พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 26 เข้าเฝ้าพระเจ้าเลนเต้
บทที่ 26 เข้าเฝ้าพระเจ้าเลนเต้
ฮองตงเก็บง้าวที่กระเด็นลอยออกไปขึ้นมา แล้วหยิบธนูสลักของไทสูจู้ พลางเดินไปหาทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม
“สุภาพบุรุษไม่พรากของรักของผู้อื่นไป เมื่อครู่ที่เดิมพันกัน เป็นแค่การหยอกล้อ ข้าชื่นชมในวรยุทธ์ของเจ้าทั้งสองนัก!”
คนทั้งสองมองหน้ากันก่อนรับอาวุธของตัวเองมา ก่อนกุมมือขอบคุณฮองตงด้วยความอับอาย
“พี่ฮองช่างเป็นสุภาพบุรุษจริง ๆ”
เมื่อเล่าเจี้ยงเห็นเช่นนี้ก็หัวเราะออกมา พลางเดินเข้าไปหาทั้งสามคน พลางดึงมือพวกเขามาวางไว้ด้วยกัน
“พวกเจ้าล้วนเป็นแขนของข้า”
ขุนพลทั้งสามหัวเราะออกมา บรรยากาศดูกลมเกลียวยิ่งนัก
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า เล่าเจี้ยงอยู่กับซัวเอี๋ยมทุกวัน ใช้เวลาหนึ่งปีไปอย่างมีความสุข
ในที่สุดก็ถึงวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เล่าเอี๋ยนให้เล่าเจี้ยงติดตามเขา และหาโอกาสไปพบกับจักรพรรดิฮั่นเลนเต้เพียงลำพัง
พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในยุคนี้มีความซับซ้อนมาก แบ่งออกเป็นมากกว่ายี่สิบขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนก็แบ่งออกเป็นขั้นตอนยิบย่อยอีกมากมาย พอนำมารวม ๆ กันแล้วต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งวัน
เรื่องยิบย่อยหลายอย่างเช่นนี้จะให้ฮ่องเต้ทำคนเดียวไม่ได้ จึงมีผู้ติดตามมากมาย
รวมกับขุนนาง องครักษ์ ขันทีและอื่น ๆ รวมหลายร้อยคน ดูยิ่งใหญ่มาก
ทว่าเล่าเจี้ยงไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ ผู้คนที่มาล้วนเป็นเจ้าขุนมูลนายที่ตัวเขาไม่รู้จัก พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษนั้นเคร่งครัดมาก และยิ่งมิอาจวิ่งพล่านไปทั่วได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา จึงได้แต่รอแบบนี้ไป
สามชั่วยามต่อมา พิธีก็สิ้นสุดลงในที่สุด พระเจ้าเลนเต้ถูกทรมานจนทนไม่ไหว รีบกลับไปตำหนักพักผ่อนชั่วคราว
เล่าเอี๋ยนรีบเดินตามไป เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ก็เอ่ยกับพระเจ้าเลนเต้ว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะทูลพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นเจ้ากรมราชวงศ์เล่าเองหรือ ไว้ไปคุยกันทีหลังในห้อง”
พระเจ้าเลนเต้เหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เจ้าก็แค่เจ้ากรมราชวงศ์ตัวน้อยคนหนึ่งจะมีเรื่องเร่งด่วนอะไร รอหน่อยไม่ได้รึ? ทว่าเขาก็ยังไว้หน้าอีกฝ่าย
“พ่ะย่ะค่ะ” เล่าเอี๋ยนตามฮ่องเต้เข้าไปที่ห้อง ทว่าเข้าห้องไปก็หาได้มีเพียงสองคน แต่ยังขันทีใหญ่เตียวเหยียง หัวหน้าของคณะสิบขันทีที่พระเจ้าเลนเต้ไว้วางพระทัยมากเข้าไปด้วย
ฝ่าบาทเอนกายอยู่บนตั่งนุ่ม โดยมีเตียวเหยียงคอยปรนนิบัติถวายน้ำชา โดยมีเล่าเอี๋ยนยืนอย่างนอบน้อมอยู่ด้านข้าง ก้มหน้าไม่พูดอะไร
“อาวุโสเหยียง ท่านก็ไปพักสักหน่อยเถิด หากมีอะไรข้าจะเรียกท่าน”
พระเจ้าเลนเต้เห็นว่าเล่าเอี๋ยนไม่พูดอะไร ก็รู้ว่าเขาต้องการคุยกับตนเพียงลำพัง จึงให้ขันทีออกไปก่อน
“พ่ะย่ะค่ะ” เตียวเหยียงถอยออกไปอย่างช้า ๆ ก่อนจากไปยังเหลือบมองเล่าเอี๋ยนด้วยสายตาแยบคาย
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว เล่าเอี๋ยนก็โค้งคำนับ
“ฝ่าบาท เล่าเจี้ยงบุตรชายของกระหม่อม มุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้ชาติตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อสี่ปีก่อนเดินทางไปเรียนกับนักปราชญ์เต้เหี้ยนที่เมืองปักไฮ บัดนี้กลับมาแล้ว และมีเรื่องสำคัญที่ต้องทูลต่อฝ่าพระบาทด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้ได้ยินก็ยิ่งไม่พอใจ ในใจคิดว่าทำไมเล่าเอี๋ยนถึงได้เรื่องมาขนาดนี้ ตัวเองพูดออกมาก็ได้นี่ น้ำเสียงนั้นเข้มงวดขึ้นมากแล้ว
“เจ้ากรมราชวงศ์เล่า เจ้าไม่เห็นหรือว่าเราเหนื่อย มีเรื่องอันใดก็รีบ ๆ พูดมา หากไม่มีก็รีบกลับไปซะ!”
เมื่อเล่าเอี๋ยนเห็นพระเจ้าเลนเต้พิโรธ ก็หมอบลงด้วยความตกใจ และวางมือทั้งสองซ้อนกันไว้ใต้หน้าผาก
“ฝ่าบาท หากไม่ใช่เรื่องการอยู่รอดของประเทศ กระหม่อมมิบังอาจรบกวนฝ่าบาท!”
“อะไรนะ! ความอยู่รอดของประเทศ? เจ้าพูดเหลวไหลอะไร!”
พระเจ้าเลนเต้ได้ยินยิ่งโกรธมากขึ้น จึงลุกขึ้นยืนชี้หน้าด่าเล่าเอี๋ยนทันที
“ฝ่าบาท กระหม่อมจะกล้าพูดไร้สาระได้อย่างไร โปรดฝ่าพระบาทให้ลูกชายกระหม่อมเข้าเฝ้าสักครั้งเถิด!”
เล่าเอี๋ยนในตอนนี้ตกใจจนเหงื่อไหลออกมาแล้ว หน้าผากของเขาแนบติดกับพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเลยแม้แต่น้อย
“ได้ เรียกเข้ามา แต่เราจะฟังเรื่องที่ไม่ดีก่อน! หากพูดอะไรไม่ออก เจ้าคงคิดได้ว่าผลตามมาจะเป็นอย่างไร!”
พระเจ้าเลนเต้เห็นเขาดื้อดึงเช่นนี้ ก็กังวลว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง จึงตอบตกลง ทว่าก็ยังมิวายเตือนเล่าเอี๋ยน
หลังจากเล่าเจี้ยงได้รับพระบัญญาของพระเจ้าเลนเต้ก็วิ่งไปข้างหน้า คุกเข่าลงต่อหน้าพระเจ้าเลนเต้ และก้มหัวคารวะ
“ข้าน้อยเล่าเจี้ยง ถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาทอายุยืนหมื่นปี …หมื่นหมื่นปี”
“โอ้?”
“อายุยืนหมื่นปี หมื่นหมื่นปี ไม่เลวเลย ฮ่า ๆ เจ้ากรมราชวงศ์เล่า เราชอบลูกชายของเจ้าคนนี้มาก ฮ่า ๆ ลุกขึ้นเถิด”
เล่าเจี้ยงคนหนุ่มช่างประจบสอพลอ ทำให้พระเจ้าเลนเต้ยิ้มได้ในทันที และไม่ได้ตำหนิเล่าเอี๋ยนอีก
เจ้ากรมราชวงศ์ก็โล่งใจ เขากลัวจริง ๆ ว่าพระเจ้าเลนเต้จะไม่ให้บุตรชายของเขาเข้าพบ และโดนสั่งลงโทษเปล่า ๆ
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองไปที่ฝ่าบาท
พระเจ้าเลนเต้ผู้นี้รูปร่างอ้วนท้วม หน้ามันเยิ้ม เอนตัวอยู่บนตั่งนุ่ม มองจากภายนอกบ่งบอกได้ว่าเป็นชายไร้ค่า ไม่มีรัศมีในการเป็นโอรสสวรรค์เลยแม้แต่น้อย
หากอยู่ในศตวรรษที่ 21 ก็เป็นไอ้กระจอกอย่างแท้จริง ทว่าตอนนี้กลับเป็นโอรสสวรรค์ที่สามารถตัดสินความเป็นความตายของทุกคนได้ด้วยคำพูดเดียว
“ข้าน้อยขอให้ฝ่าบาทมีอายุยืนยาวหมื่นปี… หมื่นหมื่นปี ราชวงศ์ฮั่นของข้าจะได้มีอายุยืนยาวหมื่นปี… หมื่นหมื่นปีเช่นกัน”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นแล้วโค้งคำนับอีกครั้ง พระเจ้าเลนเต้สนุกกับนักประจับประแจงน้อยคนนี้อย่างมาก จนลืมไปว่าอีกฝ่ายมีเรื่องจะทูล เอาแต่ยุ่งอยู่กับการหัวเราะ
“แต่ตอนนี้มีคนต้องการทำลายราชวงศ์ฮั่นที่มีรากฐานอายุหลายศตวรรษของข้า”
เล่าเจี้ยงเองไม่สนใจพระเจ้าเลนเต้ที่หัวเราะลั่น พลันโยนคำถามออกมา
“ว่าอย่างไรนะ?”
“ใครมันบังอาจเช่นนี้!”
ครั้นพระเจ้าเลนเต้ได้ยินคำพูดนี้ก็หยุดหัวเราะ และเปลี่ยนมาเป็นโกรธจัดทันที
“ฝ่าบาททรงทราบลัทธิโพกผ้าเหลืองหรือไม่?”
พระเจ้าเลนเต้ขมวดคิ้วมุ่นพลางส่ายหัว เขาสนใจแต่การเสวยสุขทุกวัน จะรู้เรื่องลัทธิโพกผ้าเหลืองอะไรนั้นได้อย่างไร?
เล่าเจี้ยงกล่าว “ลัทธิโพกผ้าเหลืองก่อตั้งโดยเตียวก๊ก คนผู้นี้เก่งในการล่อลวงผู้คน อ้างว่าเสกน้ำมนต์ช่วยผู้คน สวมรอยว่าเป็นการรักษาโรค”
“อันดับแรกถามคนป่วยก่อนว่าทำอะไรผิดพลาดมาหรือไม่ จากนั้นก็ทำให้เขาสำนึกผิด แล้วกลับตัวด้วยใจจริง”
“หากเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ย่อมหายได้โดยไม่ต้องรักษา แค่ดื่มน้ำมนต์นี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว”
“ทว่าหากเป็นคนป่วยหนัก ดื่มน้ำนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ ย่อมตายเป็นธรรมดา แล้วเตียวก๊กก็จะบอกว่าคนผู้นี้ไม่ได้กลับใจด้วยใจจริง”
“หลังจากผ่านการทำเช่นนี้มาหลายปี จำนวนผู้ศรัทธาก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายแสนคน ครอบคลุมไปทั่วทุกเมืองทุกแคว้น”
พระเจ้าเลนเต้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย กระนั้นก็ยังคงไม่สนพระทัย ราชวงศ์ฮั่นมีประชากรมากกว่าห้าพันล้านคน ดังนั้นแค่คนไม่กี่ล้านคนจะทำอะไรได้
“ไม่เพียงเท่านี้ เตียวก๊กได้รวมพลจากแคว้นเกงจิ๋ว แคว้นเอียงจิ๋วเดินทางไปยังแคว้นกิจิ๋วเพื่อเตรียมพร้อมก่อกบฏ ที่เมืองลกเอี๋ยงเองก็มีไส้ศึกเช่นกัน!”
“อะไรนะ!” พระเจ้าเลนเต้ได้ยินคำว่าก่อกบฏก็ลุกขึ้นยืนทันที น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือไส้ศึก?”
เขาสามารถเพิกเฉยต่อผู้ติดตามนับแสนคนได้ ทว่ามิอาจเพิกเฉยต่อการกบฏของคนหลายแสนคนได้ คิดว่าตอนนี้ลกเอี๋ยงมีทหารม้ากี่คนกัน?
“กระหม่อมกลับมาจากปักไฮจึงได้รู้เข้าระหว่างทาง”
เล่าเจี้ยงมองพระเจ้าเลนเต้ที่ตื่นตระหนกพร้อมกล่าว “ไส้ศึกมีนามว่าม้าอ้วนยี่ เป็นศิษย์น้องของเตียวก๊ก”
พระเจ้าเลนเต้มองเล่าเจี้ยงด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะตรัสว่า “เหตุใดไม่รายงานให้เร็วกว่านี้?”
ฝ่ายเด็กหนุ่มเองก็ตกใจเช่นกัน จึงเอ่ยพลางคุกเข่าลง
“ฝ่าบาท หาใช่กระหม่อมไม่รายงาน แต่เรื่องนี้มีขุนนางพัวพันอยู่มาก แม้กระทั่งผู้ใกล้ชิดของฝ่าบาทก็มีส่วนร่วมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้าให้เล่าเจี้ยงลุกขึ้น จากนั้นก็เรียกขันทีเตียวเหยียงเข้ามา
“อาวุโสเหยียง รีบแจ้งนายอำเภอลกเอี๋ยง จับกุมม้าอ้วนยี่ สอบปากคำอย่างเคร่งครัด และถามเรื่องเกี่ยวกับลัทธิโพกผ้าเหลืองมาให้ได้!”
พระเจ้าเลนเต้ดำริอยู่พักหนึ่ง แล้วตรัสเสริมอีกประโยคหนึ่ง
“เรื่องนี้เจ้าไปทำด้วยตัวเอง ห้ามไว้ใจผู้อื่นเด็ดขาด!”
“รับบัญชา” เตียวเหยียงเห็นพระเจ้าเลนเต้กังวลเช่นนี้ก็ไม่กล้าชักช้า รีบก้าวออกไปทันที
“ฝ่าบาท กระหม่อมฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก มีใจอุทิศตนเพื่อรับใช้ฝ่าบาทมาโดยตลอด หากลัทธิโพกผ้าเหลืองก่อเรื่องขึ้น กระหม่อมยินดียกทัพไปปราบพวกมัน!”
เมื่อเห็นว่าเวลาพอเหมาะแล้ว เล่าเจี้ยงก็เสนอตัวเอง
พระเจ้าเลนเต้มองคนหนุ่มพร้อมพยักหน้า แต่ไม่ได้ตอบอะไร แค่หัวเราะออกมา
“สมกับเป็นลูกหลานพระเจ้าฮั่นเกาจู่ ขุนนางน้ำดีของราชวงศ์ฮั่นข้า พวกเจ้ากลับไปก่อนเถิด เมื่อสืบได้ความชัดเจนแล้ว ย่อมมีการตบรางวัลให้อย่างงาม”
เดิมทีเล่าเจี้ยงคิดว่าด้วยความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จะต้องรับความปรารถนาของเขาอย่างแน่นอน แต่ไม่คิดเลยว่าพระเจ้าเลนเต้จะปฏิเสธตรง ๆ
เล่าเอี๋ยนเห็นบุตรชายยังคงขอคำสั่ง จึงรีบไปขวางไว้ หลังจากกล่าวอำลาพระเจ้าเลนเต้เสร็จก็พาเล่าเจี้ยงออกไป