พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 270 เจ้าผู้ครอง
บทที่ 270 เจ้าผู้ครอง
“ฝ่าบาท ยามนี้ใต้หล้าอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ราชวงศ์กำลังถดถอย ผู้ตรวจการ และเจ้าเมืองต่างติดสินบนเพื่อซื้อตัวขุนนาง ขูดรีดประชาชน ผู้คนและญาติมิตรต่างก็พากันตีตัวออกหาก เราควรเลือกสมาชิกราชวงศ์ที่ซื่อสัตย์หรือขุนนางระดับสูงที่เที่ยงตรงจากราชสำนักมาทำหน้าที่เป็นผู้นำในแคว้นและเมืองต่าง ๆ เพื่อปกป้องและรักษาความมั่นคงของต้าฮั่น!”
“เจ้ากรมราชพิธีเล่าหมายความว่าอย่างไร”
พระเจ้าเลนเต้ค่อนข้างเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เหตุใดบ้านเมืองนี้จึงวุ่นวายโกลาหล พระเจ้าเลนเต้เองก็รู้ดีอยู่แล้ว
ตอนนี้ขุนน้ำขุนนางในแคว้นและเมืองส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดล้วนมาจากการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งล้วนผ่านพระหัตถ์ของฝ่าบาทเอง
ซื้อตำแหน่งไปเพื่ออะไร… เพื่อประโยชน์ของราษฎร?
ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง! แน่นอนว่ามีจุดประสงค์เพื่อสร้างเม็ดเงินมากขึ้น! การหมุนเวียนเงินหมายถึงการหาประโยชน์จากประชาชน พลเรือนเองต้องดิ้นรนอย่างลำบากเพื่อความอยู่รอด ซ้ำยังถูกขุนนางเอารัดเอาเปรียบ เช่นนี้พวกเขาจะไม่ก่อกบฏ แต่รอให้คนมาบั่นคอหรืออย่างไร?
ดังนั้นเมื่อเล่าเอี๋ยนเสนอสิ่งนี้ขึ้นมา ในใจของพระเจ้าเลนเต้ย่อมเห็นด้วยไปหลายส่วน ใต้หล้าโกลาหลวุ่นวาย ถึงเวลาต้องใช้คนซื่อมือสะอาดแล้ว
เมื่อเล่าเอี๋ยนเห็นว่าปฏิกิริยาตอบรับของพระเจ้าเลนเต้นั้นดียิ่ง หัวใจพลันเปี่ยมล้นด้วยความดีใจ
“ฝ่าบาท กระหม่อมหมายถึงการนำสมาชิกราชวงศ์ และขุนนางคนสำคัญกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเจ้าผู้ครองแคว้นรวบรวมอำนาจในแว่นแคว้นได้ง่ายกว่า ทั้งยังปราบปรามกบฏได้สะดวกกว่า ประชาชนก็จะสงบสุขมากขึ้น”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้า พระองค์หาได้ไม่พอใจตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นอะไรนัก อันที่จริงทรงกำลังพยายามที่จะนำสมาชิกราชวงศ์กลับมาใช้งานใหม่ โดยมีตัวแทนคือเล่าเจี้ยง
และด้วยสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบันซึ่งเป็นสาเหตุของการขาดอำนาจของราชวงศ์ฮั่น ทำให้ประยูรญาติฝ่ายฮองเฮาบรรลุผลครั้งแล้วครั้งเล่า
ขณะนี้มีชายคนหนึ่งที่ยินดีเป็นบ้าเป็นหลัง เขารอคอยคำว่า ‘เจ้าผู้ครอง’ หนึ่งคำสามพยางค์นี้มาสิบแปดปีแล้ว!
คนผู้นั้นคือเล่าเจี้ยง!
หากไม่มีระบบเจ้าผู้ครองแคว้น จะเกิดการแบ่งแยกดินแดนแบบรัฐขุนศึกได้อย่างไร จะทำให้ราชสำนักเสียการควบคุมท้องถิ่นได้อย่างไร แล้วเหล่าขุนศึกจะตะลุมบอนจนเหลือแค่สามก๊กแห่งสามแคว้นได้อย่างไร!?
ขณะที่พระเจ้าเลนเต้กำลังครุ่นคิดไตร่ตรองในเรื่องนี้ เล่าเจี้ยงก็ก้าวขึ้นมาทันที
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล”
“โอ้? เชิญแม่ทัพหลังว่ามา”
ตอนนี้เล่าเจี้ยงเป็นลูกรักคนโปรดพระเจ้าเลนเต้ ท่าทีที่พระองค์ปฏิบัติต่อราชบุตรเขยคนนี้ดีกว่าเล่าเอี๋ยน บิดาของอีกฝ่ายมาก
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่เคยไปที่อื่น จึงไม่อาจพูดอะไรได้มากนัก แต่หลังจากพำนักอยู่ที่แคว้นเอ๊กจิ๋วมาสามปีแล้ว ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว กระหม่อมมีโอกาสบอกบรรดาเสนาอำมาตย์ทุกท่านในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมา!”
“ขับเคียม ผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วสะสมทรัพย์สมบัติมหาศาล โลภมากเป็นอาจิณ พลเรือนในแคว้นเอ๊กจิ๋วล้วนตกทุกข์ได้ยากราวตกนรกทั้งเป็น! ขับเคียมเพิกเฉยต่อความเป็นอยู่และความตายของผู้คนโดยสิ้นเชิง แต่กลับแสวงหาผลประโยชน์และกดขี่พวกเขาอย่างหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น ขอถามว่าหากมีผู้ตรวจการแคว้นนี้ ประชาชนจะหาทางรอดได้อย่างไร?”
“เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว การกบฏของม้าเซี่ยงนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้คนในแคว้นเอ๊กจิ๋วทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและพึงพอใจ ขอเอ่ยถามว่าจะมีใครเข้าร่วมในกบฏม้าเซี่ยงหรือไม่?”
“ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนตอนนี้จึงเป็นดั่งที่บิดาของข้ากล่าวบอก คือเลือกคนใจซื่อมือสะอาด น่าเชื่อถือ และเปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมมาทำหน้าที่ปกป้องดูแลแว่นแคว้น นี่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก!”
หากในเวลาปกติ ถ้อยคำเหล่านี้ของเล่าเจี้ยงจะถูกคนอื่นใส่ร้ายว่าเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง แต่ตอนนี้เสนาอำมาตย์ทุกคนต่างนิ่งเงียบ อันที่จริง พวกเขาทุกคนล้วนเข้าใจในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง
ทุกคนเพียงฟังวาจาของแม่ทัพหลังอย่างเงียบ ๆ รวมถึงพระเจ้าเลนเต้ด้วย ทั้งหมดนี้เกิดจากการซื้อขายตำแหน่งของฝ่าบาท บุคคลที่ซื้อตำแหน่งเข้ามาจะมีคุณธรรมได้อย่างไร?
“แม่ทัพหลังมีเหตุผล ตอนนี้แคว้นอิวจิ๋วกำลังถูกเตียวจวิ้นรุกราน แคว้นเอ๊กจิ๋วมีกบฏของม้าเซี่ยง แคว้นอิจิ๋วนั้นมีกบฏโพกผ้าเหลืองขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ข้ากังวลยิ่งนัก”
พระเจ้าเลนเต้พลันปวดเศียรเวียนเกล้าเมื่อนึกถึงการกบฏในสามแคว้นนี้ ก่อนจะหันหน้าไปทางเล่าเอี๋ยน
“เจ้ากรมราชพิธีเล่า เจ้ามีใครตัวเลือกที่เหมาะสมแนะนำหรือไม่?”
เล่าเอี๋ยนตกตะลึงเมื่อได้ยินคำถามของพระเจ้าเลนเต้ และน่าประหลาดใจที่เขามองไปทางเล่าเจี้ยงซึ่งพยักหน้าให้อย่างไม่รู้ตัว
“ฝ่าบาท กระหม่อมไร้ความสามารถ ต้องการเสนอชื่อตนเองเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋ว เจ้ากรมราชวงศ์เล่าหงีเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นอิวจิ๋ว และผู้บัญชาการอึ๊งอ๋วนเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นอิจิ๋วพ่ะย่ะค่ะ!”
พระเจ้าเลนเต้ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใหญ่โตอะไรนักหลังจากได้ยินสิ่งนี้ เพราะทุกคนที่เล่าเอี๋ยนกล่าวถึงล้วนเหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของอุปนิสัยและคุณธรรม
เล่าเอี๋ยนและเล่าหงีนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง พวกเขาเป็นสมาชิกราชวงศ์ฮั่น ทั้งยังรั้งตำแหน่งสูงอย่างเสนาบดีทั้งเก้า
อึ๊งอ๋วน ทายาทหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งแคว้นเกงจิ๋วก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ด้วยตัวเขามีชื่อเสียง มีฉายามากมายจากผลงานหลายด้าน ซึ่งในวัยหนุ่ม ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแคว้นเซียงจิ๋วมาก่อน แน่นอนว่าย่อมไม่ทำให้ใครสงสัยในตัวเขา
“เล่าหงี อึ๊งอ๋วน พวกเจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
เล่าหงีและอึ๊งอ๋วนเมื่อได้ยินถ้อยไต่ถามจากพระเจ้าเลนเต้ ในใจของพวกเขาต่างรู้สึกว่าไม่น่ามีปัญหาใด จึงก้าวออกมาพร้อมกัน
“กระหม่อมเคารพการตัดสินพระทัยของฝ่าบาท!”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้ารับ เขาได้ตัดสินใจแล้ว หากแต่ยังไม่คิดแต่งตั้งในทันที
“เอาละ ข้าขอคิดไตร่ตรองเรื่องนี้ให้รอบคอบก่อน วันนี้พอเท่านี้ก่อนเถิด!”
พวกขุนนางไม่กล้าขัดขวางการจากไปของพระเจ้าเลนเต้อีก และพวกเขาเพียงประสานมือโค้งคำนับเพื่อส่งฮ่องเต้ออกไป
หลังจากที่เหล่าเสนาอำมาตย์พูดคุยกันอีกสองสามประโยค พวกเขาก็ทยอยออกไปจากท้องพระโรงทีละคน ในขณะที่เล่าเจี้ยงเดินตามหลังเล่าเอี๋ยน รอจนกว่าทั้งสองจะก้าวขาอพ้นวัง เล่าเจี้ยงจึงรีบก้าวยาว ๆ ไล่ตามบิดาอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ สิ่งที่ท่านอยากคุยกับข้าเมื่อครู่นี้ ใช่เรื่องเจ้าผู้ครองแคว้นหรือไม่?”
เล่าเอี๋ยนหยุดฝีเท้าของเขาลง เมื่อมองดูแล้วว่าไม่มีใครอยู่รอบ ๆ จึงพยักหน้าให้เล่าเจี้ยง
“ลูกชายของพ่อทำได้ดีมาก ไม่อย่างนั้นฝ่าบาทคงไม่ตัดสินใจเร็วขนาดนี้!”
เล่าเจี้ยงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย พระเจ้าเลนเต้ยังไม่ตอบรับเสียด้วยซ้ำ ใครกันคาดคิดว่าเล่าเอี๋ยนจะวินิจฉัยออกมาเช่นนี้!
“ท่านพ่อ ฝ่าบาทไม่ได้ตรัสว่ายังต้องคิดไตร่ตรองเรื่องนี้ให้รอบคอบหรอกหรือ”
“หึ ๆ พ่อมองพระทัยของฝ่าบาทออกได้ทะลุปรุโปร่งในพริบตา นอกจากนี้ ทุกถ้อยคำที่พ่อกราบทูลนั้นเป็นเรื่องจริง และตอนนี้ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่แคว้นอิวจิ๋ว แคว้นเอ๊กจิ๋ว และแคว้นอิจิ๋วจะต้องนำร่องดำเนินการตั้งเจ้าผู้ครองแคว้นขึ้น”
เล่าเอี๋ยนมีท่าทีภูมิใจ พลางลูบเครา
“ท่านพ่อ เท่าที่ข้ารู้ ในตอนแรกท่านพ่อวางแผนที่จะขอตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเกียวจิ๋ว แล้วเหตุใดจึงเปลี่ยนใจกะทันหันเล่า?”
วาจาของบุตรชายทำให้เล่าเอี๋ยนตกตะลึงทันที เขาพลันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง หลังจากพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีคนนอก เขาก็ค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง
“เจ้าไปรู้เรื่องทั้งหมดนี้มาจากไหน?”
เล่าเจี้ยงยกยิ้ม ทว่าไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้โดยตรง
“ท่านพ่อวางใจเถิด มีข้าคนเดียวที่รู้เรื่องเหล่านี้ คนอื่นไม่รู้เรื่องใดเลย!”
เล่าเอี๋ยนนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พร้อมจ้องมองลูกชายของตนที่ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน “เจี้ยงเอ๋อร์ พ่อเองกังวลถึงเรื่องสงครามในแคว้นเอ๊กจิ๋วด้วย ดังที่เจ้าได้กล่าวบอก ขับเคียม ผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วได้ปลุกเร้าความโกรธแค้นของชาวบ้าน ทำให้ม้าเซี่ยงเข้ายึดครองแคว้นและเมืองต่าง ๆ อย่างลำพองใจ ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ฮั่น พ่อจะนั่งนิ่งเฉย ดูหัวขโมยพวกนี้ทำลายต้าฮั่นของเราได้อย่างไร?”
เล่าเอี๋ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม ท่าทางเด็ดเดี่ยวและองอาจผ่าผาย หากเล่าเจี้ยงไม่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง ก็คงจะถูกบิดาทำให้คล้อยตามแล้ว
น่าเสียดายที่นักท่องเวลารู้ว่าเล่าเอี๋ยนคิดอะไรอยู่ หากแต่ไม่ต้องการจะเปิดโปงอีกฝ่าย
เล่าเอี๋ยนไหนเลยจะมีจิตสำนึกสูงส่งเพื่อช่วยเหลือใต้หล้าอันโกลาหล? เขาเพียงต้องการหาที่ดินหนึ่งหมู่สามเฟินเพื่อทำตัวเป็นเจ้าถิ่น และในขณะเดียวกันก็ห่างไกลจากที่ราบภาคกลางเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ! ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือกแคว้นเอียวจิ๋วที่อยู่ห่างไกลและไม่มีใครสนใจนัก
ทว่าตังฮู้หาง อาลักษณ์และนักพยากรณ์ขาวเมืองกิมก๊กในแคว้นเอ๊กจิ๋วได้มาหาเล่าเอี๋ยน และทำนายว่าแคว้นเอ๊กจิ๋วมีกลิ่นอายมงคลของโอรสสวรรค์ เล่าเอี๋ยนจึงเปลี่ยนใจมาเลือกที่นี่แทน
ประกอบกับการที่เล่าเจี้ยงประจำการอยู่ที่เมืองฮั่นต๋ง จึงมีกองกำลังที่มั่นคง ทำให้ความมุ่งมั่นของเล่าเอี๋ยนยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!
เล่าเจี้ยงยิ้มให้บิดาพร้อมประสานมือเคารพ
“ท่านพ่อช่างมีคุณธรรมสูงส่ง นับถือ นับถือ”
อาจเป็นเพราะเล่าเอี๋ยนพลันรู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อย จึงกระแอมไอเบา ๆ สองครั้ง
“เจี้ยงเอ่อร์ หากพ่อไปรับตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋ว เรื่องกบฏม้าเซี่ยง เห็นทีพ่อต้องรบกวนเจ้าแล้ว!”
“ท่านพ่อโปรดวางใจ เมื่อถึงเวลา ท่านเพียงไปที่ทางตะวันออกของแคว้นเกงจิ๋วที่มีชายแดนติดกับแคว้นเอ๊กจิ๋ว จะมีคนมาปราบกบฏ แล้วต้อนรับท่านเข้าสู่แคว้นเอ๊กจิ๋ว!”
แม้ว่าเล่าเอี๋ยนจะงุนงงอยู่บ้าง แต่เมื่อมองดูท่าทางมั่นใจของลูกชายแล้วก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
เล่าเจี้ยงรู้สถานการณ์ในแคว้นเอ๊กจิ๋วดีราวกับเป็นฝ่ามือของตัวเอง และเขาไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงเรื่องการกบฏของม้าเซี่ยงเลย เพราะสามารถแก้ไขได้ภายในแคว้นเอ๊กจิ๋ว ยิ่งไปกว่านั้น เล่าเจี้ยงไม่มีความตั้งใจเลยที่จะใช้กองทัพจำนวนหยิบมือของเขาเพื่อกำจัดกลุ่มกบฏม้าเซี่ยง!