พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 27 ได้ตำแหน่งสมดังใจหวัง
บทที่ 27 ได้ตำแหน่งสมดังใจหวัง
ณ จวนหลัก
เล่าเอี๋ยนกับเล่าเจี้ยงกำลังนั่งอยู่ในห้องหนังสือ
“เจี้ยงเอ๋อร์ บัดนี้ฝ่าบาทนับถือโฮจิ๋น*[1] ในฐานะแม่ทัพใหญ่ นับถือฮองฮูสง*[2] จูฮี*[3] และโลติด*[4] ในฐานะแม่ทัพแห่งสำนักพระราชวัง ซึ่งต่างก็นำกองทัพออกไปต่อสู้กับกลุ่มกบฏ”
เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะ และเอ่ยดูแคลน
“ฝ่าบาทช่างป่วยขั้นวิกฤตเลยไปหาหมอมั่วจริง ๆ โฮจิ๋นเป็นคนขายเนื้อ ไร้ศีลธรรม จะเป็นแม่ทัพใหญ่ได้อย่างไร?”
เล่าเอี๋ยนนึกถึงโฮจิ๋นซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ ก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง
“โฮจิ๋นไร้พรสวรรค์ก็จริง แต่โชคดีที่ฮองฮูสงกับคนอื่นๆ ยังเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงในโลก จึงสามารถต้านกบฏโพกผ้าเหลืองได้”
“ฮองฮูสงกับคนอื่น ๆ เป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงจริง ทว่าทหารของเมืองตะวันตกไม่ได้อยู่ในสนามรบมานานแล้ว ทั้งยังมีจำนวนคนน้อย แม้กบฏโพกผ้าเหลืองจะเป็นกลุ่มชน กระนั้นก็มีจำนวนคนนับหลายแสน จะเอาชนะฝูงชนด้วยคนเพียงไม่กี่คนได้อย่างไร?”
เล่าเจี้ยงรู้ว่าพวกทหารทัพก่อนหน้านี้พ่ายแพ้กันมาอย่างต่อเนื่อง จูฮีถึงขั้นถูกซัดจนพ่ายแพ้!
“ท่านพ่อ ตอนนี้ต้องไปเฝ้าฝ่าบาทอีกครั้ง”
เล่าเอี๋ยนก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว เขาจึงพาลูกชายไปพระราชวังอีกครั้ง
ภายในห้องโถงด้านข้างของราชสำนัก พระเจ้าเลนเต้งีบหลับไปครู่หนึ่ง หลังจากจัดการเรื่องกบฏเสร็จ ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
เมื่อคืน เขาอ่านรายงานความล้มเหลวในแต่ละพื้นที่จนไม่ได้นอนทั้งคืน เมื่อไม่มีอะไรทำ พระเจ้าเลนเต้จึงอยากไปเสวยสุขที่สวนตะวันตกเสียหน่อย
“ทูลฝ่าบาท เจ้ากรมราชวงศ์เล่าขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้พลันนึกขึ้นมาได้ เล่าเจี้ยงเป็นคนเปิดเผยการก่อกบฏของลัทธิโพกผ้าเหลือง และตัวเองยังไม่ได้บำเหน็จรางวัลให้เลย
“เข้ามาได้”
เขาจึงทำได้เพียงวางก้นที่เพิ่งยกขึ้นลง แล้วพบขุนนางทำคุณผู้นี้
หลังจากที่สองพ่อลูกเล่าเอี๋ยนเข้าไปในตำหนักแล้ว ก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที และตะโกนอวยพร
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาทมีอายุหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นหมื่นปี”
เล่าเอี๋ยนทำตามลูกชายตัวเอง ประจบประแจงฝ่าบาทด้วย
ซึ่งการประจบประแจงนี้ก็เข้าประเด็น พระเจ้าเลนเต้รู้สึกว่าจังหวะช่างพอเหมาะพอดี ดวงตาหรี่ลงจนกลายเป็นเส้นขีด
“ขุนนางเล่าลุกขึ้นได้”
“เรื่องนิกายลัทธิโพกผ้าเหลืองนี้ต้องขอบคุณหลานมาก หากไม่มีหลาน ราชวงศ์ฮั่นคงตกอยู่ในอันตราย!”
เล่าเจี้ยงไม่กล้าภูมิใจกับความสำเร็จ แต่กลับถ่อมตัวนอบน้อม
“นี่เป็นเรื่องที่ลูกหลานตระกูลเล่าต้องรับผิดชอบ”
พระเจ้าเลนเต้ชอบเล่าเจี้ยงผู้ถ่อมตัวอย่างมาก จึงไม่ตบรางวัลให้เขาทันที แต่กลับถามอีกฝ่าย
“อืม”
“ว่ามาสิ อยากได้รางวัลอะไร”
บุรุษผู้นี้เป็นถึงโอรสแห่งสวรรค์ แต่กลับรักเงินทองมาก เขาซื้อขายยศขุนนางเป็นการส่วนตัวในสวนตะวันตกของราชวัง ทั้งยังมีการเปิดประมูล ใครเสนอราคาสูง ก็จะได้เป็นขุนนาง
ต่อมาเริ่มรุนแรงขึ้น ผู้ที่ได้เป็นขุนนางต้องเสียค่าธรรมเนียมหนึ่งในสามส่วน พวกขุนนางจำนวนมากไม่สามารถจ่าย ‘ค่าธรรมเนียม’ ที่สูงเช่นนี้ได้ จึงได้แต่ลาออกจากตำแหน่งไป
พระเจ้าเลนเต้เกลียดเวลาคนอื่นมาขอเงินจากเขามาก ก่อนหน้านี้ฮองฮูสงก็ให้เขาใช้เงินส่วนตัวเพื่อตอบแทนทหาร ซึ่งทำให้ชายเจ้าเนื้อไม่พอใจอย่างมาก
เล่าเจี้ยงไม่สามารถเดาความในใจของฝ่าบาทได้ แต่เขาจะไม่ขอรางวัลเป็นเงินทองแน่นอน
“กระหม่อมในฐานะลูกหลานตระกูลเล่า ไม่อาจทนให้ราชวงศ์ฮั่นถูกผู้อื่นทำลายได้ และจะทูลขอออกรบเคียงข้างฝ่าบาท”
พระเจ้าเลนเต้ได้ยินว่าเล่าเจี้ยงไม่ต้องการเงินก็รู้สึกโล่งใจ ทว่าการนำทัพไม่ใช่การละเล่นของเด็ก และไม่สามารถตกลงตามใจชอบได้
“หลานชาย เราดีใจมากที่เจ้ามีหัวใจเช่นนี้! ทว่าเจ้ายังเด็ก และสนามรบก็อันตรายอย่างยิ่ง ไม่ไปจะเป็นการดีกว่า!”
พระเจ้าเลนเต้เอ่ยด้วยความจริงใจ ถึงอย่างไรเล่าเจี้ยงก็ทำประโยชน์ให้เขาอย่างมาก หากปล่อยให้อีกฝ่ายไปที่สนามรบ แล้วตายขึ้นมาจะทำอย่างไร!
“ฝ่าบาท! ข้าร่ำเรียนตำราฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ทุกทิวาราตรีคิดแต่ต้องการจะรับใช้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”
“บัดนี้ที่กบฏโจรโพกผ้าเหลืองสร้างความโกลาหลทั่วแผ่นดิน ดุจวางยาพิษให้กับราชวงศ์ฮั่น กระหม่อมจะนั่งอยู่เฉยที่ลกเอี๋ยงได้อย่างไร!”
“หากฝ่าบาทไม่เห็นด้วย กระหม่อมก็จะเดินทางไปเอง! และสู้จนตัวตายกับกบฏโจรโพกผ้าเหลือง!”
เมื่อเห็นดวงตาแน่วแน่ของเล่าเจี้ยง พระเจ้าเลนเต้ก็เยาะเย้ยอยู่ในใจ
ได้! ถ้าเจ้าอยากตายเราก็จะไม่ห้าม ถึงอย่างไรการแต่งตั้งตำแหน่งทหารคนหนึ่งก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
“เช่นนั้น เราจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการปราบโจร ไปหาแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น แล้วนำกองกำลังทหารไปยังเมืองเอ่งช้วน ช่วยพวกฮองฮูสงปราบโจร!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมจะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง”
เล่าเจี้ยงดีใจอย่างมาก ในที่สุดก็ได้สมดังใจหวัง!
แม้ผู้บัญชาการปราบโจรจะเป็นแแค่ผู้บัญชาการระดับรอง ซึ่งมีอำนาจน้อยกว่าผู้บัญชาการอย่างเป็นทางการมาก แต่เล่าเจี้ยงก็ถือได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่อย่างเต็มตัวแล้ว
เมื่อเห็นสองพ่อลูกเล่าเอี๋ยนจากไปแล้ว พระเจ้าเลนเต้ก็อดส่ายหน้าไม่ได้
เขารู้สึกว่าเล่าเจี้ยงใจร้อนเกินไป เมื่อเข้าสู่สนามรบ จะต้องเสียใจภายหลังแน่นอน
หลังออกจากวังมา เล่าเจี้ยงแทบรอไปที่จวนแม่ทัพใหญ่ เพื่อขอทหารม้าจากโฮจิ๋นไม่ไหว
“ท่านพ่อ ขวางข้าไว้ด้วยเหตุใด”
เห็นบิดาขัดขวางตัวเองไว้ เล่าเจี้ยงก็ข้องใจยิ่งนัก
“เหตุใดเจ้าถึงใจร้อนเช่นนี้! ทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง ทำเรื่องใหญ่จะต้องระงับอารมณ์ตัวเองให้ได้!”
“แม้ฝ่าบาทจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการ แต่ก็ต้องผ่านการลงนามจากราชเลขาธิการ อย่างเร็วที่สุดก็คือวันพรุ่งนี้”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” หนุ่มน้อยชะงักงัน
เห็นท่าทางอับอายของเล่าเจี้ยง เล่าเอี๋ยนก็สั่งสอนต่อ
“เมื่อเจ้าไปที่จวนท่านแม่ทัพใหญ่ ก็ห้ามไปมือเปล่า โฮจิ๋นมีพื้นเพเป็นคนขายเนื้อ ต้องเป็นคนโลภหวังผลกำไรแน่”
“ท่านพ่ออาจพูดถูก”
ทั้งสองคนเดินตรงกลับไปที่จวน และเล่าเจี้ยงก็เรียกพวกฮองตงเข้าพบ
“ฮั่นเซิง จืออี้ เอ้อร์ไหล ข้ามีเรื่องสำคัญจะพูด!”
แค่ทั้งสามคนมองเล่าเจี้ยงก็เห็นความตื่นเต้นถูกเขียนไว้เต็มหน้าแล้ว น้ำเสียงคุณชายก็ระริกระรี้มากเช่นกัน
พวกฮองตงอยากรู้นักว่าอะไรทำให้อีกฝ่ายมีความสุขขนาดนี้
“คุณชายมีเรื่องน่ายินดีอะไรหรือขอรับ?”
“ฝ่าบาททรงแต่งตั้งให้ข้าเป็นผู้บัญชาการปราบโจร! และนำกองกำลังทหารไปปราบกลุ่มกบฏลัทธิโพกผ้าเหลืองที่เมืองเอ่งช้วน”
“ขอแสดงความยินดีกับคุณชายด้วย!”
เล่าเจี้ยงสามารถนำทัพออกรบได้ นั่นหมายความว่าพวกเขามีโอกาสที่จะออกรบด้วย ช่างเหมือนโอกาสมากองอยู่ตรงหน้าเสียจริง!
เมื่อมองแม่ทัพกล้าหาญทั้งสามคน เล่าเจี้ยงก็รู้ว่าถึงเวลาสำแดงไพ่ในมือแล้ว!
“กำลังแค่ข้าเพียงคนเดียวมีจำกัด ทุกคนกล้าหาญและเก่งในการต่อสู้ จะยินดีไปช่วยข้าหรือไม่?”
พวกฮองตงมองหน้ากัน จากนั้นก็พยักหน้าให้กัน และก็คุกเข่าลงคำนับแก่เล่าเจี้ยง
“เมื่อเจ้านายไม่ละทิ้ง ข้าจะทำงานอย่างเต็มที่!”
หลังจากยอมรับเจ้านายแล้ว พวกฮองตงก็คือคนใต้บังคับบัญชาของเล่าเจี้ยง วันหน้าจะเชื่อฟังแค่คำสั่งของเล่าเจี้ยงเท่านั้น
“ได้ ได้ ได้ วันนี้เป็นวันที่มีความสุขสองเท่าจริงๆ!”
เล่าเจี้ยงยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ “พวกเจ้าสามคนจะเป็นผู้บังคับบัญชาทหารประจำกองทัพภายใต้บัญชาของข้า ตอนนี้มีทหารม้าสองพันนาย จืออี้กับเอ้อร์ไหลนำทัพคนละเจ็ดร้อยนาย ฮั่นเซิงนำหกร้อยนาย และพลเกาทัณฑ์หนึ่งร้อยคนที่อยู่ในจวนนี้”
“พรุ่งนี้หลังจากที่ข้าไปเยี่ยมเยือนท่านแม่ทัพใหญ่แล้ว จะไปเกณฑ์ทหารที่สนามฝึก!”
“รับทราบ!”
ทุกคนต่างตื่นเต้นกันอย่างมาก วันนี้ที่รอคอยของพวกเขามาถึงแล้ว!
[1] โฮจิ๋น บัญชาการกองทัพทหารและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในช่วงยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของจีน เกิดในครอบครัวคนขายเนื้อในเมืองหนานหยาง น้องสาวต่างมารดาที่อยู่ในวัยดรุณีก็ได้เข้าไปในพระราชวัง และในไม่ช้าก็กลายเป็นหนึ่งในสนมคนโปรด ครั้นนางได้ตำแหน่งเป็นพระจักรพรรดินีเหอ ตำแหน่งของเขาก็ทะยานอย่างรวดเร็ว ซึ่งความขัดแย้งระหว่างเหอจิ้นกับกลุ่มขันทีผู้มีอิทธิพลได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น กลุ่มขันทีได้ล่อลวงให้โฮจิ๋นเข้าไปยังกับดักในพระราชวังและลอบสังหารเขา
[2] ฮองฮูสง หนึ่งในสามผู้บังคับบัญชาของราชสำนักในการปราบกบฏโพกผ้าเหลือง เขาเป็นที่รู้กันว่าเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัวและใจกว้าง ให้ความดีความชอบส่วนใหญ่ของตนเองในการปราบปรามการกบฏกับจูฮี และเป็นผู้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้โลติด ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยมิชอบ
[3] จูฮี เป็นแม่ทัพแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก หนึ่งในสามแม่ทัพใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง หลังเสร็จศึกปราบโจรโพกผ้าเหลืองก็ได้รับการปูนบำเหน็จให้เป็นเจ้าเมืองโห้หลำ ต่อมาเหล่าสิบขันทีก็เรียกให้เขาจ่ายสินบนแต่จูฮีปฏิเสธ ทำให้เหล่าสิบขันทีปลดเขาออกจากตำแหน่ง
[4] โลติด เดิมเป็นอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้ เคยสอนวิชาให้กับเล่าปี่และกองซุนจ้านในวัยหนุ่ม ต่อมาได้รับราชการในราชสำนักฮั่น ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ให้ไปปราบโจรโพกผ้าเหลืองที่เมืองกงจ๋ง ต่อมา ขันทีจูฮงได้มาขอสินบนจากโลติด แต่โลติดไม่ให้ ขันทีขุ่นเคืองจึงไปเป่าหูพระเจ้าเลนเต้ว่าเขาไม่เอาใจใส่ในการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง โลติดจึงถูกคุมขัง แล้วให้ตั๋งโต๊ะทำหน้าที่แม่ทัพแทนโลติด