พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 269 ห้าร้อยต่อสามพัน
บทที่ 269 ห้าร้อยต่อสามพัน
วันนี้โฮจิ๋นทำตัวผิดแปลกไปจากปกติ เขาปฏิเสธข้อเสนอของพระเจ้าเลนเต้อย่างหนักแน่น ซึ่งเกินความคาดหมายของทุกคนอย่างมาก
เนื่องจากโฮจิ๋นมีพื้นเพเป็นคนฆ่าสัตว์ หลายปีมานี้ได้อาศัยความโปรดปรานของฮองเฮาโฮ น้องสาวของเขาในการขึ้นสู่อำนาจ เมื่อมองผิวเผินเหล่าชนชั้นสูงขุนนางเก่าแก่นั้นเคารพเขาอย่างยิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครเลยที่เคารพนบนอบเขา
โฮจิ๋นเองก็รู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นเขาจึงจำคำพูดเยาะเย้ยถากถางของคนพวกนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุด และไม่อาจอดทนยามคนนอกชี้นิ้วมาที่เขามากที่สุด
เล่าเจี้ยงเรียกได้ว่าได้ศึกษาแม่ทัพใหญ่ผู้นี้อย่างละเอียด เมื่อสามปีที่แล้ว แม้แต่โฮจิ๋นจะผายลมหรือขับถ่าย เล่าเจี้ยงก็ล้วนเดาออก หากโฮจิ๋นมีสติปัญญาเข้าใจเหตุผลในวันนี้ แม่ทัพหลังก็ประเมินว่าคงมีสิ่งล่อใจกำไรมหาศาลอยู่ตรงหน้าโฮจิ๋น
เล่าเจี้ยงไม่สามารถปล่อยให้โฮจิ๋นทำตามที่เขาต้องการ มุมปากกระตุกยิ้มก่อนเริ่มผลักพี่น้องตระกูลโฮเข้าไปในกองไฟมากขึ้น
“ท่านแม่ทัพ หากท่านคิดว่าคนสามพันคนต่อคนสามพันคนนั้นท่านไม่มั่นใจ อย่างนั้นเอาเช่นนี้! หากข้าส่งคนไปเพียงห้าร้อยคนเล่า ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
เมื่อมองดูการสายตากำเริบของแม่ทัพหลัง เปลวเพลิงในใจของโฮจิ๋นพลันลุกโชน!
รังแกคนอื่นมากเกินไปแล้ว เล่าเจี้ยงผู้นี้รังแกคนอื่นมากเกินไปจริง ๆ อีกทั้งนี่ยังบ่งบอกว่าไม่เห็นแม่ทัพใหญ่อยู่ในสายตาอีกด้วย
โฮจิ๋นนั้นกำลังจะเกรี้ยวกราด ทว่าโฮเบี้ยวซึ่งอยู่ข้าง ๆ ระเบิดขึ้นก่อน
“เล่าเจี้ยง! กล้าดีอย่างไรมาดูเหยียดหยามเราสองพี่น้อง ข้าจะเอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุด!”
ถ้อยคำของเล่าเจี้ยงนั้นดูหมิ่นดูแคลนโฮจิ๋นเกินไป ทำให้สองพี่น้องตระกูลโฮเกิดโทสะ ยิ่งไปกว่านั้นคือทำให้พระเจ้าเลนเต้ตกพระทัย
“โฮเบี้ยว เจ้าคิดว่าที่นี่คือจวนขุนพลทหารม้ารถศึกของเจ้าหรืออย่างไร? ถึงมาตะโกนโวยวายเสียงดังเช่นนี้!”
คำตำหนิของฝ่าบาทปลุกโฮเบี้ยวที่บันดาลโทสะให้ตื่นขึ้น เขาจึงรีบขออภัยโทษ
“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ กระหม่อม… กระหม่อมโกรธเกรี้ยวเกินไป ด้วยเล่าเจี้ยงผู้นี้ประเมินเราต่ำเกินไปจริง ๆ!”
ถูกดูถูกดูแคลนถึงเพียงนี้แล้วแต่ก็ยังไม่ตอบรับงั้นหรือ? เป็นเศษสวะหรือไร!
พระเจ้าเลนเต้อยากจะตรัสบอกพี่น้องตระกูลโฮเช่นนี้จริง ๆ แต่กังวลว่าเล่าเจี้ยงจะได้ใจเกินไป
“แม่ทัพหลัง เจ้าเองประมาทเกินไป ห้าร้อยต่อสามพันคนหรือ? นี่เหมือนของเด็กเล่น หากแม่ทัพใหญ่ไม่ยินดีจริง ๆ ก็ลืมมันไปเสียเถอะ”
ความคิดของพระเจ้าเลนเต้นั้นเรียบง่าย เขาไม่อยากยอมรับเงื่อนไขนี้ยิ่งนัก และไม่อาจปล่อยให้เล่าเจี้ยงพ่ายแพ้ เพราะเดิมพันครั้งนี้สูง หากพ่ายสักหนึ่งครั้ง อาจไม่สามารถพลิกกลับมาชนะได้
ทว่าเล่าเจี้ยงกลับไม่คิดเห็นเป็นจริงจัง ซ้ำยังยกยิ้มในขณะประสานมือคำนับพ่อตา
“ฝ่าบาท กระหม่อมมิได้ถือดี เพียงแต่แม่ทัพใหญ่ขี้ขลาดตาขาวนัก สามพันต่อสามพัน เขาไม่กล้ายอมรับอย่างแน่นอน”
โฮจิ๋นเดือดดาลอย่างยิ่ง แม่ทัพหลังไม่ปฏิบัติต่อเขาในฐานะมนุษย์จริง ๆ!
ในท้องพระโรงของพระราชวัง ต่อหน้าเสนาอำมาตย์ขุนนางคนสำคัญ เล่าเจี้ยงกลับลดทอนคุณค่าของแม่ทัพใหญ่มากมายถึงเพียงนี้!
แต่สามพันต่อสามพัน โฮจิ๋นไม่กล้ารับปากจริง ๆ และถึงยอมรับไปก็ไม่สามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน หนำซ้ำยังเพิ่มความหงุดหงิดให้ตัวเองด้วย!
“แม่ทัพใหญ่ ห้าร้อยต่อสามพัน เจ้าจะรับหรือไม่!”
พระเจ้าเลนเต้เองก็เทหมดหน้าตักเช่นกัน ตอนนี้พระองค์ทำได้เพียงเชื่อมั่นในตัวราชบุตรเขยเท่านั้น โฮจิ๋นตาขาวราวกับหนู หากจำนวนทหารเท่าเทียมกัน ก็ย่อมไม่ยอมสู้อย่างแน่นอน
โฮจิ๋นอยากจะคำรามออกมาจริงว่า รับ! แต่สติส่วนสุดท้ายในใจของเขายังคงโน้มน้าวว่าควรระมัดระวัง ยิ่งเล่าเจี้ยงถือดี ยิ่งโอหังบ้าระห่ำ กลับยิ่งทำให้ในใจเขาระแวงมากเข้าไปใหญ่ เพราะไม่เชื่อว่าแม่ทัพหลังพูดแบบนี้ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ในตอนนั้นเอง โฮเบี้ยวที่อยู่ข้าง ๆ ก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป ได้แต่มองดูโฮจิ๋นด้วยสีหน้าสงสัย
“พี่ใหญ่ ห้าร้อยต่อสามพัน ท่านกลัวอะไร! ตอบรับเขาไปเสีย ให้ข้าได้ฟาดหน้าเขาอย่างโหดเหี้ยมเสียหน่อย!”
เมื่อเห็นแววตาโหดเหี้ยมอำมหิตของโฮเบี้ยวผู้เป็นน้องชาย โฮจิ๋นก็เริ่มลังเลอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าโฮเบี้ยวมีความสามารถทางการทหาร ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจนำกองทัพไปปราบกลุ่มกบฏได้
“พี่ใหญ่!”
ถ้อยคำเร่งเร้าซ้ำอีกครั้งของโฮเบี้ยว ทำให้โฮจิ๋นกล้าตัดสินใจ
“พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมขอรับคำ ฝ่าบาท กระหม่อมจะใช้กองกำลังสามพันนายเพื่อเรียนรู้จากกองกำลังชั้นยอดห้าร้อยนายของแม่ทัพหลัง!”
รับแล้ว… โฮจิ๋นรับความคำท้าแล้ว ช่างเป็นการประลองที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง!
หัวใจของพระเจ้าเลนเต้ปีติยินดีในตอนแรก แต่แล้วก็อดกังวลขึ้นมาไม่ได้ ด้วยเพราะตัวเลขต่างกันถึงหกเท่า!
ทว่าสายเกินไปแล้วที่จะมาเสียใจ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันแล้ว และในฐานะฮ่องเต้ พระองค์ย่อมไม่อาจเลือกถอยกลับได้อีก
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเล่าเจี้ยง สิ่งเดียวที่พระเจ้าเลนเต้ทำได้มีเพียงสองพยางค์คือ เชื่อมั่น!
“เช่นนั้น อีกสิบวันข้างหน้า ที่สนามประลองยุทธ์หมางซาน ข้าจะเป็นประธานในการฝึกซ้อมทางทหารนี้ด้วยตัวเอง! เมื่อถึงเวลานั้น นายพันทั้งแปดของอุทยานประจิมจะไปรับชมการต่อสู้ เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นท่วงท่าอันสง่างามของทหารชั้นยอด!”
ขุนนางทุกคนโค้งคำนับพร้อมกัน และประสานมือเพื่อน้อมรับบัญชา
“น้อมรับบัญชา!”
ในขณะที่บรรดาเสนาอำมาตย์คิดว่าการประชุมขุนนางวันนี้จบลงแล้ว พระเจ้าเลนเต้ก็ตรัสขึ้นอีกครั้ง
“แม่ทัพใหญ่ ในช่วงระยะนี้ให้เจ้าทุ่มเทฝึกซ้อมทหารอย่างเต็มที่ร่วมกับแม่ทัพหลัง กิจการทางทหารทั้งหมดภายในและภายนอกลกเอี๋ยงจะถูกส่งมอบให้กับเกียนสิดชั่วคราว รอจนกว่าการฝึกซ้อมทางทหารจะเสร็จสิ้นแล้วเราค่อยมาหารือทุกเรื่องกันอีกครั้ง”
ดวงตาของโฮจิ๋นเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินวาจานี้ เขามองฮ่องเต้อย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“ฝ่าบาท! นี่…”
“แม่ทัพใหญ่ ไม่ได้ยินที่ข้าพูดเมื่อครู่หรือ? รอจนกว่าการฝึกซ้อมทางทหารจะเสร็จสิ้นแล้วเราค่อยหารือทุกเรื่องกันอีกครั้ง”
ไม่ง่ายเลยที่จะฉวยโอกาสนี้เพื่อช่วงชิงกิจการทางการทหารในลกเอี๋ยงมาจากโฮจิ๋น และไม่ว่าอย่างไร พระเจ้าเลนเต้ก็ไม่อาจมอบมันกลับคืนให้อีกฝ่ายได้อีก!
ในที่สุด โฮจิ๋นก็ตระหนักได้ว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงยอมปล่อยให้เล่าเจี้ยงได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม แต่ยังยืนกรานที่จะต่อสู้ เห็นทีว่าคงมีจุดประสงค์เพื่อริบอำนาจทางการทหารในลกเอี๋ยง!
“ทูลถามฝ่าบาท ผู้ที่ชนะหลังจากการซ้อมรบจะได้อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ในใจของโฮจิ๋นไม่ได้ตื่นตระหนกมากนัก ในเมื่อพระเจ้าเลนเต้วนเวียนอยู่รอบตัว เขาจึงไม่สามารถปล่อยให้ฝ่าบาทออกจากสนามอารมณ์ได้อย่างสบาย ๆ แน่นอน!
สามพันต่อห้าร้อย โฮจิ๋นย่อมมั่นใจ หากเล่าเจี้ยงยังเก่งฉกาจได้อยู่อีกก็ไม่ใช่คนแล้ว!
พระเจ้าเลนเต้ไม่คาดคิดว่าความกล้าของโฮจิ๋นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นลองดีกับตนต่อหน้าธารกำนัล! น่าเสียดายที่คำถามของอีกฝ่ายไม่มีอะไรบกพร่อง ตนจึงไม่สามารถระบายโทสะใส่เขาได้
“ผู้ชนะจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพอุทยานประจิม!”
ดังคาด เป็นไปเช่นนั้นจริงด้วย!
หัวใจของโฮจิ๋นพลันเบิกบานขึ้นมา เมื่อพระเจ้าเลนเต้ตรัสเช่นนี้ เขาก็พอใจ
ขณะนี้มีกองทัพหลวงสองหมื่นนายในลกเอี๋ยงซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของพี่น้องแม่ทัพใหญ่โดยสมบูรณ์ พระเจ้าเลนเต้คงคิดที่จะใช้กองทัพจำนวนหนึ่งหมื่นนายของเล่าเจี้ยง และกองทัพอุทยานประจิมหนึ่งหมื่นหกพันนายเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน และตั้งป้อมประจันหน้ากับตัวเขา!
ช่างเป็นความผิดพลาดที่ฉลาดอะไรเช่นนี้! ข้าอยากรู้เสียจริงว่าหากกองทัพอุทยานประจิมกลับมาตกอยู่ในมือข้า เจ้าจะยังมีกลอุบายอะไรอีก!
ในใจของโฮจิ๋นเปี่ยมล้นด้วยความยินดีปรีดา ส่วนฮ่องเต้นั้นไม่ค่อยมีความสุขนัก แต่กลับรู้สึกเสียใจแทน
พระเจ้าเลนเต้ไม่มีทางออกเลยจริง ๆ พระองค์ถูกบีบบังคับให้ไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง แม้ว่าจะมีการวางแผนทุกอย่างไว้แล้ว ทว่าก็ยังมีตัวแปรอย่างอื่นเกิดขึ้น
ห้าร้อยต่อสามพัน ทำได้เพียงแค่รอดูลิขิตแห่งสวรรค์แล้ว!
โฮจิ๋นกลัวว่าพระเจ้าเลนเต้จะกลับคำ จึงรีบประสานมือรับคำสั่ง
“กระหม่อม โฮจิ๋น น้อมรับพระบัญชา!”
พระเจ้าเลนเต้ไม่มีใจที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไป เตรียมพร้อมที่จะลุกขึ้นและจากไป แต่กลับมีคนก้าวออกมาอีก
คนผู้นี้นั้นไม่ได้สลักสำคัญ แต่ตัวตนค่อนข้างพิเศษ ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าเลนเต้จึงจำต้องนั่งลงอีกครั้งอย่างอดทน
“เจ้ากรมราชพิธีเล่า มีเรื่องอันใดหรือ?”
ผู้ที่ก้าวออกมาไม่ใช่ใครอื่นแต่คือเล่าเอี๋ยน บิดาของเล่าเจี้ยง โดยเล่าเอี๋ยนถูกโอนย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้ากรมราชพิธีเมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่เล่าหงี*[1] ได้เลื่อนขึ้นมารับตำแหน่งเจ้ากรมราชวงศ์แทน ซึ่งเขาเป็นสมาชิกของราชวงศ์ฮั่นเช่นกัน
เช่นเดียวกับตำแหน่งเจ้ากรมราชวงศ์ ตำแหน่งเจ้ากรมราชพิธีนี้เป็นหนึ่งในเก้าเสนาบดี ดังนั้นเล่าเอี๋ยนจึงไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ถือเป็นการย้ายตำแหน่งแบบคงบรรดาศักดิ์เดิม
[1] เล่าหงี (劉虞) ขุนนางและขุนพลของพระเจ้าเลนเต้ สืบเชื้อสายจากโอรสคนหนึ่งในจักรพรรดิฮั่นกวงอู่ ตายเพราะถูกกองซุนจ้านสังหารระหว่างการรบ