขนกำยำ
“ขอท่านพี่ได้โปรดเมตตาด้วย…”
[1] หากละทิ้งบรรทัดฐาน ก็ปราศจากขอบเขต ความหมายว่า หากปราศจากบรรทัดฐานหรือมาตฐานก็ไม่สามารถทำสิ่งใดให้สำเร็จได้ หรือหากไร้ซึ่งกฎเกณฑ์มารยาท เราก็คงเป็นอะไรไม่ได้นอกจากความป่าเถื่อน
[2] ในสมัยราชวงศ์ฮั่น หลังจากเข้าห้องหอแล้ว เจ้าบ่าวจะใช้ไม้ตาชั่งเปิดผ้าคลุมสีแดงของเจ้าสาวออก ซึ่งสื่อถึงการสมปรารถนา บางตระกูลจะให้พ่อของเจ้าบ่าวเป็นผู้เปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวออก สื่อถึงพ่อแม่เจ้าบ่าวเท่าเทียมกับพ่อแม่และเจ้าสาว
[3] สอบได้ป้ายทองคือป้ายประกาศผู้ที่ผ่านการสอบจอหงวน หรือการสอบขุนนางในอดีต