พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 211 เสียงหัวเราะสองครั้ง
ตอนที่ 211 เสียงหัวเราะสองครั้ง
ในช่องแคบมู่หลินนั้นมีวัชพืชมากมาย! เดิมทีนี่เป็นฤดูฝน ต้นหมากรากไม้ก็ควรจะชุ่มชื้น น่าเสียดายที่เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในกวนจงเป็นผลให้ไม่มีฝนตกมาเป็นเวลานาน!
หญ้าแห้งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถดับไฟได้ แต่ยังกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีอีกด้วย
ไฟยังคงลุกโหมอย่างต่อเนื่องในความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพียงไม่นานก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน!
ช่องแคบมู่หลินที่เคยเงียบสงบ บัดนี้ได้กลายเป็นทะเลเพลิงไปเสียแล้ว
“หยุด! หยุดจุดไฟ ข้ายอมแพ้แล้ว!”
เป่ยกงปั่วอวี้ม่อาจทนต่อความร้อนที่แผดเผาได้จึงยอมจำนนอย่างรวดเร็ว เพื่ออ้อนวอนร้องขอชีวิต
“แม่ทัพหลัง แม่ทัพหลัง ข้ายอมแพ้แล้ว! ครานี้เป็นการยอมจำนนด้วยใจจริง โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”
หลี่เหวินโหวคุกเข่าลงบนพื้นและคำนับซ้ำ ๆ ในเวลานี้เขาปริปากเอ่ยทั้งน้ำตา!
เล่าเจี้ยงเอนหลังหัวเราะขึ้นไปบนฟ้า พร้อมปฏิเสธการยอมจำนนของศัตรูในทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ข้าจะเอาพวกกบฏอย่างพวกเจ้าไปทำอะไร! พวกชนเผ่าเชียงหูไร้สัจจะ วันนี้คือวันตายของพวกเจ้า!”
“เล่าเจี้ยง! เจ้าจะเผาคนนับหมื่นทั้งเป็นหรือ! เจ้าไม่กลัวเวรกรรมบ้างหรือไร!”
เป่ยกงปั่วอวี้ยังไม่ยอมแพ้ พยายามหาทางให้อีกฝ่ายเปิดทางรอดให้ตัวเองอยู่ตลอด
“เหอะ ๆ กรรมตามสนองงั้นหรือ? แม้ว่าจะต้องชดใช้กรรมจริง เจ้า เป่ยกงปั่วอวี้ก็คงไม่ได้เห็น!”
“แต่ข้าอาจเป็นกงเกวียนกำเกวียนของเจ้าก็ได้! ในเมื่อเจ้าเป็นศัตรูของข้า ย่อมต้องมีสำนึกรู้ตื่นตัวว่าเป็นศัตรูของข้า!”
เล่าเจี้ยงมองไปยังทหารของกองทัพเสเหลียงซึ่งถูกฝังอยู่ในทะเลเพลิงอย่างไร้ซึ่งความรู้สึกผิด ด้วยรู้ดีว่าเมื่อชาวเชียงหูเหล่านี้สังหารชาวฮั่นเช่นพวกเขาก็ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความเมตตาปรานี
“เดรัจฉาน! ไอ้ชาติหมา! คนทรยศ!”
เป่ยกงปั่วอวี้ทราบดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เล่าเจี้ยงรามือ เขาผู้เปี่ยมด้วยความโกรธแค้นจึงทำได้เพียงก่นด่าสาปแช่ง
“ทุกคน แทนที่จะถูกเผาทั้งเป็นที่นี่ มิสู้เดินหน้าไปด้วยกันดีกว่าหรือ! เรายังฝ่าเส้นทางเลือดสู่ชีวิตใหม่ได้!”
“ไป! ขอเพียงฝ่าฟันหาทางออกก็จะได้รับบำเหน็จอย่างงาม!”
ทหารเสเหลียงที่ยังไม่ได้โดนเปลวเพลิงเผาไหม้เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเป่ยกงปั่วอวี้ก็รีบรุดไปข้างหน้า ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมีชีวิตรอดทำให้พวกเขาไม่เกรงกลัวสิ่งใด
น่าเสียดาย สิ่งที่ทักทายพวกเขาไม่ใช่เพียงฝนลูกเกาทัณฑ์ห่าใหญ่เท่านั้น ทว่าทั้งสองข้างของหุบเขาพลันมีท่อนซุงและหินก้อนกลิ้งหล่นลงมาทำให้กองทัพเสเหลียงพ่ายแพ้ย่อยยับ ศพคนและม้าเกลื่อนพื้น!
“อ๊ากก! ข้าไม่อยากตาย ไสหัวไปให้พ้นทางของข้า!”
“หลีกทาง ข้าจะหนี!”
“ข้าไม่เอาด้วยแล้ว ข้าจะกลับบ้าน ฮือฮือ!”
“…”
กำลังใจสุดท้ายของทหารเสเหลียงถูกท่อนไม้และก้อนหินบดขยี้จนหมดสิ้น พวกเขาไม่มีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อีกแล้ว
เสียงร้องโอดครวญ เปลวเพลิงแผดเผา และกลิ่นของเนื้อมนุษย์ที่ถูกเผา กระตุ้นประสาทของทหารทุกนายของกองทัพเสเหลียง!
มีขุมนรกอยู่ตรงหน้า แต่ไร้ซึ่งทางหนี ถึงกระนั้นก็ยังก็วิ่งถอยร่นกลับไป ด้านหลังต้องมีหนทางให้หนีตายเป็นแน่!
ทหารทั้งหมดเริ่มเบียดเสียดหันหลังกลับ ส่วนคนที่ถูกไฟเผาก็ถูกสหายร่วมรบฟันทิ้ง!
เพื่อเอาชีวิตรอด เหล่าทหารเสเหลียงจึงทำได้เพียงผลักกันไปด้านหลังเท่านั้นสหายที่อยู่ตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นศัตรูโดยพลัน!
สมรภูมิฆ่าฟันและเหยียบย่ำทั้งหมดนี้มุ่งเน้นไปที่อดีตผู้บัญชาการของทหารเสเหลียง!
“หยุดนะ! พวกเจ้าทำอะไร!”
ไม่ว่าเป่ยกงปั่วอวี้จะแหกปากตะโกนมากแค่ไหนก็ไม่มีใครฟัง ทหารทุกนายต่างช่วงชิงโอกาสเอาชีวิตรอด
หลี่เหวินโหวดึงเป่ยกงปั่วอวี้เข้ามาแล้วตะโกนบอกเสียงดังข้างหู
“พี่ใหญ่ รีบหนีไปย้อนกลับไปทางเดิมกันเถอะ! มีไฟไหม้ใหญ่ขวางทางอยู่ตรงนี้ เล่าเจี้ยงเองก็ไม่มีทางไล่ตามเราได้!”
เป่ยกงปั่วอวี้ในยามนี้นั้นอกสั่นขวัญหายไปหมด ทำได้เพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะออกวิ่งไปทางด้านหลังพร้อมหลี่เหวินโหว
“นายท่าน พวกเป่ยกงปั่วอวี้วิ่งหนีย้อนกลับไปข้างหลังแล้ว พวกเรา… จะทำอย่างไรดี”
ไทสูจู้กำลังจะเอ่ยถามว่าเขาจำเป็นต้องไล่ตามหรือไม่ แต่กองเพลิงที่อยู่ตรงหน้าปิดกั้นเส้นทางไล่ตามไปเสียแล้ว
เล่าเจี้ยงไม่มีความตั้งใจจะไล่ตามแม้สักนิด หากไล่ตามไปในตอนนี้ก็เป็นเพียงการฝังกลบชีวิตของทหารไปเท่านั้น!
“ปล่อยให้เอ้อร์ไหลจัดการต่อเถอะ! ไม่ใช่ว่าเป่ยกงปั่วอวี้บอกว่ายังมีการซุ่มโจมตีรออยู่ข้างหลังพวกเราอีกหรอกหรือ พอดีเทียว พวกเราไปโจมตีขนาบกองพลซุ่มโจมตีพวกนั้นกัน!”
“อีกทั้งเรายังไม่พบร่องรอยใดของโจวเซิ่น อำเภอเหมยหยางเห็นทีว่าคงไม่สงบเป็นแน่!”
เมื่อเห็นว่าทะเลเพลิงปิดกั้นเส้นทางอย่างสมบูรณ์ เล่าเจี้ยงจึงค่อย ๆ กรีธาทัพออกไปพร้อมกับกองทหารม้าของตน
เป่ยกงปั่วอวี้และหลี่เหวินโหวยังคงดิ้นรนเพื่อย้อนกลับไปจากทางที่เข้ามา แม้จะรู้ว่าทางออกไม่มีคนเฝ้าแล้ว ทว่าพวกเขาก็ไม่เลือกที่จะหันหลังกลับ ลักษณะภูมิประเทศด้านหลังพวกเขานั้นแคบ อีกทั้งเปลวเพลิงก็เริ่มลุกลาม!
หากเลือกหันหลังกลับ จุดจบของพวกเขาก็คือถูกเผาจนตาย!
เป่ยกงปั่วอวี้และหลี่เหวินโหวยิ่งถอยกลับก็ยิ่งหดหู่ใจ ศพของทหารเสเหลียงนอนเกลื่อนอยู่ถ้วนทั่วทุกหนแห่ง ทั้งเปลวที่ลุกโหมกระหน่ำไปทุกที่ โชคดีที่ทางกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถหาทางออกได้
เป่ยกงปั่วอวี้มองย้อนกลับไปก็เห็นว่ากองไฟที่อยู่ข้างหลังเขาที่ยังคงลุกโชนอยู่ ทันใดนั้นเขาก็หงายหน้าหัวเราะ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
หลี่เหวินโหวมองเป่ยกงปั่วอวี้อย่างตกตะลึงเสียจนตาค้าง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงหัวเราะเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
“พี่ใหญ่ ในยามนี้เป็นตายหรือก็ยังไม่รู้ เหตุใดท่านจึงหัวเราะออกมาเสียงดังเช่นนี้เล่า!”
เป่ยกงปั่วอวี้ชี้ไปที่ยังเปลวไฟซึ่งอยู่ข้างหลังเขา สีหน้าเผยให้เห็นความภูมิใจ
“เล่าเจี้ยงฉลาดเกินไปจึงเสียรู้ เขาคิดว่าไฟนี้สามารถเผาพวกเราให้ลาโลกนี้ไปได้ แต่เขาไม่รู้ว่าทะเลเพลิงนี้กลับขัดขวางเส้นทางไล่ตามของเขาด้วย!”
“หากเล่าเจี้ยงนำทัพมาตอนนี้ นี่ไม่ใช่ว่าเรามัดมือตัวเองรอให้โดนจับไปหรอกหรือ?”
เป่ยกงปั่วอวี้ยังคงอยากจะหัวเราะขึ้นไปบนฟ้าอีก ทว่าถูกหยุดยั้งด้วยเสียงตะโกนสั่งให้สังหารที่ดังมาจากด้านข้าง
“ปล่อยลูกเกาทัณฑ์ คร่าชีวิตพวกมันเสีย!”
เมื่อเห็นลูกเกาทัณฑ์พุ่งออกมาจากหุบเขาทั้งสองข้างก็ทำเอาเป่ยกงปั่วอวี้ตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี
“แย่แล้ว! มีการซุ่มโจมตีที่นี่ รีบไป!”
โชคดีที่ดงลูกเกาทัณฑ์นั้นค่อนข้างเบาบาง และทั้งคู่ไม่ได้รับบาดเจ็บขณะหลบหนี
หากแต่เมื่อเทียบกับเสียงหัวเราะครั้งก่อน เป่ยกงปั่วอวี้อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและกระอักกระอ่วนใจ!
เมื่อพวกเขาล่าถอยออกไปเรื่อย ๆ ถนนหนทางก็ค่อย ๆ กว้างขึ้น ในที่สุดเป่ยกงปั่วอวี้และหลี่เหวินโหวก็หนีมาถึงปากทางเข้า และได้พบกับทหารจำนวนมากพักคอยท่าอยู่ที่นี่
“ท่านแม่ทัพ!”
“ท่านแม่ทัพ!”
“ท่านแม่ทัพ!”
ทหารของกองทัพเสเหลียงรีบคำนับเป่ยกงปั่วอวี้และหลี่เหวินโหว น้ำเสียงของพวกเขานั้นมีทั้งความยินดี คละเคล้าไปกับความโศกเศร้าระคนเจ็บปวด ทว่าก็มีความสุขปะปนอยู่ด้วย…
เป่ยกงปั่วอวี้เองก็มีความรู้สึกผสมปนเปเช่นกัน เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนเขายังนำทหารม้าสี่หมื่นนายไล่ตามเล่าเจี้ยงอย่างจองหอง
แต่เพียงไม่กี่ชั่วยามต่อมา ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาก็บาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย กองพลทหารม้าสี่หมื่นนาย ในตอนนี้กลับเหลือไม่ถึงหนึ่งหมื่นนายด้วยซ้ำ!
“พี่ใหญ่อย่าได้เสียใจ ทหารไม่มีแล้วก็ยังหาใหม่ได้ ตราบใดที่เรายังอยู่!”
เป่ยกงปั่วอวี้พยักหน้ารับ ชีวิตที่ดิ้นรนเอาตัวรอดมาได้ในครานี้ถือเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว!
“ถูกต้อง เรามีนักรบชาวเผ่าเชียงหูมากมาย! ข้าไม่เกรงกลัวเลยว่าเราจะผงาดขึ้นมาอีกครั้งในเทือกเขาบูรพาไม่ได้! อีกทั้งทางฝั่งของเปียนจางก็ไม่แน่ว่าอาจยึดอำเภอเหมยหยางได้แล้วก็เป็นได้!”
“หะ… หืม?”
เป่ยกงปั่วอวี้มองไปยังปากทางเข้าอย่างเบาใจ พร้อมร่องรอยของความสุขที่ค่อย ๆ ฉายชัดบนใบหน้า แล้วตามมาด้วยการปล่อยเสียงหัวเราะขึ้นฟ้า
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
ด้วยเหตุผลบางอย่าง หลี่เหวินโหวรู้สึกรังเกียจเสียงหัวเราะดังลั่นนี้อย่างยิ่ง จนขุ่นเคืองขึ้นเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ เมื่อครู่ท่านไม่ฟังคำพูดของข้าและยืนกรานที่จะหัวเราะออกมาจนนำไปสู่การถูกซุ่มโจมตีจากกองทัพฮั่น! เหตุใดตอนนี้จึงหัวเราะขึ้นมาอีก!”
เป่ยกงปั่วอวี้ไม่สนใจน้ำเสียงไม่พอใจของหลี่เหวินโหว กลับส่ายหน้าอย่างอวดดี
“หลี่เหวินโหว เจ้ามีสติปัญญาเท่าหางอึ่ง ยังไม่รู้อะไรอีกมาก!”
“เมื่อครู่ในช่องแคบมู่หลินมีไฟลุกโชนอยู่ทั่ว เราสองคนต่างตื่นตระหนกกับลูกเกาทัณฑ์ที่สาดมาอย่างกะทันหัน จึงวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนกจนไม่ได้สนทิศทาง พอลองคิดดูถึงจำนวนลูกเกาทัณฑ์เมื่อครู่นี้แล้ว คนที่ซุ่มโจมตีมีไม่มากนัก และถึงแม้ว่ากองทัพฮั่นจะอยู่บนภูเขา ก็ไม่อาจลงมาได้เพราะเปลวเพลิง!”
“เล่าเจี้ยงถือดีจริง ๆ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้มีปัญญา ไม่เพียงใช้ค่ายกลไฟให้เกิดประโยชน์ไม่ได้เท่านั้น ทว่าทหารของเขาเองก็ติดอยู่ในกองเพลิงนั้นด้วย”
เป่ยกงปั่วอวี้มองดูหลี่เหวินโหวด้วยท่าทางภูมิใจ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังทหารของตน จากนั้นจึงชี้ไปยังปากทางเข้า
“เหวินโหว ในความคิดของข้า เล่าเจี้ยงเองก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรนัก! ตอนนี้เรามาถึงจุดที่เข้าตาจนแล้ว หากเขาจัดกองทัพมารอเราที่ปากหุบเขา เราก็ล้วนเปลือยคอรอรับดาบไม่ใช่หรือ!”
“จริงหรือไม่ ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
หากแต่เสียงหัวเราะของเป่ยกงปั่วอวี้พลันเงียบลงทันที เมื่อตระหนักว่าที่ปากหุบเขามีชายหนุ่มชาวฮั่นยืนตระหง่านอยู่ซึ่งไม่รู้ว่าออกมาเมื่อใด ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นทหารจำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลตามมา!
ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งชาวฮั่นอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ทั้งยังมองมายังแม่ทัพฝ่ายศัตรูด้วยความยินดียิ่ง พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้
“เจ้าเด็กนั่น มีความสามารถเหลือล้นจริง ๆ!”