พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 246 ความโกลาหลแรกที่เกิดขึ้นในฮั่นต๋ง
บทที่ 246 ความโกลาหลแรกที่เกิดขึ้นในฮั่นต๋ง
“ฮั่นต๋งมีทหารมากมายขนาดนี้เชียว?”
เล่าเจี้ยงประหลาดใจมาก ความกล้าของซูกู้ช่างมากเหลือเกิน นี่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบเลย!
ตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์สงคราม ไม่ว่าจะเอ๊กจิ๋วหรือฮั่นต๋ง ล้วนไม่ใช่พื้นที่แนวหน้าทั้งนั้น ทหารหนึ่งกลุ่มมีทหารพันนายก็ถึงขีดจำกัดแล้ว จะมีโผล่ออกมามากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?
“ท่านเจ้าเมืองยังไม่รู้อะไร เมืองฮั่นต๋งเริ่มเพิ่มทหารในปีนี้ นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ นับตั้งแต่กบฏโพกผ้าเหลืองเกิดขึ้น จำนวนโจรในเมืองฮั่นต๋งก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จวบจนตอนนี้มีมากกว่าสิบคนแล้ว และพื้นที่ใหญ่ที่สุดมีคนมารวมตัวกันมากกว่าหมื่นคนแล้ว!”
“โชคดีที่ฝ่าบาทได้ออกพระราชโองการให้รับสมัครทหารจากทั่วแผ่นดิน ไม่เช่นนั้นเมืองฮั่นต๋งคงไม่สงบสุขมาถึงตอนนี้หรอก แต่ถึงกระนั้น พวกโจรเหล่านี้ก็มักจะออกมาก่อกวนบ่อย ๆ ทำให้ผู้คนยากลำบากจนยากจะบรรยาย”
เล่าเจี้ยงคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ เมืองฮั่นต๋งที่ดูจะสงบสุข เบื้องหลังเกิดความวุ่นวายเพียงนี้เชียว
“เจ้าเมืองซูไม่ได้ออกคำสั่งให้ปราบพวกโจรหรือ? คงไม่ได้นั่งดูพวกเขาทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียวหรอกใช่ไหม”
หลังจากพูดคุยกับซูกู้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่ไม่ทำอะไรเลย เรื่องเช่นนี้เขาต้องให้ความสำคัญแน่
“เหตุใดจะไม่มีเล่าขอรับ? ข้าเคยรวบรวมทหารสามพันคนไปโจมตีกลุ่มโจรเล็ก ๆ พันกว่าคน ท่านลองเดาดูสิเป็นอย่างไร? เข้าโจมตีรังเปล่า! แถมตอนลงเขายังถูกโจรซุ่มโจมตีด้วย!”
เอียวหลิมเล่าประสบการณ์ปราบโจรของตัวเองด้วยความโมโห สามารถจินตนาการถึงความโกรธของเขาได้จากสายตาและน้ำเสียงของเขาที่ถ่ายเหตุการณ์เลย
“มีไส้ศึกภายในหรือเปล่า?”
“เฮ้อ!”
เอียวหลิมไม่พูดอะไร ทว่าถอนหายใจอย่างหนัก
เงียมสานเห็นเอียวหลิมล่วงเกินเล่าเจี้ยงจึงรีบอธิบายแทน
“ท่านเจ้าเมืองอย่าได้ตำหนิ จวิ้นเว่ยเอียวอารมณ์รุนแรงแต่ไม่มีเจตนาร้ายแน่นอน”*[1]
” ข้ารู้ ดูเหมือนเมืองฮั่นต๋งเล็ก ๆ นี้จะประมาทไม่ได้จริง ๆ”
เล่าเจี้ยงยิ้ม ไม่ได้ตำหนิเอียวหลิมแต่อย่างใด ทว่าทำให้เขาได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับเมืองฮั่นต๋ง
จวิ้นเว่ยผู้ผ่าเผยควบคุมดูแลทหารกลุ่มหนึ่ง ไม่คิดเลยว่าจะถูกบีบจนกลายเป็นเช่นนี้
“ท่านเจ้าเมือง แต่ละอำเภอมีทหารประจำการอยู่ห้าร้อยนาย และยังคงเป็นเจ้าเมืองซูที่พยายามเพื่อให้ได้มา เมื่อมีทหารห้าร้อยนายนี้ โจรเหล่านั้นก็ไม่อาละวาดมากนัก แต่หากยากจะปราบกลับยากยิ่งกว่ายาก!”
“ทำไมรึ? หาตัวไส้ศึกภายในออกมาก็จบแล้วมิใช่หรือ?”
เล่าเจี้ยงไม่เข้าใจเลย เรื่องเล็กเช่นนี้ ต้องลำบากขนาดนี้เลยหรือ?
“ท่านเจ้าเมือง ไส้ศึกภายในไม่ต้องจับออกมาหรอก เขายืนอยู่ตรงหน้าเราอย่างเย่อหยิ่งแต่เราทำอะไรไม่ได้และไม่กล้าจัดการด้วย!”
เสียงของเอียวหลิมเต็มไปด้วยความโกรธแฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างสุดซึ้ง
“นี่เจ้าพูดบ้าอะไร! ข้าคิดว่าเจ้าเป็นลูกผู้ชายเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนขี้ขลาด! เจ้าไม่กล้าใช่ไหม! บอกชื่อไส้ศึกผู้นี้มาให้ข้า ข้าจะไปฟันมันเอง!”
เตียนอุยยิ่งฟังยิ่งโกรธ นิสัยห้าวหาญที่มีแต่เดิมระเบิดออกมา ในหัวยังจำช่วงที่ตัวเองฆ่าลิย่งได้
เอียวหลิมไม่ได้ใส่ใจการดูถูกของเตียนอุย เพียงแต่ทุบโต๊ะอย่างจนใจ
“เอ้อร์ไหล อย่าวู่วาม!”
เล่าเจี้ยงรู้ว่าเรื่องไม่ง่ายขนาดนั้นจึงห้ามเตียนอุยไม่ให้วู่วาม แม้จะมองไปที่เงียมสานก็ตาม
“จวิ้นเฉิงเงียม เจ้าเล่าเรื่องทุกอย่างให้ข้าฟังสิ เรื่องนี้ข้าต้องจัดการ”
เงียมสานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
ที่แท้ต้นสายปลายเหตุทุกอย่างอยู่ที่พัวจิ๋วผู้นี้นี่เอง…
เดิมพัวจิ๋วไม่มีอะไรเลย แม้แต่ตระกูลพัวก็ไม่มีอะไร อย่างมากก็เป็นตระกูลเก่าแก่ที่ค่อนข้างมีอิทธิพล แต่ไม่ถึงขั้นอาศัยอิทธิพลใช้เล่ห์เหลี่ยมปิดบังอำพรางมวลชนได้
ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และที่มาของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้คือการแต่งตั้งขับเคียมเป็นผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋ว!
ตำแหน่งผู้ตรวจการนี้ขับเคียมซื้อมา ในแคว้นเอ๊กจิ๋วเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นความลับอะไร คนที่มีฐานะหน่อยจะรู้ดีว่าเงินนี้ได้มาอย่างไร แต่โดยภาพรวมกลับมีน้อยคนนักที่รู้ ทว่าเงียมสานเข้าใจเรื่องราวข้างในเป็นอย่างดี
เงียมสานเดิมเป็นชาวปาเส เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในเมืองปาเส หลายปีก่อนเป็นสหายร่วมงานกับขับเคียม ทว่าขับเคียม เป็นคนโลภ อีกทั้งยังมีปัญหาด้านนิสัยสุด ๆ เงียมสานไม่ชอบเขามากจึงมีบุญคุณความแค้นกับขับเคียม
ขับเคียมไม่ใช่คนท้องถิ่นของแคว้นเอ๊กจิ๋วและไม่ได้รับการตอบรับอย่างดีในแคว้นเอ๊กจิ๋วแสนพิเศษแห่งนี้ ดังนั้นจึงไม่มีตระกูลชนชั้นสูงตระกูลไหนไว้หน้าเขา จนกระทั่งได้พบกับพัวจิ๋ว…
พัวจิ๋วมีน้องสาวอยู่หนึ่งคน ชื่อพัวเหลียน หลังจากขับเคียมขอพัวเหลียนแต่งงานก็เข้าไปพัวพันกับตระกูลพัวโดยปริยาย ต่อมาเมื่อตระกูลพัวออกเงินและขับเคียมคอยเชื่อมความสัมพันธ์ เขาจึงได้รับตำแหน่งผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วนี้แทนเงียมสาน
ขับเคียมที่บรรลุเป้าหมายแล้วไม่ลืมบุญคุณ พยายามดูแลตระกูลพัวด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้พัวจิ๋วมีสถานะเหนือกว่าผู้ใดในเมืองฮั่นต๋ง
พัวจิ๋วผู้นี้ไม่มีอะไรที่สู้ขับเคียมไม่ได้ ทั้งทรัพย์สิน ที่ดิน ปล้นสะดม ขอแค่เป็นเรื่องที่กดขี่ผู้คนได้ เขาทำมันเกือบทั้งหมด!
ซูกู้อยากจัดการพัวจิ๋วหลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ขับเคียมหยุดไว้ ทั้งยังสั่งซูกู้ว่าอย่าได้กระทำการอันใดกับพัวจิ๋วอย่างเคร่งครัด
ที่แปลกคือหลังจากนั้นพัวจิ๋วก็หยุด ไม่ทำพฤติกรรมเหลือทนอีก ทุกคนต่างคิดว่าพัวจิ๋วเกิดมีมโนธรรมขึ้นในใจ ไม่คิดเลยว่าเขาจะยิ่งเสียสติมากขึ้น
เพราะไปสนับสนุนโจรแทน! พัวจิ๋วแอบสนับสนุนกลุ่มโจรปล้นสะดม ความทะเยอทะยานของเขาไม่สามารถเติมเต็มได้ด้วยการใช้กลอุบายหลอกลวงอีกต่อไปแล้วจึงทำการปล้นอย่างเปิดเผย
“ข้าคิดมานานแล้วว่าเจ้าพัวจิ๋วนั่นไม่ใช่คนดีอะไรและก็เป็นเขาจริง ๆ”
เตียนอุยก่นด่าเสียงดัง ปกติเขาเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด เกลียดจนแทบอยากฆ่าให้ตายไปเสียเดี๋ยวนั้น
“ในเมื่อหลักฐานแน่ชัดเช่นนี้แล้วก็ไปจับกุมพัวจิ๋วมาและจัดการกับเขาตามกฎหมายเถอะ!”
เล่าเจี้ยงเองก็โกรธเช่นกัน ฮั่นต๋งเป็นค่ายหลักของเขา ไม่อนุญาตให้มีคนเช่นนี้อยู่เด็ดขาด
“ท่านเจ้าเมืองโปรดใจเย็น ๆ จะลงมือกับพัวจิ๋วไม่ได้”
“ทำไม! ข้าไม่กลัวขับเคียมนั่นหรอก!”
“ไม่ใช่แค่ขับเคียม ข้าวที่ต้องจ่ายเป็นเงินเดือนให้ทหารเจ็ดพันนายในฮั่นต๋งยังขึ้นอยู่กับจวนผู้ตรวจการด้วย เมื่อลงมือกับพัวจิ๋ว ข้าวจะถูกตัดทันที ถึงตอนนั้นโจรมากมายจะรวมตัวเข้ามาโจมตี แล้วพวกเราจะต้านทานได้อย่างไร?”
เตียนอุยตบโต๊ะจนแยกออกเป็นสองท่อน ดวงตาเริ่มมีไฟลุกโชนขึ้นมา
“กลัวอะไร! หากโจรพวกนี้กล้ามา ข้าจะสับหัวพวกมันทีละคน!”
เงียมสานเหลือบมองเตียนอุยอย่างประหลาดใจ จากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง
“แม่ทัพเตียนกล้าหาญจริง ๆ แต่ท่านจะฆ่าได้กี่คนกันเล่า? พวกโจรเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับพัวจิ๋วไม่มากก็น้อย หากพวกเขาร่วมมือกัน อาจมีหลายหมื่นคน!”
เล่าเจี้ยงโบกมือให้เตียนอุย บอกให้เขานั่งลงก่อน จากนั้นก็มองไปที่กาเซี่ยง
“เหวินเหอ เจ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไร?”
เมื่อเห็นท่าทางผ่อนคลายของกาเซี่ยง เล่าเจี้ยงก็รู้แล้วว่าเขาไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้
ตามคาด แทนที่กาเซี่ยงจะตอบ กลับถามคำถามเล่าเจี้ยงแทน
“ขับเคียม พัวจิ๋วรวมถึงโจรเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา หากจะจัดการก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ กุญแจสำคัญคือจะจัดการกับมันอย่างไรเพื่อประโยชน์สูงสุดของเราต่างหาก ข้าอยากถามนายท่านว่า ท่านคิดจะทำอย่างไร”
เมื่อเห็นท่าทางมั่นใจของกาเซี่ยง เล่าเจี้ยงก็เบาใจ ทว่าก็เริ่มครุ่นคิดอยู่ในหัว
ดังที่กาเซี่ยงกล่าว เรื่องพวกนี้สามารถแก้ไขไปทีละอย่างได้ แต่ต้องสิ้นเปลืองกำลังคนและทรัพยากรจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย
“ดีที่สุดคือแก้ไขคราวเดียวกัน! สถานการณ์ในเลียงจิ๋วเปลี่ยนไปทุกวัน เราไม่ควรมาเสียเวลากับพวกตัวเล็ก ๆ เหล่านี้!”
กาเซี่ยงพยักหน้าเห็นด้วย
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นายท่านก็ไม่จำเป็นต้องกังวล ให้กงโหย่วไปพบขับเคียมที่เมืองลกเสีย นำสิ่งที่เราต้องการกลับมาก่อน ส่วนที่เหลือ รอกงโหย่วกลับมาแล้วค่อยว่ากัน”
“หลายวันนี้นายท่านทำดีกับพัวจิ๋วไปพลาง ๆ เขาจะได้รู้สึกว่านายท่านเห็นค่าเขา”
เล่าเจี้ยงตอบตกลง แม้เขาจะไม่รู้แผนการของกาเซี่ยงแน่ชัด กระนั้นเขาก็ไม่แคลงใจในตัวกาเซี่ยงเลยสักนิด
“กงโหย่ว รีบออกเดินทางเถิด ข้าจะรอข่าวดีของเจ้าที่เมืองฮั่นต๋ง!”