พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 175 ฉากการพบปะท่านปู่
บทที่ 175 ฉากการพบปะท่านปู่
กองทัพทางการแต่ละกองทัพไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ยังคงมาถึงตามกำหนดการ
วันที่ห้า แม่ทัพปราบโจรโจวเซิ่นมาถึงพร้อมกับทหารประจำเมืองสองหมื่นนาย
วันที่เจ็ด แม่ทัพปราบเถื่อนตั๋งโต๊ะนำทหารประจำเมืองสองหมื่นนายมาสนับสนุน
วันที่สิบ ในที่สุดเล่าเจี้ยงผู้ที่เตียวอุ๋นคาดหวังไว้สูง ก็มาถึงพร้อมกับกองทัพใหญ่หมื่นนายจากจวนแม่ทัพหลัง!
เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับเล่าเจี้ยง เตียวอุ๋นจึงตั้งใจนำนายกองต่าง ๆ ออกจากเมืองไปต้อนรับ
“แม่ทัพหลัง ข้ารอคอยวันแล้ววันเล่า ในที่สุดท่านก็มาถึงเสียที!”
เตียวอุ๋นสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบานดูจริงใจมาก
การมาถึงของวีรบุรุษปราบโจรโพกผ้าเหลืองทำให้เขามั่นใจไม่น้อย
“คารวะแม่ทัพเตียว ข้าไม่ได้มีดีอะไร ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพเตียวจะมาต้อนรับด้วยตัวเอง”
คนอื่นทักทายด้วยรอยยิ้ม เล่าเจี้ยงย่อมมิควรเสียมารยาท รีบลงจากหลังม้าแล้วกุมมือคำนับทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ว่ากันว่าแม่ทัพหลังเป็นคนใจกว้าง มีนิสัยถ่อมตัว สมกับคำร่ำลือจริง ๆ”
เตียวอุ๋นก้าวไปประคองอีกฝ่ายพลางจับมือ และพาชมขุนพลรอบ ๆ ตัวไม่หยุด
“แม่ทัพเตียว มีคนพูดมานานแล้วว่าแม่ทัพหลังนิสัยใจคอดี ตรงไปตรงมา”
เสียงหยาบกร้านนี้ได้ดึงดูดความสนใจของเล่าเจี้ยง เขาทอดมองออกไป เป็นตั๋งโต๊ะนั่นเอง
“ที่แท้เป็นแม่ทัพตั๋งโต๊ะนี่เอง ท่านสบายดีหรือไม่”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้เตียวอุ๋นเพื่อขอผละแขนอีกฝ่ายที่เกาะกุม มาคารวะตั๋งโต๊ะ
“ขอบคุณความห่วงใยของแม่ทัพหลัง ข้าสบายดี”
เล่าเจี้ยงเคยมีบุญคุณกับตั๋งโต๊ะมาก แม่ทัพปราบเถื่อนจึงมีความประทับใจที่ดีกลับมา
“ครั้งนี้ได้ต่อสู้ร่วมกับแม่ทัพตั๋งโต๊ะ ต้องได้รับชัยชนะเป็นแน่!”
เล่าเจี้ยงรู้ดีว่าชายตรงหน้าชอบฟังคนอื่นชมมากที่สุด
“ฮ่า ๆ ๆ แม่ทัพหลังชมเกินไปแล้ว! ข้ามิกล้ารับไว้จริง ๆ วันหน้ายังต้องพึ่งพาแม่ทัพหลังอยู่”
เป็นไปตามคาด ตั๋งโต๊ะยิ้มแย้มแจ่มใสทันที
“ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพหลังจะรู้จักกับแม่ทัพตั๋งโต๊ะ”
เตียวอุ๋นประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าเขาไม่ชอบคนหยิ่งยโสอย่างตั๋งโต๊ะมากเท่าไรนัก
“ใช่แล้ว ข้ากับแม่ทัพตั๋งโต๊ะเคยต่อสู้กับกบฏโพกผ้าเหลืองด้วยกัน”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า พลางกล่าวว่ารู้จักกันได้อย่างไรสั้น ๆ
ไม่ได้อวดอ้างว่าตนเคยช่วยไว้จากอันตราย ก็เพื่อไว้หน้าตั๋งโต๊ะ
ตั๋งโต๊ะมองมาด้วยสายตาขอบคุณ… ขอบคุณเล่าเจี้ยงมากที่ไม่บอกเรื่องน่าอัปยศของเขา
“มา แม่ทัพหลัง ข้าจะแนะนำคนให้ท่านได้รู้จัก”
เตียวอุ๋นดึงเล่าเจี้ยง พลางชี้ไปที่ชายที่ดูซื่อตรงคนหนึ่ง
“นี่คือเจ้ากรมนครบาลอ้วนผาง*[1] สหายอ้วนได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาทให้มาเป็นผู้ช่วยของข้า”
ครั้นได้ยินอ้วนผางสองคำ เล่าเจี้ยงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ หุบยิ้มลง
“ใต้เท้าอ้วนเป็นคนของตระกูลอ้วนแห่งยีหลำหรือไม่”
อ้วนผางไม่พูดอะไร แค่ส่ายหัวเบา ๆ
อ้วนผางเป็นเจ้ากรมนครบาล มีตัวตนอยู่ในลกเอี๋ยงมาตลอด จะไม่รู้ว่าเล่าเจี้ยงขัดแย้งกับโฮจิ๋นและตระกูลอ้วนได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น อ้วนผางเป็นขุนนางในราชสำนักมาตั้งหลายปี รู้เรื่องของแต่ละขั้วอำนาจอย่างชัดแจ้ง และรู้ว่าเล่าเจี้ยงอยู่ในระดับเดียวกับขั้วอำนาจเหล่านี้แล้ว! ย่อมไม่ถือโทษเพราะความเข้าใจผิดของเล่าเจี้ยงอยู่แล้ว
เตียวอุ๋นดูออกว่าเล่าเจี้ยงไม่พอใจ จึงกังวลว่าอาจเกิดความเข้าใจผิดขึ้น เลยรีบอธิบายแทนอ้วนผาง
“แม่ทัพหลัง สหายอ้วนหาใช่คนของตระกูลอ้วนแห่งยีหลำ เขามาจากตระกูลอ้วนแห่งเมืองตันลิว เป็นหลานชายของอ้วนเหลียง และบุตรชายของอ้วนเจี้ยง!”
“จริงสิ แม่ทัพหลังแต่งงานกับธิดาของปราชญ์อาวุโสซัวหยงมิใช่หรือ สหายอ้วนเป็นน้าของซัวหยงไงละ”
หา! น้า? เป็นน้าของซัวหยงหรือ?
งั้นก็มีศักดิ์เป็นน้องชายคุณย่าของซัวเอี๋ยมน่ะสิ?
เพิ่งมาถึงเหมยหยาง ยังไม่ทันเข้าเมืองก็รู้จักญาติคนหนึ่งก่อนแล้ว?
ที่ไม่สบายใจที่สุดคือตัวเองเพิ่งสะบัดหน้าใส่ท่านตาอย่างไร้เหตุผลไปเสียแล้ว!
“อา เอ่อ… คือว่า…”
“แคก แคก…”
เล่าเจี้ยงพลันประหม่าขึ้นมาทันใด เดี๋ยวก็มองเตียวอุ๋น เดี๋ยวก็มองอ้วนผาง ทำตัวไม่ถูกแล้ว!
อ้วนผางเหมือนจะสังเกตเห็นความลำบากใจของแม่ทัพหนุ่ม จึงช่วยเหลือเขาด้วยการแสดงสีหน้าใจดีให้
“ตอนนี้เป็นเวลางานราชการ ย่อมมิควรใช้ลำดับเครือญาติมาพูดคุย แม่ทัพหลังไม่ต้องลำบากใจ”
ความใจกว้างของอ้วนผางทำให้เล่าเจี้ยงยิ่งรู้สึกละอายใจ และแอบโทษตัวเองที่เผยเจตนาร้ายหลังจากได้ยินแค่แซ่อ้วน
“ข้าน้อยมีความขัดแย้งบางอย่างกับตระกูลอ้วนแห่งยีหลำ เมื่อครู่ถึงเข้าใจผิดคิดว่าใต้เท้าอ้วนเป็นคนของตระกูลอ้วนแห่งยีหลำด้วย จึงได้ล่วงเกินไป ขอใต้เท้าอ้วนยกโทษให้ด้วย!”
เล่าเจี้ยงมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด ก่อนกุมมือโค้งคำนับขอโทษอ้วนผาง
“ฮ่า ๆ แม่ทัพหลังมิต้องเกรงใจ ข้าไม่คิดว่ามีอะไรไม่เหมาะสมเลย”
ญาติภรรยาพยุงแม่ทัพหลังขึ้นเบา ๆ โดยไม่มีสีหน้าตำหนิเลยแม้แต่น้อย
ในระหว่างที่เล่าเจี้ยงรู้สึกประทับใจต่ออ้วนผางอยู่นั้น เตียวอุ๋นเอ่ยบางอย่างที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าเดิม
“แม่ทัพหลัง เจ้าอายุยังน้อยอาจจะยังไม่รู้ ตอนนั้นสหายอ้วนก็เป็นขุนนางตำแหน่งซือถู! เจ้าคงรู้เรื่องที่พ่อตาเจ้าถูกใส่ร้ายจนต้องลี้ภัยการเมืองใช่ไหม? เป็นเพราะสหายอ้วนลุกขึ้นมากล่าวเพื่อความเป็นธรรมให้ พ่อตาเจ้าได้ละเว้นโทษตาย!”
“แต่สหายอ้วนก็ถูกฝ่าบาทปลดด้วยเหตุนี้ และหลิวเหอก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นซือถูแทน”
หลังจากฟังเรื่องราวที่เตียวอุ๋นเล่า เล่าเจี้ยงยิ่งตกใจมากขึ้น!
เป็นเช่นนี้นี่เอง! อ้วนผางมีบุญคุณใหญ่หลวงกับครอบครัวซัวเอี๋ยมมาก!
หากไม่มีญาติคนนี้ พ่อตาคงออกจากเมืองลกเอี๋ยงอย่างปลอดภัยไม่ได้
หากปราชญ์อาวุโสซัวหยงไม่ออกจากเมืองลกเอี๋ยง คงไม่เกิดเรื่องที่โจรโพกผ้าเหลืองเตียวก๊กไปขวางรถม้าเขา และเล่าเจี้ยงก็คงไม่ได้พบกับครอบครัวนี้
เช่นนั้นตัวเองก็จะไม่รู้จักซัวเอี๋ยม และยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงแต่งงานกับนางเลย
ญาติภรรยาคนนี้กลายเป็นพ่อสื่อให้เล่าเจี้ยงกับซัวเอี๋ยมโดยไม่รู้ตัว
ไม่เพียงเท่านี้ หากไม่มีอ้วนผาง ครอบครัวซัวจะยังรอดอยู่หรือเปล่าคงพูดยาก!
นั่นเท่ากับว่าอ้วนผางได้ช่วยชีวิตคนรักของแม่ทัพหลังเอาไว้!
เล่าเจี้ยงยิ่งคิดยิ่งเสียใจ ตัวเองกลับกลายเป็นคนเนรคุณโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ท่านปู่เป็นผู้อาวุโส ได้โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย!”
แม่ทัพคุกเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้น คำนับให้อ้วนผางจนทุกคนที่อยู่ที่นั้นตกใจ
แม้แต่อ้วนผางก็ยังตกตะลึง ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะทำถึงขั้นนี้ได้
จนกระทั่งเตียวอุ๋นใช้นิ้วจิ้มเขายิก ๆ อ้วนผางถึงได้สติกลับมา และรีบช่วยประคองแม่ทัพหลังลุกขึ้น
“นี่แม่ทัพหลังทำอะไร? ข้าจะรับไหวได้อย่างไร!”
ยิ่งอ้วนผางทำเช่นนี้ เล่าเจี้ยงยิ่งรู้สึกว่าเมื่อครู่ตนทำเกินไป จึงทำได้เพียงมองเครือญาติภรรยาด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอโทษ
“ท่านปู่อย่าทำเช่นนี้ ข้าไม่สนว่าจะเป็นตำแหน่งไหน ข้าเป็นลูกเขยของใต้เท้าซัวหยง ท่านเป็นน้าพ่อตาข้า ก็ย่อมเป็นปู่ของข้าด้วย!”
“ท่านปู่ไม่ลังเลที่จะล่วงเกินหลิวเหอเพื่อครอบครัวพ่อตาข้า บุญคุณนี้ข้า เล่าเจี้ยง จะกล้าลืมได้อย่างไร!”
อ้วนผางยังคงมองแม่ทัพหลังด้วยรอยยิ้ม ในดวงตาเปี่ยมด้วยความชื่นชมอย่างมาก
“เอี๋ยมเอ๋อร์เด็กคนนั้นแต่งงานกับเจ้าได้ช่างเป็นโชคดีของนาง แต่เรื่องของข้ากับซัวหยง เป็นเรื่องระหว่างคนรุ่นเรา ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรหรอก”
“อีกอย่างที่นี่เป็นค่ายทหารสถานที่สำคัญ มีทหารนับไม่ถ้วนกำลังเฝ้าดูอยู่ ในฐานะแม่ทัพหลัง เจ้าต้องทำตัวให้สมตำแหน่ง”
เล่าเจี้ยงไหนเลยจะกล้าขัด จึงกุมมือรับคำสั่ง
“ใช่แล้ว ข้าจะเชื่อฟังคำสั่งท่านปู่อย่างแน่นอน!”
“เหตุใดยังเรียกว่าปู่อีก? ไม่เข้าใจที่ข้าพูดหรือ?”
อ้วนผางทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจเล็กน้อย ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยการตำหนิ
เล่าเจี้ยงยิ้มอย่างลำบากใจ กระนั้นก็ยังกุมมือตอบกลับอีกครั้ง
“ขอรับ ใต้เท้าอ้วน ข้ารับคำสั่ง!”
[1] เจ้ากรมนครบาล หรือ จื๋อจินอู๋ ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในราชธานี อ้วนผางเป็นบิดาของอ้วนห้วน