พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 176 ชื่อเสียงเล่าเจี้ยงขจรไปทั่ว
บทที่ 176 ชื่อเสียงเล่าเจี้ยงขจรไปทั่ว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สหายอ้วน แม้แม่ทัพหลังจะอายุยังน้อย ทว่าสัมมาคารวะไม่มีที่ติ!” เตียวอุ๋นชื่นชม
อ้วนผางยิ้มบาง รู้สึกเห็นด้วยเป็นอย่างมาก
“แม่ทัพเตียวพูดถูก เป็นเรื่องยากนักที่คนอายุน้อยตำแหน่งสูงอย่างแม่ทัพหลังจะถ่อมตัวขนาดนี้ ข้าเลื่อมใสจากหัวใจ”
เล่าเจี้ยงถูกทั้งชมจนเขินอาย ต้องรีบห้ามทั้งสอง
“พวกท่านเป็นผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพอย่างสูง อย่าล้อเด็กอย่างข้าเล่นเลย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า มาแม่ทัพหลัง ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับคนอื่น ๆ”
ขณะกล่าว เล่าเจี้ยงเดินไปทางขวาสองสามก้าว มาหาชายที่ค่อนข้างสง่างามคนหนึ่ง
“ท่านนี้คือแม่ทัพปราบโจร โจวเซิ่น แม่ทัพโจวร่ำเรียนศึกษาตำราทางทหารมาตั้งแต่เด็ก และอยู่ในสนามรบมาหลายปี!”
แม้แม่ทัพปราบโจรของโจวเซิ่นจะเป็นเพียงตำแหน่งขุนพลชื่อหลากหลาย กระนั้นเล่าเจี้ยงก็ไม่ได้ดูถูกเขา และเป็นฝ่ายกุมมือคำนับก่อน
“แม่ทัพโจว!”
ในยุคนี้ ขุนพลชื่อหลากหลายยังมีไม่มากเท่าหลังยุคสามก๊กไปไม่กี่สิบปี และสถานะยังสูงกว่านายกองอย่างมาก
โจวเซิ่นย่อมรู้สึกตกใจที่ได้รับความเมตตา แม้คุณสมบัติของเขาจะสูงกว่าเล่าเจี้ยงมากโข ทว่ามันก็แค่เปล่าประโยชน์ จวบจนตอนนี้ก็เป็นได้แค่ขุนพลชื่อหลากหลาย
“คารวะแม่ทัพหลัง”
เตียวอุ๋นผายมือออกไปอีกด้านหนึ่ง เพียงแต่รอยยิ้มดูอึดอัด
“เกรงว่าท่านผู้นี้แม่ทัพหลังคงรู้จักแล้ว แม่ทัพปราบเถื่อนตั๋งโต๊ะ”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้ เมื่อครู่เขาทักทายตั๋งโต๊ะไปแล้ว
ความสนใจของแม่ทัพหลังตกไปอยู่ที่คนผู้หนึ่ง ซึ่งเตียวอุ๋นผายมือไปทางเขาพอดี
“แม่ทัพหลัง คนผู้นี้เก่งมาก! เป็นทหารอาสาที่ข้าตั้งใจเรียกมาเป็นพิเศษ!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเสียงดัง และพยักหน้าให้
“ข้ารู้ พยัคฆ์แดนกังตั๋ง!” เขาจำซุนเกี๋ยนได้นานแล้ว จึงหันไปกุมมือทักทาย “พี่เหวินไถ ไม่เจอกันนานเลย!”
ซุนเกี๋ยนเป็นคนตรงไปตรงมา และจำเล่าเจี้ยงได้นานแล้ว
ทว่าตอนนี้สถานะระหว่างทั้งสองต่างกันมาก จึงไม่กล้าหน้าด้านก้าวไปหา
“จากกันไปไม่นาน ไม่คิดเลยว่าผู้บัญชาการเล่าจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพหลัง!”
ซุนเกี๋ยนไม่กล้าเสียมารยาท กุมมือคำนับ ในคำพูดดูท้อแท้เบา ๆ
นึกถึงคราวก่อนที่พบกัน สถานะไม่ได้แตกต่างกันมาก!
ในเวลาแค่เพียงหนึ่งปี ซุนเกี๋ยนยังเป็นแค่ทหารอาสาสมัคร แต่เล่าเจี้ยงได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของแม่ทัพสี่ทิศแล้ว!
“พี่เหวินไถเก่งในการรบ ไม่นานต้องได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งแน่!”
ในบรรดาขุนศึกที่อยู่ตรงหน้า เล่าเจี้ยงสนใจซุนเกี๋ยนที่สุด คนผู้นี้เป็นชายคลุ้มคลั่งในสงครามโดยแท้!
ไม่ใช่แค่กล้าหาญเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในการทำศึกทุกครั้ง ทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเขาก็เหมือนคนบ้าระห่ำเช่นกัน!
เล่าเจี้ยงอดมองตั๋งโต๊ะที่อยู่ด้านข้างไม่ได้ และหัวเราะเยาะในใจอย่างทนไม่ไหว
บางทีตั๋งโต๊ะคงอาจคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะถูกซุนเกี๋ยนบุกโจมตีจนต้องย้ายเมืองหลวง ฮ่า ๆ ๆ!
เตียวอุ๋นก็แนะนำขุนศึกคนอื่น ๆ ให้รู้จักอีก ที่เหลือไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญอะไร ถึงขนาดไม่มีชื่อแซ่จดไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ เล่าเจี้ยงเพียงแค่กุมมือทักทาย ถึงอย่างไรต่อไปต้องร่วมรบด้วยกัน ถือว่ารู้จักกันไว้
“แม่ทัพหลัง ในจวนจัดงานเลี้ยงไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อต้อนรับเจ้าโดยเฉพาะ!”
เตียวอุ๋นให้ความสำคัญกับเล่าเจี้ยงอย่างสูงสุด ตอนตั๋งโต๊ะกับโจวเซิ่นมาถึง เขาไม่ได้จัดงานเลี้ยงให้พวกเขาเลย
“ขอบคุณแม่ทัพเตียว เชิญ!”
“เชิญ!”
ครั้งนี้เตียวอุ๋นไม่ถ่อมตัวอีก ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ออกคำสั่งสูงสุดในสมรภูมิเมืองเหมยหยาง จึงเดินนำเข้าไปในเมืองเป็นคนแรก
เล่าเจี้ยงจัดแจงขบวนทัพเรียบร้อยแล้ว สั่งให้พวกฮองตงสี่คนไปตั้งค่ายพักแรม และให้กาเซี่ยงกับซุนฮิวไปร่วมงานเลี้ยงกับตัวเอง
…
นอกเมืองเหมยหยางห่างไปสามสิบลี้ กบฏซีเหลียงตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่นี่
ผู้นำกลุ่มกบฏซีเหลียงมารวมตัวกันที่กระโจมกลาง โดยมีเปียนจางนั่งอยู่ตรงตำแหน่งประมุข
“แม่ทัพทุกท่าน ตามรายงานล่าสุด ทางราชสำนักได้ปลดฮองฮูสง และแต่งตั้งเตียวอุ๋นเป็นแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักแทน”
“เตียวอุ๋นไม่เพียงนำกองกำลังหลายหมื่นจากเมืองเตียงอันมาเท่านั้น ยังมีแม่ทัพปราบเถื่อนตั๋งโต๊ะ แม่ทัพปราบโจร โจวเซิ่น แต่ละคนนำทหารหลายหมื่นมาด้วย ตอนนี้มารวมตัวกันที่เหมยหยางแล้ว!”
เปียนจางมีสีหน้าเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าเขาอยู่ในความกดดันอย่างมาก
เป่ยกงปั่วอวี้ที่อยู่ด้านข้างพ่นลมหายใจออกมา และแสดงความไม่พอใจ
“ผู้นำเปียนไม่ต้องกังวล เจ้าฮองฮูสงที่อ้างตัวเป็นสามวีรบุรุษแห่งราชวงศ์ฮั่น ยังถูกกองทัพเราโจมตีจนหนีตายเลย แม่ทัพหัน เจ้าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในที่นี่ เจ้าคิดอย่างไร?”
เป่ยกงปั่วอวี้เบนสายตาไปมองหันซุย ครั้งก่อนวางแผนจัดการฮองฮูสงหันซุยก็เป็นคนคิด ทำให้สถานะของแม่ทัพหันเพิ่มสูงขึ้นมาทันที
หันซุยกดคางเป็นนัยรับรู้ ทว่าสีหน้ากลับเคร่งขรึม
“แม่ทัพเป่ยกงพูดถูก ฮองฮูสงยังมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ส่วนเตียวอุ๋นน่ะหรือ… ต้องไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องทางทหารเลยเป็นแน่! เตียวอุ๋นผู้นี้ข้าเคยได้ยินมาก่อนว่าเขาเป็นข้าราชการพลเรือน นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่นำทัพออกรบ”
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าพระเจ้าเลนเต้ไร้คนมีความสามารถจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าจะส่งบัณฑิตที่ไม่มีกำลังอะไรเลยมาควบคุมกองทัพ!”
“แม่ทัพเป่ยกงพูดถูก! ส่วนตั๋งโต๊ะกับโจวเซิ่นยิ่งเป็นพวกไร้ความสามารถ! ตั๋งโต๊ะยังพ่ายให้กับเตียวก๊กตั้งหลายครั้ง!”
“ฮ่า ๆ ๆ ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง ไร้ประโยชน์นัก!”
เป่ยกงปั่วอวี้ยิ่งเหยียดหยามมากขึ้น ในความเห็นเขา แม้แต่กลุ่มโจรที่ก่อขึ้นมาจากชาวบ้านยังสู้ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องคิดจะต่อสู้กับทหารยอดเยี่ยมของเขาเลย!
“แม่ทัพเป่ยกงจะประมาทเกินไปไม่ได้ ตามรายงานของหน่วยสอดแนม วันนี้มีคนมาอีกหนึ่งคน!”
หันซุยขัดจังหวะเสียงหัวเราะของเป่ยกงปั่วอวี้ ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ
“ใครกัน?”
“แม่ทัพหลัง เล่าเจี้ยง”
“เด็กหนุ่มที่ปราบกบฏโพกผ้าเหลืองน่ะหรือ!?”
หลี่เหวินโหวที่อยู่ด้านข้างอุทานออกมา ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความกลัว
“เหตุใดแม่ทัพหลี่จึงกรีดร้องเช่นนี้? ปราบกบฏโพกผ้าเหลือง? แถมยังเป็นเด็กหนุ่มด้วย?”
คนกล่าวคือซ่งหยาง เศรษฐีบ้านนอกแห่งเลียงจิ๋ว ผู้ริเริ่มหลักของการก่อกบฏเลียงจิ๋ว
หลี่เหวินโหวมีสีหน้าเคร่งขรึมไม่สนใจซ่งหยาง พลางเบนสายตาไปหาหันซุย
“แม่ทัพหลี่พูดถูก เล่าเจี้ยงผู้นี้จะประมาทด้วยไม่ได้เด็ดขาด!”
บรรยากาศภายในกระโจมเริ่มกดดันลงทันที ทุกคนต่างมองหน้ากันโดยไม่มีใครพูดอะไร
“เหวินเยว่ เจ้าบอกกับทุกคนมาอย่างละเอียดสิ พวกเราจะได้หารือกันว่าจะจัดการรับมืออย่างไร”
ไม่ว่าอย่างไรเปียนจางก็เป็นผู้นำ จะมองลูกน้องใต้บัญชาตกใจกลัวแค่ชื่อของคนคนหนึ่งไม่ได้
“ปีนี้เล่าเจี้ยงน่าจะยังไม่ถึงวัยสวมกว้าน แต่ภายในหนึ่งปี เขากลับสังหารโปไฉ ทำลายกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองนับแสน ต่อมาที่สงครามฮ่อปัก สามพี่น้องเตียวก๊กเสียชีวิตด้วยน้ำมือเขา!”
“เขาชนะทุกสงคราม เมื่อกลุ่มโพกผ้าเหลืองในเมืองฮ่อปักเห็นธงของเล่าเจี้ยงก็เริ่มทำอะไรไม่ถูก และปลุกแรงขัดขืนต่อต้านขึ้นมาไม่ได้เลย!”
“ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหนุ่มผู้นี้มากด้วยกลยุทธ์คาดเดาไม่ได้ และมักจะทำให้คนอื่นประหลาดใจ! เขาอุกอาจมาก ครั้งหนึ่งเคยแอบปะปนเข้าไปในค่ายกบฏโพกผ้าเหลืองที่มีคนหลายหมื่นคนด้วยคนไม่กี่ร้อยคน และสังหารโปไฉด้วยตัวเอง!”
คำบรรยายเล่าเจี้ยงของหันซุยผนวกกับความหวาดกลัวของหลี่เหวินโหว ทำให้ทุกคนต่างครั่นคร้ามเล่าเจี้ยง
“กลัวอะไรกัน!”
เป่ยกงปั่วอวี้คำรามเสียงดัง เขาเห็นทุกคนมีท่าทางหวาดกลัวก็โมโหขึ้นมา
“หากกลัวไปก่อนรบ จะคุยงานใหญ่กันไปทำไม! มิสู้รีบกลับไปที่แคว้นเลียงจิ๋วมิดีกว่าหรือ!”
เปียนจางเองก็ยืนขึ้นมา และตะคอกเสียงดัง
“ถูกต้อง! ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะเก่งแค่ไหน ยังจะต้านทหารม้านับหมื่นของเราได้หรือ?”
“ใช่แล้ว โจมตีฮองฮูสงพ่ายไปก่อนหน้านี้ ทหารและม้าหลายหมื่นก็ถูกเพิ่มเข้ามาจากทั่วเลี่ยงจิ๋ว ตอนนี้เรามีคนเป็นแสนคนแล้ว!”
แสนคน!
คำพูดของเปียนจางนั้นได้ผลมาก จำนวนทหารคือความมั่นใจ เมื่อมีความมั่นใจ ย่อมไร้ความหวั่นเกรง!
“ผู้นำเปียนพูดถูกต้อง เล่าเจี้ยงเก่งแค่ไหนก็แค่มีคนเดียว ตอนนี้เราได้เปรียบทางกำลังทหาร ต้องเอาชนะกองทัพทางการได้แน่!”
หันซุยก็ช่วยปลุกขวัญกำลังใจขึ้นมา เขาเพียงแค่ต้องการให้ทุกคนไม่ดูประมาทเล่าเจี้ยง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะสร้างความหวาดกลัวขนาดนี้
“ไปเขียนคำท้าทายถึงเตียวอุ๋น นัดเขารบในวันพรุ่งนี้!”
เปียนจางมีแววตาแน่วแน่ และได้ตัดสินใจแล้ว