พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 267 แม่ทัพใหญ่ ท่านกำลังล้อเล่นใช่ไหม
บทที่ 267 แม่ทัพใหญ่ ท่านกำลังล้อเล่นใช่ไหม
บทที่ 267 แม่ทัพใหญ่ ท่านกำลังล้อเล่นใช่ไหม?
เวลาสามวันติดต่อกัน เล่าเจี้ยงไม่ก้าวเท้าออกจากจวนแม่ทัพหลังไปไหนเลยสักก้าว อยู่กับฮูหยินของตัวเองตลอดเวลา เพื่อชดเชยวันคืนที่เสียไปในช่วงสามปี
น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดี ๆ อยู่ได้ไม่นาน เช้าตรู่วันที่สี่มีข่าวออกมาจากวัง ให้ขุนนางทุกคนมารวมตัวกันที่พระราชวังฉางเล่อ และเริ่มการเบิกท้องพระโรงที่ขาดช่วงขึ้นมานานอีกครั้ง
แม่ทัพหลังไม่กล้ารอช้า เขารู้ถึงความสำคัญอันใหญ่หลวงของการประชุมครั้งนี้ จึงมาถึงนอกพระราชวังก่อนเวลานานแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้พบบิดาอย่างเล่าเอี๋ยนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายปี
“ท่านพ่อ!”
ลูกชายละอายใจ เขาอยู่กับฮูหยินสองคนตลอดทั้งวัน ไม่ออกจากจวนจนลืมไปทักทายบิดาของตัวเอง
“เจี้ยงเอ๋อร์ พ่อได้ยินว่าเจ้ากลับมาที่ลกเอี๋ยงเมื่อสามวันก่อนแล้ว เหตุใดถึงไม่เห็นเงาเจ้าเลย?”
เล่าเจี้ยงได้ยินคำถามจากเล่าเอี๋ยนก็ยิ่งอับอายอย่างหาที่สุดมิได้
“ท่านพ่อโปรดอภัยให้ด้วย ลูกยุ่งอยู่กับการทหาร เดิมคิดว่าอีกสองสามวันจะไปเยี่ยมท่านพ่อ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะเจอกันนอกพระราชวัง”
ตีเล่าเจี้ยงให้ตายอย่างไรก็บอกว่าตัวเองแนบชิดสองฮูหยินงามจนลืมบิดาไม่ได้หรอก จึงทำได้แค่ใช้เรื่องนี้เป็นข้อแก้ตัวเท่านั้น
โชคดีที่เขาเป็นขุนพลแห่งต้าฮั่น ในสายตาคนนอกแล้ว แม่ทัพหลังเป็นคนมีงานรัดตัวคนหนึ่งจริง ๆ เพราะเมื่อดูจากงานควบคุมไพร่พลมากมายแล้ว นี่เป็นเหตุผลที่ดีจริง ๆ จนเล่าเอี๋ยนเองหาได้แคลงใจอะไร
“เอาเถิด ลูกข้าทำงานหนัก ในฐานะพ่อย่อมเข้าใจ ทว่าเจ้าต้องดูแลตัวเองด้วย”
คำว่าดูแลตัวเองเดิมทีเป็นคำปลอบโยนที่ดีมาก แต่พอมาถึงหูเล่าเจี้ยงแล้ว คำนี้ฟังดูน่ากลัวพิกลนัก หากคนพูดไม่ใช่บิดา คงแปลความได้ว่า ‘ข้าจ้องเล่นงานเจ้าอยู่’
“ขอรับ ท่านพ่อก็ด้วย แล้วท่านแม่เล่า? ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
เล่าเอี๋ยนพยักหน้าดด้วยรอยยิ้ม บอกเป็นนัยให้ลูกชายวางใจ
“เรื่องทางบ้านเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ต้าฮั่นระส่ำระสาย ภาระบนตัวเจ้าไม่เบาเลย”
“ขอรับ ลูกจะจดจำคำสอนของท่านพ่อไว้”
ท่าทางของเล่าเจี้ยงดูเคร่งขรึม ยิ่งนานวัน ยิ่งรู้สึกเหินห่างกับบิดาอย่างเล่าเอี๋ยนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตั้งแต่เขาได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพหลัง และย้ายเข้าไปอยู่ในจวนของตัวเอง อาจกล่าวได้ว่าตนเริ่มเหินห่างจากบิดามารดาและพี่น้องมากขึ้นเรื่อย ๆ
ครั้นนึกถึงบิดาจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋วในไม่ช้า ตัวเองที่เป็นเจ้าเมืองฮั่นต๋งไม่รู้ว่าจะขัดแย้งกับบิดาตัวเองเเพราะคำสั่งทางการเมืองหรือเรื่องอื่น ๆ หรือไม่ เล่าเจี้ยงหนักใจอย่างอธิบายไม่ถูก
หวังว่าจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์เดิม ให้ตนได้สืบทอดเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋วได้อย่างราบรื่น ทว่าเล่าเจี้ยงก็รู้ว่านี่แทบจะเป็นความคิดเพ้อฝัน
ในประวัติศาสตร์เป็นเพราะไม่มีตัวแปรอย่างแม่ทัพหลังเล่าเจี้ยง พี่ใหญ่ พี่รองถึงตายอยู่เมืองเตียงอันในช่วงโกลาหล แต่ทุกวันนี้ เล่าเจี้ยงเตรียมกำลังรบอยู่ในฮั่นต๋ง ใครจะกล้าล่วงเกินดาวหายนะผู้นี้ง่าย ๆ ได้?
ยิ่งไปกว่านั้น หากเล่าเจี้ยงได้สืบทอดเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋วต่อ นั่นไม่เป็นการหาเรื่องให้ตัวเองอยู่ไม่สุขหรอกหรือ? ไม่ว่าใครมีอำนาจอยู่ในมือ จะเข้าใจความจริงข้อนี้ชัดเจน “เจี้ยงเอ๋อร์ พ่อมีความเห็นหนึ่งอยากจะปรึกษากับเจ้าเสียหน่อย”
เล่าเอี๋ยนเอ่ยขัดความคิดลูกชายทันควัน อีกฝ่ายรีบกุมมือถามทันที
“ท่านพ่อเชิญกล่าวมาได้เลย”
“พ่อเตรียมจะ…”
ขณะที่กำลังจะพูด ขุนนางหลายคนก็เข้ามาทักทายเล่าเอี๋ยนและลูกชายอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีคนมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ช่างเถิด เรื่องนี้เอาไว้ก่อน”
เล่าเอี๋ยนรู้สึกมากคนก็มากความ จึงไม่ได้พูดต่อ ก่อนหมุนตัวเดินไปหาพูดคุยกับสหายคนสนิท
เนื่องจากเล่าเจี้ยงไม่ได้อยู่ในราชสำนักมานาน ทั้งยังอายุน้อย จึงไม่มีใครเป็นฝ่ายมาพูดคุยก่อน และยิ่งไม่มีขุนนางใหญ่คนไหนเห็นแม่ทัพหลังเป็นเพื่อนได้ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงกระจายตัวอยู่กันเป็นหย่อม ๆ มีเพียงเล่าเจี้ยงที่ยืนอยู่คนเดียว
แต่เจ้าตัวไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย ไม่มีขุนนางอายุน้อย เขาก็คร้านจะสนใจเฒ่าหัวโบราณเหล่านี้ จึงหลับตาพักสมองอยู่ลำพัง
“แม่ทัพหลังฝึกจิตใจอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ข้าอิจฉายิ่งนัก”
เล่าเจี้ยงสะดุ้ง ในใจยินดีนัก ยังมีคนอยากเข้าใกล้เขาจริง ๆ ด้วย! จึงรีบลืมตามอง
แต่กลับเป็นมหาราชครูอ้วนหงุย…
“ใต้เท้าอ้วน สบายดีหรือไม่”
เห็นเล่าเจี้ยงกุมมือคำนับตัวเอง อ้วนหงุยเองก็เคารพกลับเช่นกัน
“ขอบคุณแม่ทัพหลังที่ถาม ข้านับว่าไม่ดีไม่ร้าย ได้ยินมาว่าแม่ทัพหลังปกครองเมืองฮั่นต๋งได้ดี ช่างสมเป็นเด็กหนุ่มอัจฉริยะของต้าฮั่นเราจริง ๆ”
คำชมของอ้วนหงุยไม่ได้ทำให้แม่ทัพหลังมีความสุข แต่กลับกระตุ้นให้หนาวสันหลังมากขึ้น
นับตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่มีสักครั้งเลยที่เจ้าเฒ่าผู้นี้ไม่เอาเล่าเจี้ยงมาเป็นเครื่องมือหลอกใช้ จะคุยกันต้องระแวดระวังภัยยิ่งนัก
ยิ่งพูดมากก็พลาดมาก ยิ่งพูดน้อยก็พลาดน้อย แม่ทัพหลังได้ตัดสินใจแล้วว่าจะประหยัดวาจา จะได้ไม่ตายเพราะปาก
“ฮ่า ๆ ใต้เท้าอ้วนสุภาพเกินไปแล้ว”
แม่ทัพหลังไม่มีพูดมากไปกว่านี้หรอกนะ! ทว่าก็ไม่ได้หยาบคายแต่อย่างใด นี่ทำให้อ้วนหงุยรู้สึกไม่สบายใจราวกับโดนปฏิเสธ
“ไม่กี่ปีมานี้แม่ทัพหลังเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ”
อ้วนหงุยยังไม่ยอมแพ้ เมินเฉยท่าทีไม่เต็มใจของเล่าเจี้ยง แล้วยังคงหน้าด้านชวนคุยต่อ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
คราวนี้ยิ่งน้อยลง เหลือแค่หัวเราะเป็นมารยาท เล่าเจี้ยงไม่ให้โอกาสมหาราชครูอ้วนมีโอกาสพูดต่อไปอีก
จู่ ๆ บรรยากาศอึดอัดขึ้นทันใด แม้แต่อากาศก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายอึดอัด
“ขุนนางทุกท่านเข้าท้องพระโรง”
โชคดีเสียงแหลมเล็กของขันทีดังเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ที่น่าอึดอัด เล่าเจี้ยงยิ้มให้มหาราชครูอ้วนบาง ๆ ก่อนเดินเข้าท้องพระโรงไป
อ้วนหงุยมองเป้าหมายจากไปด้วยไฟที่ลุกสุมอยู่ในแววตา ทว่าไม่นานก็สงบลง และเดินเข้าไปท้องพระโรงเช่นกัน
เมื่อเห็นฮ่องเต้ประทับบนบัลลังก์ ขุนนางทุกคนก็คุกเข่าถวายบังคมพร้อมเพรียงกัน จากนั้นก็ไปยืนอยู่ทั้งสองข้างพระที่นั่ง
พระเจ้าเลนเต้น่าจะไม่ได้ตื่นเช้าขนาดนี้มานานจึงดูเหนื่อยมากเป็นพิเศษ เขาหาวตั้งแต่ยังมาไม่ถึงท้องพระโรง
“ขุนนางทุกท่าน ไม่นานมานี้เรามีสุขภาพไม่สู้ดี จึงหยุดว่าราชกิจยามเช้าไปหลายวัน ตอนนี้อาการเราดีขึ้นแล้ว จึงไม่กล้ารอช้าเรื่องราชสำนักอีก”
หยุดพักไปหลายวัน? เล่าเจี้ยงและขุนนางทุกคนอดอุทานในใจไม่ได้ พูดง่ายขนาดนี้เลยรึ? ท่านหยุดจนหลายคนคิดไปว่าหากตัวเองมีเหตุให้ต้องตายเร็ว ๆ นี้ คงได้พบพระเจ้าเลนเต้ที่โลกฝั่งนั้นแล้ว
“เพื่อรับมือกับความวุ่นวายในใต้หล้าตอนนี้ เราจึงก่อตั้งกองทัพอุทยานประจิมขึ้นมาเป็นพิเศษ ตามที่เราคาดไว้ ม้าเซี่ยงแห่งเอ๊กจิ๋วได้ก่อกบฏภายใต้ธงโพกผ้าเหลืองอีกครั้งแล้ว”
พวกขุนนางต่างเบิกตาอ้าปากกว้าง พวกเขาไม่รู้เรื่องม้าเซี่ยงก่อกบฏเลย พากันกุมมือสรรเสริญพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งนัก”
“ฮ่า ๆ นี่คือสิ่งที่เราควรรู้”
พระเจ้าเลนเต้ยากจะอารมณ์ดี แต่บัดนี้บนใบหน้าปรากฏสีเลือดฝาด
โฮจิ๋นก้าวออกมา ถวายโองการฝ่าบาท
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่เคยได้ยินว่ามีคนก่อกบฏในเอ๊กจิ๋ว ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
ในฐานะแม่ทัพใหญ่ ผู้นำกองกำลังทหารในใต้หล้า โฮจิ๋นไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการก่อกบฏในเอ๊กจิ๋ว แล้วฮ่องเต้รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
“ย่อมเป็นแม่ทัพหลังนำข่าวมาให้เราน่ะสิ”
คล้ายกับฝ่าบาทเดาได้ว่าโฮจิ๋นจะออกมาถาม จึงชี้ไปที่ราชบุตรเขยอย่างสบายอารมณ์
โฮจิ๋นหงุดหงิดทันใด ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเจ้าบ้าเล่าเจี้ยงนี่อีกแล้ว เจอเจ้าหนุ่มนี่แล้วไม่เจอเรื่องดี ๆ เลยจริง ๆ
“แม่ทัพหลัง เจ้าแน่ใจกับข่าวนี้จริงหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงปวดตับ แค่หาข้ออ้างมาสักอย่างหนึ่ง ไม่คิดเลยว่าพระเจ้าเลนเต้จะเอามาใช้ประโยชน์ต่อ โฮจิ๋นนี่ก็ไม่จบไม่สิ้น เขาจะแน่ใจได้อย่างไร หากม้าเซี่ยงยังไม่เริ่มกบฏจะทำอย่างไร
ทว่าถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องกัดฟันยอมรับ
“ใช่ ม้าเซี่ยงก่อกบฏในเมืองกิมก๊ก และตอนนี้กำลังต่อสู้อยู่กับขับเคียมผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋ว”
“ข้าที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ยังไม่รู้ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร!?”
โฮจิ๋นโกรธมาก จึงโพล่งถามออกมา ทว่าหลังพูดจบเขาก็นึกเสียใจ
“ฮ่า ๆ แม่ทัพใหญ่ท่านล้อเล่นแล้วกระมัง”