พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 217 ที่แท้เป็นซุนฮิวนี่เอง
บทที่ 217 ที่แท้เป็นซุนฮิวนี่เอง
ฉากนี้ทำให้ทุกคนในห้องตกใจ แม้แต่ทหารองครักษ์ของโจวเซิ่นยังมองเจ้านายด้วยสายตาแปลกประหลาด
เตียวอุ๋นยกนิ้วโป้งให้โจวเซิ่น ในตาเปี่ยมไปด้วยความ ‘นับถือ’
“โจวเซิ่น แม่ทัพโจว เจ้านี่มันใช้ได้จริง ๆ!”
เตียวอุ๋นหมดคำจะพูด เขาไม่คิดเลยว่าเครือญาติตนเองจะรักตัวกลัวตายถึงขั้นนี้
“เตียวอุ๋น เจ้ายังกล้าว่าข้าอีกนะ หากเจ้าไม่ห้ามให้ข้าออกจากเมือง ข้าจะลงเอยเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของเจ้า ไม่เพียงแต่ทำร้ายข้า แต่เกือบทำให้พวกเราทุกคนตกอยู่ในสภาพมิอาจฟื้นคืนกลับได้”
“หุบปาก!”
เตียวอุ๋นไม่รู้ไปเอาแรงมาจากไหน ตวาดใส่โจวเซิ่นทันที
“เจ้าคนไร้ประโยชน์ เจ้าคนถ่อยรักตัวกลัวตาย จะเข้าใจเจตนาของข้าได้อย่างไร!”
เตียวอุ๋นกล่าวออกมาพร้อมระเบิดความโกรธ แต่กลับไปกระตุ้นความอยากรู้ของเล่าเจี้ยงเข้า
“เอาเถิด ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็หนีความตายไม่พ้น ว่ามาสิ… ข้าจะปล่อยให้เจ้าพูดออกมา”
“หึ!”
เตียวอุ๋นพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา ก่อนจัดแจงเสื้อผ้าที่ยับย่นของตัวเอง
“เมื่อเทียบกับการกวาดล้างทหารม้าเสเหลียง การเฝ้ารักษาเมืองเหมยหยางเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากกองทัพเราเสียเมืองเหมยหยางไป ไม่เพียงต่อต้านกองทัพเสเหลียงเท่านั้น แต่ยังสูญเสียเสบียงทั้งหมดไปด้วย! ถึงตอนนั้นจะปราบกบฏได้อย่างไร?”
“เพื่อจัดการเจ้า กองทัพเสเหลียงต้องส่งกำลังทหารส่วนใหญ่ออกมาแน่ ซึ่งนี่จะทำให้ค่ายของพวกเขาว่างเปล่า ขอแค่ยึดค่ายกองทัพเสเหลียงได้ เผาเสบียง หญ้า สัมภาระทุกอย่าง เช่นนั้นกองทัพเสเหลียงก็จะเป็นเหมือนแหนไร้ราก ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกข้าทำลายแน่!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าแค่นเสียงหัวเราะให้เตียวอุ๋น ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมีความรู้เช่นนี้ด้วย
“ใช่ ข้าเลยให้ซุนเกี๋ยนนำทหารราบหมื่นนายไปขโมยค่าย และประสบความสำเร็จอย่างมาก ค่ายศัตรูถูกพยัคฆ์แห่งกังตั๋งเผาจนราบคาบไปแล้ว”
“แล้วเมืองเหมยหยางเล่า!”
จู่ ๆ เตียวอุ๋นเปล่งเสียงดังขึ้นมา
“แล้วเมืองเหมยหยางจะทำอย่างไร! ชัยภูมิสำคัญเช่นนี้ เจ้าเหลือทหารไว้เพียงสามพันคนกับฮองตงคนเดียว เจ้ารู้ไหม เมืองเหมยหยางเกือบจะล่มสลายแล้ว”
“แต่เมืองเหมยหยางหาได้ล่มสลาย กลับกันกองทัพเปียนจางถูกกวาดล้างสิ้น เหลือเปียนจางหนีรอดไปแค่คนเดียว!” คำพูดของเล่าเจี้ยงมีพลังมากจนทำให้ฝ่ายตรงข้ามลิ้นจุกปาก
“ใช่ นั่นมันก็แค่โชคดี! หากเจ้ามาช้าอีกครึ่งชั่วยาม ผลมันจะเป็นอย่างไร?”
“หากงั้นรึ”
เล่าเจี้ยงตระหนักได้ว่าตัวเองโง่จริง ๆ เตียวอุ๋นยังคงเป็นเตียวอุ๋นคนเดิมไม่เปลี่ยน
“ตอนนี้ผลมันก็ชัดเจนแล้ว เจ้าพูดกับข้าว่าหาก…”
“ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ หากเจ้าไม่ห้ามโจวเซิ่นและปล่อยให้เขาทำตามแผน ข้าคงล่อเป่ยกงปั่วอวี้เข้าสู่วงล้อมซุ่มโจมตีได้นานแล้ว และมาสนับสนุนเมืองเหมยหยางได้เร็วขึ้น!”
“เพราะการขัดขวางของเจ้า ไม่เพียงทำให้ข้าตกอยู่ในการปิดล้อมที่อันตราย แต่ยังทำให้ทหารใต้บัญชาล้มตายอย่างแสนสาหัส หากไม่ใช่เพราะทหารทุกคนสู้สุดชีวิต ก็อาจจะปล่อยให้คนถ่อยเช่นเจ้าประสบความสำเร็จจริง ๆ”
เตียวอุ๋นจะยอมให้เล่าเจี้ยงดูถูกเขาเช่นนี้ได้อย่างไร จึงเอ่ยปากโต้กลับ
“ข้าทำเพื่อบ้านเมือง ความแค้นส่วนตัวก็แค่…”
“พอเถิด! แม่ทัพเตียว อยากให้ข้าฉีกหน้ากากหน้าซื่อใจคดของเจ้าออกหรือ”
“นายท่าน!” ตอนนั้นเอง เสียงกาเซี่ยงก็ดังมาจากนอกห้อง
กุนซือทั้งสองเดินเข้ามา
“พวกท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?”
กาเซี่ยงพยักหน้า ทว่าซุนฮิวกลับคุกเข่าลง และก้มกราบสารภาพ
“นายท่าน เพราะความประมาทของข้า ถึงทำให้เรื่องกลายเป็นเช่นนี้…”
เล่าเจี้ยงไม่เข้าใจว่าซุนฮิวหมายถึงอะไร จึงหันไปหากาเซี่ยง ก็เห็นกุนซือปีศาจส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
“กงต๋า เจ้าลุกขึ้นก่อน”
เดิมซุนฮิวไม่อยากลุกขึ้น แต่กลับถูกเล่าเจี้ยงประคองขึ้นมา
“นายท่าน เตียวอุ๋นเป็นขุนนางมาหลายปี เคยสนิทสนมกับตระกูลซุนข้ามาก่อน เมื่อวานเขาขอคำแนะนำจากข้า ถามข้าว่าข้าคิดอย่างไรกับสงครามในวันนี้ และยังถามถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดว่าจะเป็นอย่างไรด้วย?”
“เดิมข้าคิดว่าเตียวอุ๋นแค่กังวลถึงมาซักถาม ข้ามิได้หวาดระแวง จึงเล่ามุมมองของข้าต่อสถานการณ์และแนวโน้มของสงครามให้เขาฟัง”
ทันใดนั้นเล่าเจี้ยงเข้าใจในทันที มิน่าเล่า เจ้าโง่เง๋าเตียวอุ๋นถึงมีสายตากว้างไกลก่อปัญหาให้เขาได้ชนิดแทบกระอัก ที่แท้ซุนฮิวเป็นคนพูดนี่เอง!
“กงต๋า เจ้าบอกว่าแค่เผาค่ายกองทัพเสเหลียงและรักษาเมืองเหมยหยางไว้ได้ก็จะชนะ ส่วนตรงที่อื่นแม้ไม่มีผลงานก็จะสามารถยอมรับได้ใช่หรือไม่”
ซุนฮิวรู้สึกผิดเต็มเปี่ยม และพยักหน้าอย่างจนใจ
“มิน่า… มิน่าเล่าเตียวอุ๋นกล้าคิดทำร้ายข้า ที่แท้เขาเอาความมั่นใจมาจากคำพูดเจ้านี่เอง”
“ข้าผิดเองที่ประมาท ขอนายท่านอภัยด้วย”
ซุนฮิวอยากคุกเข่าขอโทษอีกครั้ง แต่ก็ถูกเล่าเจี้ยงหยุดไว้ได้ทัน
“ช่างเถิดกงต๋า ข้าไม่เป็นอะไร เจ้าก็ไม่ต้องโทษตัวเองไป เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้าอยู่แล้ว แต่เป็นเตียวอุ๋นคนถ่อยผู้นี้ เพื่อความเห็นแก่ตัวของตัวเอง กลับเพิกเฉยต่อบ้านเมือง!”
เตียวอุ๋นไม่ยอมรับคำพูดของเล่าเจี้ยง
“ข้าไม่ได้ทำ ข้าแค่อยากอยู่รอดปลอดภัย เจ้าไม่เห็นว่าศัตรูจะโจมตีเมืองเหมยหยางอย่างบ้าคลั่งแค่ไหน!”
เสียงแข็งกร้าวหยุดชะงักไปเมื่อฝ่ามือหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าตาเตียวอุ๋น มันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียะ!
เสียงกังวานคมชัดดังขึ้นจนแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักหมุนกลางอากาศอีกครั้ง ก่อนล้มลงกับพื้นอย่างแรง
“ตบได้ดี แม่ทัพหลังตบได้ดีมาก! คนถ่อยผู้นี้ยังบอกข้าด้วยว่า เมื่อแม่ทัพหลังถูกฆ่า กองทัพเสเหลียงจะอดอยากเพราะสูญเสียค่ายไป ถึงตอนนั้นเขาก็สามารถล้างแค้นได้ คนถ่อยไร้ยางอายเช่นนี้ ข้าชิงชังเขาจากก้นบึ้งหัวใจ!”
เพื่อความอยู่รอด โจวเซิ่นไม่ปล่อยโอกาสผ่านไปเลยแม้แต่น้อย แม้จะถูกเล่าเจี้ยงเหยียบติดพื้นอยู่ไม่ห่าง ก็ยังเปล่งเสียงวิจารณ์เตียวอุ๋นได้
“โอว? แม่ทัพโจวเกลียดเตียวอุ๋นขนาดนั้นเลย?”
เล่าเจี้ยงยกเท้าที่เหยียบแม่ทัพปราบโจรออก แล้วดึงอีกฝ่ายขึ้นมาด้วยตัวเอง
โจวเซิ่นดีใจมาก ดูเหมือนความพยายามจะไม่สูญเปล่า จึงพยายามประจบแจงมากขึ้นทันที
“ใช่ขอรับ! ใช่แล้ว แม่ทัพหลัง! ข้าเกลียดคนถ่อยคนนี้ที่สุด เกลียดจนแทบกินเลือดกินเนื้อเขา!”
เล่าเจี้ยงทำท่าทางเข้าใจแล้ว จากนั้นผละตัวห่างไปครึ่งก้าว
“เช่นนั้น แม่ทัพโจวไม่ลองกระทืบเขาระบายความโกรธดูเล่า”
กระทืบเตียวอุ๋น?
โจวเซิ่นงุนงงขณะชี้นิ้วไปที่ตัวเอง พลางมองเล่าเจี้ยงอย่างสงสัย
“ข้าหรือ?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า และตอบอย่างมั่นใจ
“ใช่! ข้าให้โอกาสเจ้าระบายโทสะ! เอาสิ ซัดเตียวอุ๋นให้หนักสักรอบหนึ่ง”
“นี่…”
โจวเซิ่นมองไปที่เตียวอุ๋น สลับกับเล่าเจี้ยง สองเท้าของเขาราวกับจะติดอยู่กับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย
“ทำไมเล่า… หรือสิ่งที่แม่ทัพโจวพูดก่อนหน้านี้เป็นคำพูดขัดเจตนาตัวเอง?”
แม่ทัพหลังหุบยิ้มทันที สีหน้าเริ่มมีน้ำโห
“ไม่ ไม่ใช่!”
“แล้วยังยืนบื้ออยู่ตรงนี้ทำไม ไปสิ!”
โจวเซิ่นตกใจกับเสียงคำรามของเล่าเจี้ยง จึงทำได้เพียงรับแรงกดดันและเดินไปหาเตียวอุ๋น และคว้าเครือญาติที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมา
หมัดของเขาไม่เหวี่ยงลงมาเสียที ยังคงลอยค้างกลางอากาศอยู่อย่างนั้น
โจวเซิ่นไม่กล้า เมื่อเห็นดวงตากราดเกรี้ยวของเตียวอุ๋นก็เกิดขี้ขลาดขึ้นมา!
หากชกหมัดนี้ไป ถ้าเตียวอุ๋นตายก็ดี! หากไม่ตายเล่า ต่อไปโจวเซิ่นต้องทนทุกข์ทรมานมากมายเป็นแน่
“ดูเหมือนแม่ทัพโจวจะแค่ปากพล่อยเท่านั้น ช่างเถิด ข้าไม่อยากทำให้คนอื่นลำบากใจ”
“จูล่ง ส่งทั้งสองเดินทางไปนรกที”
น้ำเสียงราบเรียบของเล่าเจี้ยงเหมือนสายฟ้าฟาดสำหรับโจวเซิ่น เขาตกใจจนแสดงการตัดสินใจออกมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่! แม่ทัพหลัง ข้าจะกระทืบ! ข้าจะกระทืบสัตว์ร้ายตัวนี้ให้ตาย!”
โจวเซิ่นเผยสีหน้าดุร้ายในที่สุดก็ตัดสินใจระหว่างความเป็นตาย พร้อมเหวี่ยงหมัดชกอย่างแรง
เตียวอุ๋นมองหมัดที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว
“หยุด!”