พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 216 โจวเซิ่นนกสองหัว
บทที่ 216 โจวเซิ่นนกสองหัว
เสียงที่ดังแหวกอากาศเข้ามาดุดันมาก แต่เล่าเจี้ยงก็ไม่สนใจ เขารู้แล้วว่าใครกำลังตะโกนอยู่ข้างนอก
“โจวเซิ่น เจ้ายังมีหน้ากล้ามาหาข้าอีกหรือ”
แม่ทัพปราบโจรนำทหารเดินเข้ามาโค้งคำนับ
“แม่ทัพหลัง ตอนนี้เราชนะกองทัพเสเหลียงแล้ว จะผิดจะถูกนั้นไม่สำคัญแล้ว เหตุใดแม่ทัพหลังต้องรังแกกันถึงขนาดนี้ด้วย”
เล่าเจี้ยงค่อย ๆ ปลดดาบในมือกลับมา ก่อนหันขวับไปหาโจวเซิ่น ในสายตาเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยาม
ความคิดของโจวเซิ่นนั้นง่ายมาก เขาพยายามใช้ความชอบธรรมมาโน้มน้าวแม่ทัพหลังไม่ให้ทำเรื่องโง่เขลา
แต่เห็นได้ชัดว่าคิดง่ายเกินไป เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในสภาพมัจจุราชมาเคาะถึงหน้าประตูเช่นกัน กลับยังเพ้อฝันอยากช่วยเตียวอุ๋น
เล่าเจี้ยงชักสีหน้าดุดัน จนโจวเซิ่นชะงัก
ในจังหวะนั้นเอง แม่ทัพหลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วก่อนถีบโจวเซิ่นจนล้มกลิ้ง แล้วเหยียบตรึงอีกฝ่ายไว้กับพื้นอย่างแรง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกะทันหัน จนแม่ทัพปราบโจรไม่ทันรู้ตัวจนกระทั่งถูกเท้าของเล่าเจี้ยงกระทืบแทบจมดิน ทำเอาสมองมึนงงไปหมด
“แม่ทัพโจว!”
ทหารที่โจวเซิ่นพามาด้วยเป็นทหารองครักษ์ เมื่อเห็นโจวเซิ่นถูกเหยียบอยู่ใต้เท้าเล่าเจี้ยง ก็รุดมาข้างหน้าอย่างเดือดดาล
แต่ทหารใต้บัญชาของเล่าเจี้ยงหาใช่ไร้ความสามารถ จูล่งกับไทสูจู้ก้าวออกไปพร้อมกันและชักอาวุธ พร้อมปะทะเสียเดี๋ยวนั้น!
ฉึก!
เสียงดาบของเล่าเจี้ยงดังขึ้นมากลางวง
หยุดความขัดแย้งไว้ทันที และถึงขั้นทำให้ทหารองครักษ์ทั้งสองฝ่ายตกใจ
ดาบยาวแทงทะลุพื้นไปหนึ่งฉื่อต่อหน้าโจวเซิ่น เขาเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในดาบนั้น!
“อย่าวู่วาม!”
โจวเซิ่นเห็นตัวเองอยู่ในสภาพทุลักทุเล พร้อมกันนั้นก็ได้สติขึ้นมา เพิ่งรู้ตัวว่าตนเป็นปลาบนเขียงที่พร้อมให้คนเชือดแล้ว
“แม่ทัพหลัง ไว้ชีวิตข้าด้วย ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!”
“หึ หึ หึ หึ หึ หึ”
เล่าเจี้ยงไม่คิดเลยว่าโจวเซิ่นที่เป็นขุนพลจะกลัวความตายกว่าเตียวอุ๋นที่เป็นบัณฑิตเสียอีก อีกทั้งในน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยการร้องขอความเมตตา
“โจวเซิ่น ข้าจำเป็นต้องให้เจ้าสั่งสอนรึ”
แม้กายจะถูกกดลงกับพื้นแบบแนบแน่น อีกฝ่ายก็ยังส่ายหัวปฏิเสธสุดชีวิต
“ไม่ ไม่! ข้าน้อยไม่กล้า! แม่ทัพหลังโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
เล่าเจี้ยงไม่ชอบคนไม่รักศักดิ์ศรีที่สุด เท้าที่เหยียบหน้าอกโจวเซิ่นออกแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมา
“อ๊ากกก ไว้ชีวิตข้าด้วย แม่ทัพหลังไว้ชีวิตข้าด้วย!”
เล่าเจี้ยงออกแรงมือขวา ดึงดาบยาวที่แทงอยู่บนพื้นขึ้นมาตบหน้าอีกฝ่ายเบา ๆ
“โจวเซิ่น ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งหนึ่ง หากตอบไม่ดี ดาบนี้จะแทงตรงไหน ข้าไม่รับรู้ด้วย…”
โจวเซิ่นน้ำตาไหลนองหน้า เผยความน่าสังเวชออกมาจนหมด ได้แต่รับปากไม่หยุด
“แม่ทัพหลังเชิญถามมาได้เลย ข้าพร้อมสารภาพทุกเรื่อง”
เล่าเจี้ยงพอใจมาก ก่อนโน้มตัวไปหาโจวเซิ่น
“ข้าให้เจ้าออกเดินทางหลังครึ่งชั่วยาม แล้วไปสนับสนุนข้าที่ออกมาจากหุบเขาเร้นลับ เหตุใดเจ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง? รู้ไหมว่าข้าสูญเสียทหารไปกี่คนเพราะการกระทำของเจ้า? แม้แต่ตัวข้าเองก็เกือบตาย”
“เจ้า… รู้หรือไม่!”
เสียงคำรามด้วยความโกรธของเขา ทำเอาโจวเซิ่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พลางพยายามชี้นิ้วไปที่เตียวอุ๋น
“ไม่ใช่ข้า! เป็นเขา เป็นเตียวอุ๋นที่ไม่ให้ข้าไป!”
“แม่ทัพหลัง ข้าถูกใส่ร้าย ทั้งหมดเป็นความคิดของเตียวอุ๋น ไม่เกี่ยวกับข้า!”
เล่าเจี้ยงเดาได้ว่ามันเป็นความคิดของเตียวอุ๋น ถึงอย่างไรเขาก็รู้สึกว่าโจวเซิ่นไม่น่าจะกล้าทำถึงขนาดนั้น
“เตียวอุ๋น เจ้ามีอะไรจะพูดไหม”
เตียวอุ๋นเหลือบมองโจวเซิ่นด้วยความโกรธ เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะขี้ขลาดและขายเขาซึ่งหน้า!
“ใช่! ข้าเป็นคนทำเอง แล้วจะทำไม”
เล่าเจี้ยงไม่คิดเลยว่าเตียวอุ๋นจะยอมรับมันตรง ๆ จึงชื่นชมความกล้าเขาขึ้นมาเล็กน้อย
“เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้ ทำแล้วเจ้าได้อะไร? ลืมไปแล้วหรือว่าไม่กี่เดือนก่อน ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ครั้งหนึ่ง”
“ช่วยข้า? ฮ่า ๆ! เช่นนั้นข้าต้องคุกเข่าและคำนับเจ้าด้วยใช่หรือไม่ ต้องขอบคุณในบุญคุณเจ้าด้วยใช่ไหม?”
เตียวอุ๋นพร้อมเสียทุกอย่างแล้วเช่นกัน เพราะแน่ใจแล้วว่าเล่าเจี้ยงไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่นอน
“ขั้นตอนสำคัญที่สุดในกลยุทธ์นี้คือการกวาดล้างทหารม้ากำลังหลักของกองทัพเสเหลียง เจ้าพยายามทำลายข้า แล้วใครจะหลอกล่อทหารม้าเสเหลียง ใครจะจุดไฟเผาพวกกบฏ?”
“ข้าไม่สน ข้าแค่อยากให้เจ้าตาย!”
เตียวอุ๋นแผดเสียงตวาด ในน้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความชิงชัง
“หึ! ให้ข้าตายหรือ? เจ้าไม่ดูด้วยซ้ำว่าตอนนี้ใครเป็นนักโทษ!”
เล่าเจี้ยงแสยะยิ้มเหยียดหยาม ไม่เก็บความชิงชังของเตียวอุ๋นมาใส่ใจเลยด้วยซ้ำ
แต่เขานึกไม่ถึงว่าเตียวอุ๋นจะเกลียดชังตัวเองขนาดนี้ และยิ่งไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าตัวเองไปล่วงเกินอีกฝ่ายตอนไหน
“เล่าเจี้ยง เจ้าไม่ต้องเบ่งท่าทางผู้ชนะมาข่มเกียรติข้าหรอก เจ้าต้องการหัวข้ามิใช่หรือ? มาเอาไปสิ ตัดได้เต็มที่เลย! ข้าจักคอยดูว่าหากเจ้าตัดหัวข้าแล้ว ฝ่าบาทจะไว้ชีวิตเจ้าหรือไม่!”
เตียวอุ๋นเปลี่ยนจากท่าทีอ่อนแอกลายเป็นแข็งกร้าวเล็กน้อยขึ้นมา
หลังจากแม่ทัพหลังทรมานโจวเซิ่น เตียวอุ๋นก็มีเวลามากพอที่จะคิด ตอนนี้เขาสงบลงแล้ว แม้จะยังกลัวความตาย กระนั้นสมองก็ไม่ได้ขาวโพลนอีกต่อไป
คำพูดของเตียวอุ๋นมีความหมายชัดเจน ใช่… เจ้าเก่ง เจ้าเป็นผู้ชนะ แต่เจ้ากล้าฆ่าหรือเปล่า?
รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร? เตียวอุ๋นที่ฝ่าบาทแต่งตั้งเป็นแแม่ทัพทหารม้าเกราะหนัก มีอาญาสิทธิ์สั่งประหารผู้ทำผิด
หากเจ้าฆ่าข้า ก็หมายถึงฆ่าขุนนางใหญ่ในราชสำนัก เท่ากับเป็นการก่อกบฏ และต้องถูกลงทัณฑ์เช่นเดียวกัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”
เล่าเจี้ยงแค่มองก็รู้ความคิดของเตียวอุ๋นแล้ว คำตอบแรกที่ให้อีกฝ่ายได้ย่อมเป็นเสียงหัวเราะเหยียดหยาม
“แม่ทัพเตียว… เตียวอุ๋น เก็บสติปัญญาอันน้อยนิดของเจ้าไปเถิด ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าควรสงสารหรือเห็นใจเจ้าดี!”
“ลืมไปแล้วหรือว่าที่นี่คือที่ไหน? สนามรบ! สนามรบคืออะไร? ที่ที่มีไว้สู้เพื่อตาย! ข้าสามารถฆ่าทั้งเจ้าและโจวเซิ่นได้ตรงนี้ แล้วบอกปัดไปว่าสายลับศัตรูลอบเข้าเมืองและสังหารแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักกับแม่ทัพปราบโจรของเราไปก็ย่อมได้!”
สิ้นเสียงเล่าเจี้ยง ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องมาจากโจวเซิ่น
“อ๊ากกก ไม่… ไม่นะ แม่ทัพหลังไว้ชีวิตข้าด้วย ข้า… ข้ายินดีเป็นพยานให้แม่ทัพหลัง! ว่าเป็นมือสังหารลอบฆ๋าเตียวอุ๋น! ข้ายินดีเป็นพยานให้ท่าน”
เล่าเจี้ยงอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าคนผู้หนึ่งนี้จะไร้ยางอายถึงขนาดนี้!
“หืม? แม่ทัพโจวมีหลักการและเหตุผลดีจริง ๆ”
โจวเซิ่นฟังความหมายจากคำพูดของแม่ทัพหลังไม่ออกเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังคงแสดงความภักดีของตัวเองต่อไป
“แม่ทัพหลังไม่ต้องเป็นห่วง ต่อให้วันหน้าฝ่าบาทจ่อดาบบนคอข้า ความจริงที่ว่าเตียวอุ๋นถูกลอบสังหารก็ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เกี่ยวกับแม่ทัพหลังแน่นอน”
“จากนี้ไป ข้าโจวเซิ่นเป็นคนของแม่ทัพหลัง ท่านให้ข้าทำอะไร ข้าไม่ปฏิเสธแน่นอน!”
ดวงตาเล่าเจี้ยงเต็มไปด้วยความดูถูก เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าคนอย่างโจวเซิ่นมาเป็นแม่ทัพปราบโจรได้อย่างไร!
“ไม่ต้องแล้ว จวนแม่ทัพหลังของข้าไม่เลี้ยงคนถ่อย!”
เมื่อโจวเซิ่นดูลนลานอย่างเห็นได้ชัด
“ทว่าหน้าประตูยังขาดสุนัขเฝ้าอยู่ตัวหนึ่งพอดี…”
แต่เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ทัพปราบโจรก็ดูดีใจมาก
“แม่ทัพหลัง ข้ายินดีเป็นสุนัขเฝ้าประตู ข้าชอบเป็นสุนัข!”
“โบร๋ว! โบร๋ว! โบร๋ว!”