พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 172 สงครามตะวันตก กรีธาทัพออกลกเอี๋ยง
บทที่ 172 สงครามตะวันตก กรีธาทัพออกลกเอี๋ยง
ถนนสายหลักแห่งเมืองลกเอี๋ยงมีกองทหารนับหมื่นถือธงปลิวไสว ออกเดินทางไปยังที่ราบภาคกลางกวนจง เป็นขบวนยิ่งใหญ่ดูทรงอานุภาพอย่างมาก
“นายท่าน เว่ยจี้ช่างน่ารังเกียจนัก เสียแรงที่คบหามาหลายปี แม้แต่ข้ายังปิดบัง เห็นทีการต่อรองครั้งก่อน เราคงเสียเปรียบเขาเข้าแล้ว”
ซุนฮิวมองม้าศึกหลายพันตัวที่อยู่ข้างหลังอย่างโมโห
หน็อยแน่เว่ยจี้! ให้หาม้าศึกสี่พันตัวในสองเดือน บอก ‘ถึงตายก็หาไม่ได้’ แต่หาม้าศึกห้าพันตัวในไม่กี่วัน กลับหาได้งั้นรึ!?
เล่าเจี้ยงได้ยินก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ แววตายังคงว่างเปล่า แค่เห็นก็รู้ว่าเหม่อลอย
ไม่น่าแปลกหรอก เพิ่งเริ่มใช้ชีวิตข้าวใหม่ปลามันความสุขกับซัวเอี๋ยม เล่าเจี้ยงจะตัดใจจากไปได้อย่างไร?
ผนวกกับหลายวันมานี้ทำงานหนักทั้งวันทั้งคืน ทำให้เขาไร้ชีวิตชีวา
กาเซี่ยงยิ้มให้ซุนฮิว เขากลับไม่ได้ตำหนิเว่ยจี้
“กงต๋า เว่ยจี้เป็นคนฉลาด ก็ย่อมทำแต่เรื่องที่ฉลาด เขายอมมอบม้าศึกห้าพันตัวให้เราเสียโดยดี สำหรับเราก็เหมือนกับส่งถ่านมาให้ท่ามกลางหิมะตก เหมือนกับให้ความช่วยเหลือเราในยามวิกฤต”
ซุนฮิวพยักหน้าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง เขาเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ทว่าเมื่อนึกถึงท่าทางลำบากใจจอมปลอมของเว่ยจี้ ก็มีน้ำโหขึ้นมา
“ข้าเข้าใจเหตุผลนี้ เพียงแต่ทั้ง ๆ ที่ตระกูลเว่ยเขามีความสามารถนี้ จำต้องแสดงท่าทางน่าสงสารกับข้าด้วยหรือ”
“ฮ่า ๆ ๆ กงต๋าไม่ต้องโมโหไปหรอก เขาก็เล่นละครเป็นเพื่อนพวกเรานั่นแหละ”
เล่าเจี้ยงได้สติกลับมา ก็หัวเราะให้กับซุนฮิว
“แม้ครั้งนี้เว่ยจี้จะไม่เพิ่มม้าศึกให้ พวกเราก็ไม่มีทางอื่น ถึงอย่างไรครั้งนั้นเราก็ดูบีบคั้นกันไปหน่อยจริง ๆ”
“ในเมื่อเขายื่นมือมาช่วยเหลือ ส่งมาให้เร็ว ส่งมาให้มากกว่าที่ตกลงกันได้ พวกเราต้องยอมรับน้ำใจเขาสิถึงจะถูก”
“ที่เหวินเหอพูดนั้นถูกแล้ว ตอนนี้เขาช่วยเราไว้ในยามยากจริง ๆ”
ซุนฮิวถอนหายใจ และไม่บ่นอีก ถึงอย่างไรเขาแค่โกรธที่เว่ยจี้ปิดบัง คอยดูนะ ข้าจะไม่เสียใจภายหลังเวลาเล่นบทร้ายใส่เจ้าอีกแล้ว!
หากเว่ยจี้มาได้ยินคงรำคาญใจ ส่งได้ก็บ่น ส่งไม่ได้ก็บ่น เอาใจยากกันเสียจริง
“นายท่านใจกว้าง ซุนฮิวเลื่อมใสยิ่งนัก”
“กงต๋า เจ้าไม่เคยมีชีวิตยากลำบาก ไม่ได้ดูแลครอบครัวไม่รู้ว่าข้าวของแพง! เจ้ารู้ไหมตอนที่ข้านำทัพไปต่อสู้กับกลุ่มโพกผ้าเหลืองครั้งแรกมีสภาพเป็นอย่างไร?”
เมื่อเล่าเจี้ยงเห็นกองกำลังอันเกรียงไกรของตัวเอง เขาก็อดนึกถึงสภาพน่าสังเวชตอนนำทัพครั้งแรกไม่ได้ ทำเอาถอดใจนับหมื่นพันครั้งไม่ได้
เวลาแค่เพียงปีกว่า ความต่างช่างห่างกันมาก!
“ได้ยินมาว่าตอนนั้นนายท่านมีทหารสองพันนาย ส่วนรายละเอียดนั้นซุนฮิวไม่ค่อยรู้แน่ชัด”
ซุนฮิวไม่รู้แน่ละ ตอนนั้นที่เขาเป็นคนของจวนแม่ทัพใหญ่ เหตุใดโฮจิ๋นถึงพูดเรื่องยึดยุทโธปกรณ์ทางทหารของเล่าเจี้ยงออกมาก่อน จนตอนนี้ก็ยังงุนงง
เล่าเจี้ยงส่ายหน้ายิ้มอย่างขมขื่นไม่หยุด จากนั้นเรียกเตียนอุยมาหา
“เอ้อร์ไหล เจ้าเล่าสถานการณ์ตอนเรานำทัพออกรบเป็นครั้งแรกให้กงต๋าฟังหน่อยสิ!”
แม้แต่เตียนอุยที่มองโลกในแง่ดี นึกถึงเรื่องคราวนั้น ก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้
“ท่านกุนซือ ท่านไม่รู้ว่าเจ้าโฮจิ๋นคนนั้นน่ารังเกียจแค่ไหน! เล่ามาท่านอาจจะไม่เชื่อ บอกว่าจะให้ทหารสองพันนาย แต่จริงๆ แล้ว…”
เตียนอุยหวนนึกถึงเรื่องพวกนี้ก็โกรธมาก ยิ่งพูดก็ยิ่งของขึ้น จึงเล่าสถานการณ์ปนก่นด่าให้ฟัง
ซุนฮิวค่อยๆ เริ่มคล้อยตามเตียนอุยตั้งแต่เริ่มฟังเรื่องราว เขายิ่งฟังยิ่งตกใจ คาดไม่ถึงเลยว่าตอนแรกเล่าเจี้ยงจะมีสภาพเช่นนี้!
“นายท่าน ท่านนำทหารสองพันคนไปสังหารโปไฉได้อย่างไร!”
ซุนฮิวจำต้องมองความสามารถของนายท่านเสียใหม่ เดิมคิดว่าอีกฝ่ายอาศัยทหารชั้นยอดอย่างน้อยหลายพันนาย ไม่คิดเลยว่าเขาจะต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเองแทบทั้งหมด!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านกุนซือ ท่านไม่รู้หรอก ครั้งแรกนายท่านกลัวมากจนแทบฉี่รดกางเกง ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า น่าสงสาร… น่าสงสาร”
“เจ้าหยุดนะ ไสหัวออกไปเลย!”
เล่าเจี้ยงมองเตียนอุยด้วยความโกรธ คาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะควบคุมปากตัวเองไม่ได้ อะไรก็พูดออกมาหมด!
“ท่านกุนซือดูสิ นายท่านยังไม่ยอมรับอีก ทั้ง ๆ ที่เขา…”
เตียนอุยพูดได้ครึ่งประโยคก็หุบปากฉับ ก่อนหันหัวม้าควบหนี หลังเห็นเล่าเจี้ยงคว้าดาบยักษ์คู่กายขึ้นมาแล้ว
แม่ทัพหลังเห็นอีกฝ่ายหนีไป ก็คิดอยากอธิบายให้ซุนฮิวฟัง เพียงแต่เขาหน้าแดงเล็กน้อย
“อะแฮ่ม! ท่านกุนซือ เจ้าอย่าไปฟังคำพูดไร้สาระของเอ้อร์ไหล ข้าจะ…”
“นายท่าน ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ…”
ซุนฮิวกะพริบตาปริบ ๆ และส่งสายตายากจะอธิบายมาให้
เล่าเจี้ยงมีหรือจะไม่เข้าใจความหมายของซุนฮิว จึงยิ่งโกรธเตียนอุยมากขึ้น ถึงขั้นอยากคาดโทษอย่างหนัก!
“นายท่าน ข้าได้ยินฮั่นเซิงว่าพวกเขาได้นำยุทโธปกรณ์ที่ดีที่สุดจากคลังอาวุธของลกเอี๋ยงมาแล้ว วันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว”
กาเซี่ยงรู้ว่านายท่านอับอายมาก จึงรีบเปลี่ยนเรื่องให้
“ใช่แล้ว! เราขอม้าศึกมากกว่าหนึ่งพันตัวจากโฮจิ๋น บวกกับม้าศึกห้าพันตัวที่เว่ยจี้จัดหาให้ ตอนนี้เรามีทั้งหมดหนึ่งหมื่นหนึ่งพันตัว! มาถึงมาตรฐานคนหนึ่งขี่สองตัวแล้ว!”
“อีกอย่างอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่เหมือนก่อน! ตอนนี้กองกำลังของแม่ทัพหลังเรา เป็นทหารชั้นยอดอย่างแท้จริง!”
เล่าเจี้ยงไหนเลยจะได้สู้ศึกที่เพียบพร้อมเช่นนี้? ขณะนี้จึงรู้สึกตัวลอยเล็กน้อย และถึงขั้นมั่นใจว่าสามารถเผชิญหน้ากับกลุ่มกบฏซีเหลียงได้
“นายท่าน อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด!”
ในระหว่างที่เล่าเจี้ยงได้ใจลำพองตัว กาเซี่ยงก็เอ่ยเตือน หากนายท่านมีความคิดเช่นนี้อยู่ เขาจักต้องเผชิญกับความล้มเหลวแน่
“นายท่าน กองทัพซีเหลียงเป็นพวกชาวเชียงหู พวกเขาต่อสู้กับชนเผ่ามาหลายปี กำลังรบไม่เหมือนกับกองทัพโพกผ้าเหลืองแน่นอน!”
เล่าเจี้ยงถูกกาเซี่ยงเตือน พลันตื่นจากความได้ใจลำพองตัวทันที
นั่นสิ ก่อนหน้านี้ตัวเองเคยบอกว่าไม่ควรดูถูกกลุ่มกบฏซีเหลียง ไฉนเห็นขบวนทัพของตัวเองแล้วก็เริ่มได้ใจลำพองตัวขึ้นมาเล่า?
“ต่อไปเหวินเหอต้องคอยเตือนข้าบ่อย ๆ นะ ข้าจะได้ไม่ได้ใจลำพองตัวอีก!”
เล่าเจี้ยงกุมมือให้กาเซี่ยงด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“นายท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ กองทัพเราหาได้ไร้กำลังไปเสียหมด เพียงแต่ต้องระวังในการดำเดินการ! ผู้บัญชาการนำทัพหนนี้คือแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักเตียวอุ๋น การเคลื่อนไหวของเราอาจถูกจำกัดไปบ้าง”
เตียวอุ๋น! คำพูดของกาเซี่ยงได้เตือนสติเล่าเจี้ยง
ครั้งนี้เพื่อต่อต้านกลุ่มกบฏซีเหลียง แม่ทัพหลังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างอิสระอย่างสมบูรณ์ เขาต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาเตียวอุ๋นด้วย
เรื่องที่พระเจ้าเลนเต้แต่งตั้งเตียวอุ๋นนั้น เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน
เตียวอุ๋นผู้นี้เดิมเป็นเจ้ากรมการคลัง เป็นหนึ่งในเก้าเสนาบดีที่รับผิดชอบด้านการเงิน เป็นข้าราชการพลเรือน
หาได้มีประสบการณ์นำกองทัพจับศึกไม่ เล่าเจี้ยงจำได้ เตียวอุ๋นในประวัติศาสตร์ลังเลไม่แน่นอนและกลับกลอก เดิมทีสามารถเอาชนะหันซุยกับเปียนจางได้ กลับพลาดโอกาสไปเพราะคำสั่งไม่ถูกต้องของเขา
“เหวินเหอพูดถูก เตียวอุ๋นผู้นี้เป็นคนมีปณิธานสูงส่งทว่าไร้ความสามารถ ไหนเลยจะนำทัพจับศึกได้? ข้าไม่เข้าใจ ในเมื่อฝ่าบาทให้ข้าปราบกบฏ เหตุใดไม่มอบอำนาจสั่งการให้ข้า?”
เล่าเจี้ยงยิ่งคิดยิ่งขุ่นเคือง เตียวอุ๋นมิเพียงถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพทหารม้าเกราะหนัก แถมยังมีอาญาสิทธิ์สั่งประหารผู้ทำผิดอีกด้วย!
“นายท่าน เรื่องนี้จักโทษฝ่าบาทไม่ได้เสียทีเดียว แม้นฝ่าบาทจะมีเจตนาเช่นนี้ ทว่ากลุ่มขุนนางที่นำโดยโฮจิ๋นกับตระกูลอ้วนไม่เห็นด้วยแน่”
ซุนฮิวพยักหน้ายอมรับคำพูดของกาเซี่ยง
“นายท่านออกรบได้เพียงปีเดียวก็ได้เป็นแม่ทัพหลังแล้ว หากสร้างผลงานใหญ่ได้อีกครั้งจะรับรางวัลอย่างไร? พวกนี้ล้วนมีกฎเกณฑ์แอบแฝง และจะไม่มีใครไปแตะต้องมัน”
“ดังนั้นจะบอกว่าฝ่าบาทไม่เคยคิดจะส่งข้าไปออกรบเลย?”
ซุนฮิวพยักหน้าอีกครั้ง ทว่ากลับกระตุ้นความไม่พอใจของเล่าเจี้ยง
“เช่นนั้นหวินเหอก็ต้องรู้ความหมายของฝ่าบาทด้วยสิ?”
หลังจากได้รับการยืนยัน เล่าเจี้ยงก็ตระหนักว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ไม่ทันเหตุการณ์
“ในเมื่อกุนซือทั้งสองรู้เรื่องนี้ ไยไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้เล่า!?”