พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 245 ผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเข้ามาดูแลนโยบายตันเถียน
บทที่ 245 ผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเข้ามาดูแลนโยบายตันเถียน
เล่าเจี้ยงหันมองไปยังเตียนอุยและซิหลิง
“ขอรับ!”
“พวกเจ้าทั้งสองจงขยายกองพลคุ้มกันให้ถึงห้าพันนาย โดยให้เตียนอุยเป็นแม่ทัพหลักและให้ซิหลงเป็นผู้ช่วย”
“ขอรับ!”
“กงหมิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฝึกหรือสั่งการกองทัพ เจ้าต้องเรียนรู้จากพวกเขาทั้งสี่คนให้มาก เมื่อเจ้าคิดว่าตนสามารถนำกองทัพได้ด้วยตัวเองแล้วก็มาแจ้งข้า”
สำหรับตำแหน่งที่ตระเตรียมไว้ให้ซิหลงนั้น เล่าเจี้ยงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว เริ่มจากครั้งที่อยู่ลกเอี๋ยง เขาวางแผนให้ชายหนุ่มเข้าไปฝึกปรือฝีมือในกองทัพส่วนตัวที่ภูเขาหมางซาน แต่ในตอนนี้มาถึงเมืองฮั่นต๋งแล้วจึงไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกต่อไป หากแต่ซิหลงยังไม่มีประสบการณ์ใด ๆ และยังห่างไกลจากโจวย่าฟู ผู้มีจิตใจดุจดังโจวย่าฟูในประวัติศาสตร์อยู่มาก ด้วยเหตุนี้จึงเร็วเกินไปหากจะปล่อยให้เขาเป็นผู้นำทัพเพียงลำพัง
สีหน้าของซิหลงเปี่ยมล้นไปด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนจะได้เป็นผู้นำทัพ มาคราวนี้ เล่าเจี้ยงให้เขาเป็นผู้ช่วยของเตียนอุยซึ่งน่าพอใจไม่น้อย ด้วยไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะให้ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้
“นายท่าน ซิหลงจะไม่ทำให้นายท่านต้องผิดหวัง!”
“กงหมิงมีความสามารถ ข้ารู้อยู่เต็มอก ขอจงทุ่มเทพยายามอย่างเต็มที่!”
ซิหลงไม่ได้เอ่ยถ้อยคำทรงพลังฮึกเหิมใดอีก ทว่าแววตาที่แน่วแน่คู่นั้นฉายชัดถึงความมุ่งมั่นของเขาแล้ว
“จูล่ง”
จูล่งลุกขึ้นทันที เขารอให้เล่าเจี้ยงเรียกขานชื่อของตนอยู่ตลอด
“ขอรับ!”
“จูล่ง ในส่วนของกองพลทหารม้าข้าจะไม่กำหนดจำนวนให้เจ้า เจ้าจงขยายกองพลทหารม้าให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้เถิด”
เล่าเจี้ยงไม่อาจมุ่งความสนใจไปยังกองพลทหารม้าได้มากนักในขณะนี้ อันที่จริง ชายหนุ่มมีวิธีรวบรวมไพร่พลจัดตั้งกองทัพได้อย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้ไม่มีทางที่จะใช้วิธีการเหล่านั้นได้ หากมีข่าวรั่วไหลออกไป ผลที่ตามมาย่อมเกินจะแบกรับไหว
“น้อมรับคำสั่ง!”
เมื่อจัดการเรื่องการทหารเสร็จสิ้นแล้ว เล่าเจี้ยงรู้ว่าต่อไปต้องเป็นคราวของขุนนางฝ่ายบุ๋น
“พี่จือหนี่”
กัวหยวนลุกขึ้นยืน ก่อนจะประสานมือคารวะเล่าเจี้ยง
“นายท่านโปรดกล่าว”
“พี่จือหนี่ เมืองฮั่นต๋งนี้มีประชากรเพียงสามแสนคนเท่านั้นและไม่สามารถสนับสนุนเสบียงให้กองทัพของเราได้อย่างแน่นอนจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการผลิตพืชผลการเกษตรที่มั่นคงโดยด่วน”
ดวงตาของกัวหยวนพลันสว่างขึ้นเพราะรู้ได้ทันทีว่าเล่าเจี้ยงหมายถึงอะไร
“นายท่านกำลังคิดถึงนโยบายตันเถียน*[1] หรือ?”
“ไม่เลว! นี่ไม่ใช่จุดแข็งของพี่จือหนี่หรอกหรือ!”
เล่าเจี้ยงนั้นทราบดีถึงความสามารถของกัวหยวน นโยบายตันเถียนของโจโฉนี้อย่างไรก็ต้องแต่งตั้งให้กัวหยวนเข้ามาดูแล
“นายท่าน ตันเถียนนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยแบ่งออกเป็นฝั่งทหารและฝั่งประชาชน ไม่ทราบว่านายท่านคิดที่จะให้ข้าลงมือทำในส่วนใด?”
เล่าเจี้ยงไม่ต้องการที่จะเข้าไปควบคุมจัดแจงจนเกินไป ด้วยตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยให้กัวหยวนเป็นคนจัดการ
“จือหนี่ อะไรก็ตามที่เจ้าคิดว่าเป็นไปได้ล้วนสามารถนำมาประกาศใช้ได้ในเมืองฮั่นต๋ง แม้ว่าเมืองฮั่นต๋งจะเป็นเพียงเมืองเมืองหนึ่ง แต่ที่นี่ก็เป็นดินแดงแห่งจ้าวมังกร! ที่ราบฮั่นต๋งกว้างขวางใหญ่โต ทว่าตระกูลขุนนางเก่าแก่มีน้อย ดังนั้นดินแดนแห่งนี้ทั้งหมดจึงอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา”
กัวหยวนไม่คิดว่าเล่าเจี้ยงจะทำให้เขาประหลาดใจครั้งใหญ่ในทันที ภารกิจนี้ไม่ด้อยไปกว่าการคัดเลือกทหารของฮองตงและอีกสี่คนเลย
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง กัวหยวนรู้ว่าเล่าเจี้ยงได้วางทุกอย่างไว้บนบ่าของเขาแล้ว
“นายท่านโปรดวางใจ กัวหยวนจะจัดการเรื่องนี้อย่างดี!”
“สำหรับพี่จือหนี่แล้ว ข้าย่อมไว้วางใจอย่างไม่กังขา!”
เล่าเจี้ยงไว้วางใจในกัวหยวนอย่างสมบูรณ์ กัวหยวนเป็นผู้ปราดเปรื่องด้านการเมืองโดยแท้ อีกทั้งยังสัตย์ซื่อในหน้าที่ วาจาชัดถ้อย สีหน้าเด็ดขาด กล้าพูดจา ซื่อตรง ไม่เห็นแก่ตัว มีกัวหยวนเป็นคนดูแลเรื่องนโยบายตันเถียนในเมืองฮั่นต๋ง ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมต้องเกินความคาดหวังของเล่าเจี้ยงไปมาก
“พี่กงโหย่ว ข้ามีภารกิจอันสำคัญที่สามารถวางไว้บนบ่าของพี่ชายได้เพียงคนเดียวเท่านั้น”
เมื่อได้ยินว่าเล่าเจี้ยงกำลังจะมอบภารกิจสำคัญให้ตัวเอง ซุนเขียนพลันดีใจอย่างคาดไม่ถึง
“นายท่านโปรดกล่าว!”
มุมปากของเล่าเจี้ยงกระตุก เผยให้เห็นรอยยิ้มซึ่งเปี่ยมไปด้วยความนัยลึกซึ้ง
“พี่กงโหย่ว เจ้าช่วยไปเยือนเมืองลกเสียเพื่อเยี่ยมเยียนขับเคียมให้ข้าสักหน่อยเถิด”
“ที่ข้าขอให้ฝ่าบาทประทานขวานอาญาสิทธิ์ให้ หลัก ๆ ก็เพราะต้องการนำมาสยบขับเคียม ผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋ว คนผู้นี้โลภมาก ร่ำรวยเกินความเป็นจริงเพราะวิธีที่ไม่ชอบธรรม นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งก็ก่อกรรมทำชั่วไปทุกรูปแบบในเมืองลกเสีย ทั้งแคว้นเอ๊กจิ๋วเต็มไปด้วยความเคียดแค้นของประชาชน”
“ขับเคียมผู้นี้ แน่นอนว่ามั่งคั่งเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นพวกเราจะไม่ใช้กำลังเข้าปราบปรามเขา แต่เราก็ปล่อยเขาไปง่าย ๆ ไม่ได้ เลือดของเขาอย่างไรก็ต้องเอามาล้างเท้าเราเสียหน่อย!”
ซุนเขียนมีพรสวรรค์ด้านการทูตเป็นอย่างมาก เขาจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าเล่าเจี้ยงหมายถึงอะไร
“นายท่าน ข้าน้อยเข้าใจแล้ว! เพียงแต่ไม่รู้ว่านายท่านต้องการให้ขับเคียมหลั่งเลือดมากเพียงใด”
ท่าทีที่เปี่ยมด้วยความขบถของซุนเขียนตรงกับความคิดของเล่าเจี้ยง นั่นทำเอาเขาแอบถอนหายใจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเล่าปี่จึงโปรดปรานซุนเขียนตั้งแต่ต้นจนจบ
“เรากำลังจะยกทัพไปปรามกลุ่มกบฏในแคว้นเลียงจิ๋วในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อย่างไรก็ต้องส่งทหารไปสามหมื่นนาย… กงโหย่ว เจ้าสามารถดำเนินการตามดุลยพินิจของตนได้เลย ข้าเชื่อใจเจ้า”
เช่นเดียวกับกัวหยวน เล่าเจี้ยงให้อิสระกับซุนเขียนอย่างมากเช่นกัน ด้วยเล่าเจี้ยงเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับขับเคียมนัก รู้เพียงว่าคนผู้นี้เห็นเงินสำคัญราวกับชีวิต การพยายามงัดบางสิ่งบางอย่างออกจากมือของเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างแน่นอน
แทนที่จะกำหนดกดดันซุนเขียน มิสู้ปล่อยให้เขาสำแดงความสามารถที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาอย่างเต็มที่เล่า นี่อาจนำมาซึ่งความประหลาดใจครั้งใหญ่ก็ได้
ซุนเขียนไม่ได้หยิบยกคำถามใดขึ้นมาอีก เพียงรับภารกิจสำคัญจากเล่าเจี้ยงเท่านั้น
“รายงานนายท่าน ท่านปลัดเมืองเงียมสานและผู้บัญชาการสูงสุดเอียวหลิมขอเข้าพบ”
“เชิญเข้ามา”
นับตั้งแต่พบกันในงานเลี้ยงรับรองเมื่อสามวันก่อน เล่าเจี้ยงก็พอรู้จักทั้งสองคนนี้แล้ว หากแต่เงียมสานและเอียวหลินไม่เคยมาแสดงความเคารพต่อเล่าเจี้ยง ผู้เป็นเจ้าเมืองคนใหม่เลย
เล่าเจี้ยงเองไม่ได้ตำหนิทั้งสองคนนี้ อย่างไรเสีย ซูกู้ก็เพิ่งจากไป บางทีอาจมอบหมายงานไว้ให้พวกเขาไม่น้อยก็เป็นได้
“คารวะท่านเจ้าเมือง”
“ท่านทั้งสองไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง”
เงียมสานและเอียวหลินสุภาพถ่อมตัวอย่างยิ่ง พวกเขาคารวะเล่าเจี้ยงทันทีที่เข้ามา หลังจากเล่าเจี้ยงบอกให้นั่งแล้ว พวกเขาก็ทักทายทุกคนในที่นี้
“ในช่วงสามวันที่ผ่านมาข้าสองคนไปส่งมอบงานกับท่านเจ้าเมืองซูทำให้ไม่มีเวลามาแสดงความเคารพต่อท่านเจ้าเมือง โปรดอภัยให้เราด้วย”
เงียมสานไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อนอธิบายให้เล่าเจี้ยงฟังถึงสาเหตุที่ตนไม่ได้มาคารวะในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
“ท่านปลัดเมืองเงียมมิจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เรื่องนี้มีเหตุมีผลอันสมควร เชิญนั่งเถิด ข้ามีเรื่องจะปรึกษาหารือกับท่านทั้งสอง”
เงียมสานและเอียวหลินนั่งลง แล้วรอถ้อยคำสอบถามจากเล่าเจี้ยง
“ท่านปลัดเมืองเงียม จุดประสงค์ในการมาเมืองฮั่นต๋งของข้า พวกท่านเองคงรู้อย่างชัดแจ้งแล้ว หลัก ๆ คือเพื่อจัดการกับสถานการณ์ในแคว้นเลียงจิ๋ว เวลานี้กองทัพของแม่ทัพหลังเช่นข้ามีทหารอยู่ไม่ถึงห้าพันนาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระดมกำลังไพร่พลอย่างเร่งด่วนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เมืองฮั่นต๋ง ไม่เช่นนั้น ไม่ต้องพูดถึงการยกทัพเข้าปราบปรามกบฏในแคว้นเลียงจิ๋วเลย เกรงว่าแม้แต่การปกป้องเมืองฮั่นต๋งของเราก็ล้วนเป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อลม ๆ แล้ง ๆ เสียด้วยซ้ำ!”
เงียมสานพยักหน้า แต่เขาก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีในเรื่องนี้ มิหนำซ้ำยังมีสีหน้าอมทุกข์
“ท่านแม่ทัพคิดไว้ว่าจะระดมไพร่พลมากน้อยเพียงใดหรือ?”
เล่าเจี้ยงไม่ได้พูดอะไร เพียงชูสองนิ้วขึ้นมา
“นี่… ยากมาก!”
“ยากมากอย่างนั้นหรือ? เมืองฮั่นต๋งมีประชากรกว่าสามแสนคน จะกะเกณฑ์มาเป็นทหารสักสองหมื่นคนไม่ได้เชียวหรือ?”
เล่าเจี้ยงไม่คาดคิดว่าเงียมสานจะสาดน้ำเย็น*[2] ใส่เขาทันที ในใจพลันขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย
ตามความเข้าใจของเล่าเจี้ยงในยุคนี้ โดยปกติการรับสมัครทหารแทบจะมีอัตราส่วนสิบต่อหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอาจจะไม่ถึงขั้นสิบต่อหนึ่ง
“ท่านเจ้าเมืองอาจไม่ทราบว่าเมืองฮั่นต๋งมีกลุ่มโจรอาละวาด เพื่อป้องกันโจรเหล่านี้ แต่ละอำเภอจึงมีการจัดตั้งทหารไว้ห้าร้อยนาย แล้วยังมีทหารประจำการหนึ่งพันนายที่จวนท่านเจ้าเมือง เมื่อนับรวมจำนวนทหารห้าร้อยนายที่ด่านเปงก๋วนก็เท่ากับว่าในตอนนี้เมืองฮั่นต๋งมีทหารอยู่หกพันนายแล้ว”
[1] ตันเถียน เป็นนโยบายเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรที่เริ่มใช้ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก และถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในยุคสามก๊กโดยโจโฉ ตันเถียนใช้หลักการที่ว่ากองทัพต้องทำศึกพร้อมกับพัฒนาพื้นที่การเกษตรไปด้วยเพื่อให้มีเสบียงไว้ใช้ตลอดหน้าศึก และให้มีพื้นที่ราบสำหรับใช้สอยมากขึ้น กล่าวคือเมื่อทัพหลวงไปทำศึกที่ใด ก็ส่งเสริมให้ประชาชนบุกเบิกที่ดินแถบนั้นไปพร้อม ๆ กัน โดยที่กรรมสิทธิ์ในที่ดินจะเป็นของประชาชนที่บุกเบิก
[2] สาดน้ำเย็น หมายถึง พูดบั่นทอนกำลังใจ