พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 300 ความขัดแย้งระหว่างเต๊งกับตั๋ง
บทที่ 300 ความขัดแย้งระหว่างเต๊งกับตั๋ง
น้ำเสียงของเล่าเจี้ยงราบเรียบมาก ทว่าขุนนางทุกคนรู้ดีในประโยคนี้ซ่อนคลื่นลมโกลาหลไว้อยู่!
ส่วนอ้วนฮอง เล่าเจี้ยงไม่เคยพูดคุยด้วย แต่เขารู้อยู่ลึก ๆ แผนที่เล่นงานตัวเองแต่ละอย่างคงไม่พ้นคนตรงหน้านี้
อ้วนฮองมีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย เขาจำไม่ได้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้ น่าเสียดายที่แม้จะโมโห แต่ไม่กล้าระบายออกมาเลยสักนิด ใครจะรับประกันได้ว่าเล่าเจี้ยงจะไม่สังหารตระกูลอ้วนเขาทิ้งระบายโทสะ
“ขุนพลพิทักษ์ ข้าคิดว่าต้าฮั่นก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นมาด้วยปรัชญาขงจื๊อ ก็ควรปรนนิบัติตามปรัชญาขงจื๊อ! พวกเราตระกูลอ้วนคิดว่าโอรสองค์โตของฮ่องเต้องค์ก่อนควรสืบทอดบัลลังก์! เพราะหนึ่งสามารถลดปัญหาที่ไม่จำเป็นได้ ใต้หล้าก็จะสงบเร็วขึ้น สอดคล้องกับประเพณี และเป็นไปตามโชคชะตาที่สวรรค์ลิขิต ให้หองจูเปียนเป็นลูกคนโต”
หลังอ้วนฮองพูดจบ ก็กุมมือให้เล่าเจี้ยงอีกครั้ง และค่อย ๆ ถอยกลับเข้าแถว
“ทุกคนน่าจะเข้าใจความหมายของใต้เท้าอ้วนดีแล้วกระมัง? หากใครเห็นด้วยกับใต้เท้าอ้วนเชิญออกมาข้างหน้า… ช่างเถิด ยกมือขึ้นดีกว่า ใครที่เห็นด้วยกับใต้เท้าอ้วน รบกวนยกมือให้ข้าเห็นด้วย!”
ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ไม่คิดเลยว่าจะไม่มีใครยกมือเห็นสักคน ขุนนางที่เพิ่งออกเสียงสนับสนุนตระกูลอ้วนเมื่อครู่ไปล้วนยุติการวิพากษ์วิจารณ์
ไม่ว่าจะเป็นชื่อหลางที่ตำหนิตั๋งโต๊ะด้วยความโกรธก่อนหน้านี้ หรือขุนนางชุยเลี่ย ล้วนไม่แสดงท่าทางใด ๆ
“แล้วที่ไม่เห็นด้วยเล่า? ลองออกมาพูดดู ทุกท่านไม่ต้องห่วง คนพูดไม่มีความผิด!”
ยังคงเงียบกริบเช่นเดิม พวกขุนนางต่างก้มหน้า ไม่กล้ามองเล่าเจี้ยงที่อยู่เบื้องหน้าเลย ทว่ากลับเหล่มองเหล่าทหารด้วยสายตาหวาดระแวงแทน
ล้วนเป็นพวกรักตัวกลัวตายจริง ๆ!
เล่าเจี้ยงเหน็บแนมในใจ มิน่าราชวงศ์ฮั่นล้มแล้วซบเซาอยู่อย่างนั้น แม้แต่กล่าวเพื่อความเป็นธรรมสักคนก็ไม่มี ทั้งหมดล้วนเป็นคนถ่อยประจบสอพลอและรักตัวเองกันทั้งนั้น
เหตุใดขุนนางเหล่านี้จึงยุติวิพากษ์วิจารณ์? นั่นเพราะหวาดกลัวทหารของเล่าเจี้ยง ด้วยกลัวว่าดาบของเล่าเจี้ยงจะชี้มาที่พวกเขา
“ขุนพลพิทักษ์ ข้ามีความเห็น!”
“หืม? แม่ทัพตั๋งโต๊ะเชิญกล่าวมาได้เลย!”
ตั๋งโต๊ะกลัวเล่าเจี้ยงน้อยกว่าพวกขุนนางอยู่มากโข ต่อให้ไม่ใช่ท้องพระโรงแล้วทั้งสองจะอยู่ในค่ายเดียวกัน เขาก็ไม่กังวลว่าเล่าเจี้ยงจะฆ่าเขาตายหรือไม่
“โอรสสวรรค์เป็นพ่อของแผ่นดิน เป็นเจ้าเหนือมวลมนุษย์ หากโอรสสวรรค์ไร้ศีลธรรม มีแต่ก่อความวุ่นวายไปทั่วใต้หล้า จะปกครองบ้านเมืองเป็นที่เคารพนับถือได้อย่างไร? ข้าคิดว่าองค์ชายใหญ่เล่าเปียนขาดคุณธรรม ไม่สามารถแบกรับหน้าที่สำคัญนี้ได้ กลับกัน… องค์ชายรองเล่าเหียบมีสติปัญญาเฉียบแหลม ไม่ถือดี เหมาะสืบทอดบัลลังก์เป็นอย่างมาก!”
เมื่อได้ยินคำพูดของตั๋งโต๊ะ เล่าเจี้ยงก็โล่งใจ เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจกะทันหันจนไม่กล้าปลดลูกคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกคนเล็ก ถึงตอนนั้น ถึงคราวที่เขาต้องเล่นบทผู้ร้ายแทนแล้ว!
“ข้าเข้าใจในคำพูดของแม่ทัพตั๋งโต๊ะแล้ว เมื่อครู่ดูเหมือนว่าเจ้ากำลังทะเลาะกับแม่ทัพตั๋งโต๊ะรึ ไม่ลองคุยกับข้าดูเล่า”
เต๊งหงวนกวาดสายตามองทั้งสอง ในใจสับสนมากว่าจะโต้แย้งตั๋งโต๊ะต่อไปหรือไม่ เขาไม่เข้าใจท่าทีของเล่าเจี้ยง ชัดเจนนัก กลัวว่าตนยืนหยัดแข็งขืนเกินไป จะถูกเล่าเจี้ยงทำร้ายเอาได้
ความคิดเดียวที่เต๊งหงวนมีตอนนี้คือรีบกลับไปที่ค่ายโดยเร็วแล้วให้กองกำลังคุ้มกันตัวเอง! ขอเพียงมีกองกำลังก็จะมีสิทธิ์พูด… อย่างน้อยตอนนี้เล่าเจี้ยงก็เป็นเช่นนั้น
“ผู้ตรวจการเต๊งกล่าวมาได้เลยไม่เป็นไร ข้าบอกแล้วมิใช่หรอกหรือ? วันนี้ขอแค่ไม่มีใครสร้างปัญหา ทุกท่านไม่ต้องสนใจทหารเหล่านี้”
คล้ายกับเล่าเจี้ยงมองความกังวลของอีกฝ่ายออก จึงรับปากเขาอีกครั้ง
เต๊งหงวนขบคิดอยู่หลายตลบ ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ ก่อนกุมมือให้เล่าเจี้ยง
“คำพูดของขุนพลพิทักษ์เต๊งหงวนย่อมไม่คลางแคลงใจ! ในเมื่อขุนพลพิทักษ์อยากฟัง เต๊งหงวนก็จะบอกความเห็นของตัวเองออกมา”
“ตั้งแต่โบราณนานมา การปลดลูกคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกคนเล็ก เป็นหนทางที่จะนำมาซึ่งหายนะ คำกล่าวที่ว่าองค์ชายใหญ่ไร้ศีลไร้ธรรมของตั๋งโต๊ะ เป็นคำพูดที่ไร้สาระจริง ๆ บัดนี้แผ่นดินวุ่นวาย เกิดกบฏทั่วทุกที่ ตอนนี้ควรแต่งตั้งองค์ชายใหญ่โดยเร็วเพื่อให้ใต้หล้าสงบ จะเชื่อคำขุนนางชั่วนำภัยมาสู่ตัวได้อย่างไร? ในความเห็นข้า ตั๋งโต๊ะมีความทะเยอทะยานที่ขั่วร้าย เกรงว่าเขาจะนำพาความวุ่นวายมาสู่บ้านเมือง”
“หวังว่าขุนพลพิทักษ์จะกระจ่างแจ้งในข้อนี้ และกำจัดคนทรยศคนนี้เพื่อต้าฮั่นโดยเร็วที่สุด!”
ครั้นตั๋งโต๊ะได้ยินก็ร้อนใจ ไม่คาดฝันว่าเต๊งหงวนจะโจมตีตนด้วยคำด่าทอเหยียดหยาม
“เต๊งหงวน ไอ้สารเลว! กล้าดีเยี่ยงไรมาเรียกข้าว่าคนทรยศ ข้าจะฆ่าเจ้าก่อนเสีย!”
เล่าเจี้ยงเดินไปอยู่ข้างตั๋งโต๊ะ และหยุดอีกฝ่ายที่กำลังเดือดดาลไว้
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะจะโมโหไปไย ข้าไม่ทำการตัดสินจากคำพูดของคนเพียงคนเดียวหรอก”
ตั๋งโต๊ะจึงได้เพียงอดกลั้นความอัปยศนี้ นัยน์ตายังเปี่ยมล้นไปด้วยความเคียดแค้น
เต๊งหงวนย่อมไม่เกรงกลัวตั๋งโต๊ะ เขาแทบอยากกระโจนไปฆ่าอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนั้นเหมือนกัน ดังนั้นจึงถามเล่าเจี้ยง
“ขุนพลพิทักษ์ ตั๋งโต๊ะมีความทะเยอทะยานชั่วร้าย ข้าอยากขจัดปัญหาใหญ่ในราชสำนัก ไม่ทราบว่าขุนพลพิทักษ์ จะอนุญาตหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงรู้สึกเบิกบานใจจริง ๆ ทว่าใบหน้าแสดงความกลัดกลุ้มออกมา
“ข้าเป็นขุนพลทักษ์ หาใช่แม่ทัพใหญ่ จะยุ่งเรื่องกองกำลังในแต่ละพื้นที่ของพวกเจ้าได้อย่างไร? ทว่าหากพวกเจ้าต้องการปะทะกัน ก็อย่ามาปะทะให้ข้าเห็น”
กล่าวจบ เล่าเจี้ยงยังขยิบตาให้ตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะดีใจมาก ก่อนชี้ไปที่เต๊งหงวนด้วยความโกรธ
“ข้าเองก็อยากกำจัดขุนนางชั่วอย่างเจ้าออกจากราชสำนักเช่นกัน!”
“เอาเถิด ๆ ที่นี่คือพระราชวังหย่งเล่อ หาใช่ตลาดสด หากพวกเจ้าสองคนอยากสู้กัน หลังกลับไปก็ยกทัพตัวเองมารบกัน อย่ามาเถียงกันที่นี่”
เล่าเจี้ยงโบกมือหยุดสงครามน้ำลายของทั้งสอง และกลับมาบนแท่นใหม่
“ข้าเข้าใจเจตนาของขุนนางทุกท่านแล้ว เพียงแต่องค์ชายทั้งสองต่างมีผู้สนับสนุน ข้าเล่าเจี้ยงได้รับความเมตตาจากฮ่องเต้องค์ก่อน เลื่อนตำแหน่งให้ข้าจากต่ำต้อยสุด ข้าย่อมมิอาจตัดสินลวก ๆ ได้ น่าเสียดายก่อนฮ่องเต้องค์ก่อนจากไปโดยไม่ได้ทิ้งคำสั่งเสียที่ชัดเจนไว้ให้ ด้วยเหตุนี้ข้าก็จนปัญญาเช่นกัน”
หลังกล่าววาจานี้ออกมา เหล่าขุนนางก็มีสีหน้าต่างกันออกไป บ้างก็โล่งใจที่ไม่มีคำสั่งเสียให้องค์ชายรองขึ้นครองราชย์ บ้างก็แอบลอบถอนหายใจที่เสียดายไม่มีคำสั่งเสียให้องค์ชายใหญ่สืบทอดบัลลังก์
“ตอนนี้รอกันมาหลายวันแล้ว ไม่ลองหารือกันอีกเสียสองสามวัน ไม่ต้องรีบ รบกวนขุนนางทุกท่านมามากแล้ว วันนี้เชิญกลับไปเถิด อีกสามวัน เราค่อยกลับมาหารือกันใหม่”
พวกขุนนางต่างโล่งใจสุดขีด ในที่สุดพวกเขาไม่ต้องเผชิญหน้ากับทหารเหล่านี้แล้ว ก่อนเริ่มทยอยกันเดินออกไป
เต๊งหงวนจ้องตั๋งโต๊ะเขม็งก่อนเดินออกไปก่อน ดูท่าน่าจะอยากตัดสินกับตั๋งโต๊ะจนแทบรอไม่ไหว
“ขุนพลพิทักษ์ช้าก่อน!”
ออกจากตำหนักไปได้ไม่ทันไร เล่าเจี้ยงกำลังจะกลับไปที่ค่ายทหาร โดยมีตั๋งโต๊ะไล่ตามมาจากด้านหลัง
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ เรียกข้ามีเรื่องอันใดหรือ?”
ตั๋งโต๊ะเดินไปอยู่ข้างเล่าเจี้ยง ครั้นหันซ้ายขวาไม่มีใคร ก็บ่นด้วยความโกรธเคืองทันที
“ขุนพลพิทักษ์ก็เห็นแล้ว เต๊งหงวนผู้นี้รังแกคนอื่นเกินไป ไม่นานคงยกทัพมาโจมตีข้า ขอขุนพลพิทักษ์ตัดสินแทนข้าด้วย!”
เล่าเจี้ยงไม่เปล่งวาจาใด เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ ด้วยสีหน้าเอือมระอา
เห็นนายท่านเอาแต่เคลื่อนสายตามองตัวเองครั้งคราว ซุนฮิวก็เข้าใจในทันที ก่อนเหยียดยิ้มเล็กน้อยมองไปที่ตั๋งโต๊ะ
“ฮ่า ๆ แม่ทัพตั๋งโต๊ะมีกองทัพตั้งห้าหมื่นนาย แต่กลัวกองทัพเป๊งจิ๋วสามหมื่นนายของเต๊งหงวนหรือ?”