พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 321 ในที่สุดก็สำเร็จ
บทที่ 321 ในที่สุดก็สำเร็จ
ลิโป้นำองครักษ์เฝ้าอยู่หน้าประตูตำหนักหย่งเล่ออยู่ตลอด ตั๋งโต๊ะคิดจะทำอะไร ลิโป้รู้ดี ทว่าเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เขาเพียงแค่ต้องคุ้มกันความปลอดภัยของตั๋งโต๊ะเท่านั้น
ตอนนี้เล่าเจี้ยงถอนตัวออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ กองกำลัง ตั๋งโต๊ะเป็นอันดับแรกของลกเอี๋ยงอย่างมั่นคง
ลิโป้ย่อมติดตามบิดาบุญธรรมด้วยความเต็มใจ อย่างไรเสียตั๋งโต๊ะสัญญาแล้วว่าจะให้อำนาจแก่เขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ผ่านไปได้ไม่นาน ในตำหนักหย่งเล่อก็มีเสียงกรีดร้องอันไพเราะดังออกมา ลิโป้แสยะยิ้ม ดูเหมือนด้านในจะไม่มีการบีบบังคับอะไรเลย
หลังจากรอมาเนิ่นนาน ในที่สุดประตูใหญ่ตำหนักหย่งเล่อก็เปิดออก ตั๋งโต๊ะเดินออกมาด้วยความพึงพอใจ
“พ่อบุญธรรม!”
ตั๋งโต๊ะอารมณ์ดี ยิ่งขานพ่อบุญธรรมยิ่งทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้น ลิโป้เองก็เต็มไปด้วยความดีใจ
“เฟิ่งเซียน วันนี้ข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็นรองแม่ทัพ เลื่อนยศเป็นกวนเน่ยโหว! เจ้าต้องรับใช้ข้าให้ดีนะ!”
ตำแหน่งนี้หากเป็นก่อนหน้า มันคือตำแหน่งสูงที่ลิโป้ไม่กล้าแม้แต่จะอาจเอื้อม ตอนนี้สวามิภักดิ์ตั๋งโต๊ะได้แค่ไม่กี่วัน ตำแหน่งรองแม่ทัพก็ได้มาอย่างฉับพลัน
ลิโป้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งทันที และยิ่งรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สวามิภักดิ์กับตั๋งโต๊ะ
“ขอบคุณพ่อบุญธรรม แม้ลูกตายนับหมื่นครั้งก็ยากจะตอบแทนพ่อบุญธรรมได้!”
ตั๋งโต๊ะแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า วันนี้เขารู้สึกลืมตาอ้าปากจริง ๆ
ทั้งราชธานีลกเอี๋ยง จวบจนทั้งต้าฮั่น ตอนนี้เขายิ่งใหญ่ที่สุด!
“เฟิ่งเซียน! ไม่ต้องเกรงใจกับพ่อเด็ดขาด นี่มันไม่เท่าไรหรอก วันหน้ายังมีตำแหน่งสูงกว่ารอเจ้าอยู่ ข้าไม่มีลูก ต่อจากนี้ไปเจ้าคือลูกชายแท้ ๆ ของข้า!”
คำพูดนี้หากเป็นคนอื่นพูดกับลิโป้ ลิโป้ต้องเหวี่ยงง้าวแทงอีกฝ่ายลอยอยู่กลางอากาศ แล้วกระแทกลงกับพื้นอย่างแรงด้วยความขุ่นเคืองแน่นอน ทว่าวาจาจากบิดาคนใหม่กลับก้องอยู่ในหู อบอุ่นอยู่ในใจ
“ลูกขอบคุณท่านพ่อยิ่งนัก!”
“ฮ่า ๆ ๆ ดี! เด็กดี!”
“ท่านพ่อ เราจะไปไหนกัน กลับค่ายทหารหรือ?”
ตั๋งโต๊ะคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหัวเล็กน้อย มุมปากเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
“ไม่ เราจะไปวังหลังกัน ข้าสัญญากับโฮไทเฮาว่าจะหารือเรื่องคำสั่งเสียของฮ่องเต้องค์ก่อนกับพระนางอยู่ ข้าพูดคำไหนคำนั้น จะผิดคำพูดได้อย่างไร”
“…ขอรับ”
ลิโป้มีหรือจะกล้าคัดค้าน หากตอนนี้ตั๋งโต๊ะให้เขาจับโฮไทเฮาไปไว้บนเตียง เขาก็ไม่มีทางลังเลเด็ดขาด
ตั๋งโต๊ะนำทหารมุ่งหน้าไปยังวังหลัง พลันเกิดความตื่นตกใจขึ้นมาทันใด สตรีวังหลังมีหรือจะเคยเห็นขบวนทัพเช่นนี้ จึงตกใจหนีกระเจิดกระเจิงทันที!
เมื่อมาถึงตำหนักโฮไทเฮาอย่างไร้การขวางใด ๆ ตั๋งโต๊ะก็สั่งให้ลิโป้เฝ้าลาดตระเวนโดยรอบ ก่อนผลักประตูออกเดินตรงเข้าไป!
ตั๋งโต๊ะตกตะลึงกับภาพตรงหน้า ภายในห้องมีเพียงโฮไทเฮาอยู่ผู้เดียว นางได้เปลี่ยนอาภรณ์เบาบางวาบหวามแล้ว ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนตั่ง เหมือนกับกำลังรอการมาถึงของเขา
ตั๋งโต๊ะทำให้ตั๋งไทฮองไทเฮามีมลทินไปแล้ว ความยำเกรงน้อยนิดสุดท้ายที่อยู่ในใจก็หายไปจนสิ้น เมื่อเห็นโฮไทเฮาในสภาพเช่นนี้มีหรือจะทนไหว จึงโถมเข้าใส่ทันที!
เดิมคิดว่าข้าจะตกอยู่ในอ้อมแขนของสาวงามทันที ไม่คิดเลยว่าโฮไทเฮาจะพลิกตัว ปล่อยให้เขาโถมเข้าใส่อากาศ!
“ไทเฮา พระองค์รอข้าอยู่มิใช่หรือ? เหตุใดจึงหลบ…”
ตั๋งโต๊ะเหมือนหมาป่าหิวกระหายก็ไม่ปาน แววตาเต็มไปด้วยความละโมบ แทบอยากรวบโฮไทเฮามาไว้ในอ้อมแขนเสียเดี๋ยวนั้น
“เจ้ากรมโยธาตั๋งร้อนใจเกินไปแล้ว ขอเพียงเจ้ากรมโยธาตั๋งยอมรับเงื่อนไขเราข้อหนึ่ง เราย่อมทำตามความปรารถนาของเจ้ากรมโยธาตั๋ง”
โฮไทเฮายังคงพยายามยั่วยวนตั๋งโต๊ะอย่างเต็มที่ นางรู้อย่างลึกซึ้งว่าอีกฝ่ายนั้นต่างจากขุนพลพิทักษ์ เล่าเจี้ยงทนต่อการยั่วยวนได้ ทว่าตั๋งโต๊ะทำไม่ได้
ตั๋งโต๊ะเผยยิ้มเยาะ พลางมองสำรรวจเรือนร่างพระนางอย่างไม่เกรงกลัว
“เชิญไทเฮาว่ามาได้เลย”
เขารู้ว่าโฮฮองเฮาอยากจะพูดอะไรไปไม่ได้ หากไม่ใช่เป็นเรื่องโอรสของตนเอง ทว่าเขายังให้โอกาสนางอยู่
“ขอแค่เจ้ากรมโยธาตั๋งยอมให้หองจูเปียนลูกชายเราขึ้นครองบัลลังก์ ต่อไปเราจะเป็นคนของเจ้ากรมโยธาตั๋ง…”
เพียะ!
เสียงดังกังวานดังขึ้น โฮไทเฮาถูกตั๋งโต๊ะตบอย่างแรง จนมุมปากมีเลือดซิบออกมา
“เจ้า… เจ้ากล้าตบเราหรือ!”
ตั๋งโต๊ะเดินตรงไปหาโฮไทเฮา คว้าคอเสื้อของนางไว้ แล้วหิ้วขึ้นมาจ้องหน้าตัวเอง
“เราหรือ? ฮ่า ๆ ๆ เจ้ายังคิดว่าตนเองเป็นเราอยู่หรือ? ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ อยากให้หองจูเปียนเป็นฮ่องเต้นั้นไม่มีทาง! เจ้าคิดก่อนเถิดว่าพวกเจ้าสองแม่ลูกจะมีชีวิตรอดหรือไม่ หากยั่วโมโหข้า ข้าจะให้พวกเจ้าสองแม่ลูกไปพบฮ่องเต้ผู้โง่เขลานั่นเดี๋ยวนี้เลย!”
โฮไทเฮามึนงง สิ้นสติไปกับการตบครั้งนี้อย่างที่สุด นางไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
“เรา…”
เพียะ!
ตั๋งโต๊ะตบปากด้วยหลังมืออีกครั้ง ตบโฮไทเฮาจนภาพเบื้องหน้าเลือนราง ในตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ต่อไปอยู่ต่อหน้าข้า เจ้าต้องเรียกตัวเองว่าหม่อมฉัน… เข้าใจหรือไม่”
โฮไทเฮาน้ำตาคลอหน่วย นางเคยได้รับความอัปยศเช่นนี้ที่ไหนกัน ครั้งหนึ่งเคยเป็นมารดาแห่งแผ่นดินต้าฮั่น บัดนี้กลับถูกเหยียดหยามเช่นนี้
“ไม่ยอมใช่ไหม? ได้! ข้าจะให้คนไปจับหองจูเปียนมา แล้วสับเขาเป็นชิ้น ๆ ต่อหน้าเจ้า!”
“หยุดนะ!”
โฮไทเฮาตื่นตระหนก น้ำตาไหลรินลงมาไม่หยุด ตอนนี้นางรู้แล้วว่าเล่าเจี้ยงสุภาพกับนางมากแค่ไหน!
“หม่อมฉันยอมแล้ว…”
โฮไทเฮาจำนน ในเวลาเดียวกันนางรู้ว่าจบสิ้นแล้ว ชีวิตพวกนางสองแม่ลูกจบสิ้นแล้ว…
ตั้งแต่วันนั้น…
ตั๋งโต๊ะก็อยู่ในวังเพลินจนลืมกลับบ้าน ในตอนแรกยังพอมีศีลธรรมอยู่บ้าง เพียงแต่ตกดึกก็จะหลงลืมไปบ้าง ทว่ายิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน ต่อมาก็พักค้างคืนในวังอย่างเปิดเผย จนสุดท้ายก็ย้ายมาอยู่ในวัง!
ตั๋งโต๊ะมากตัณหาราคะ ขอแค่มีผู้หญิงสวยในวังหลังก็มิอาจรอดพ้นเงื้อมมือของเขาไปได้ ทั้งพระราชวังเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมที่เต็มไปด้วยลางหายนะเพราะการก่อความวุ่นวายของเขา
เพราะพฤติกรรมป่าเถื่อนของตั๋งโต๊ะ ลิฉุยและกุยกีลูกน้องใต้บัญชาเขาก็เริ่มก่อความวุ่นวายในลกเอี๋ยง ทั้งปล้นชิงทรัพย์สิน ข่มเหงชาวบ้านที่เป็นสตรีในเมืองลกเอี๋ยงอย่างต่อเนื่องทันที
พวกขุนนางกล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูดออกมา ใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์หรือประณามพฤติกรรมของตั๋งโต๊ะต่างพากันถูกจับเข้าคุก โทษสถานเบาคือถูกเฆี่ยนตี สถานหนักก็ถูกประหาร!
สุดท้ายการลงโทษที่โหดร้ายเช่นนี้ก็ทำให้เกิดการประท้วงจากขุนนางและบุคคลมีชื่อเสียง ลกเอี๋ยงตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายทันที หลายคนถึงกับแอบติดต่อกับเล่าเจี้ยงอย่างลับ ๆ โดยหวังว่าเขาจะกลับมาราชสำนักใหม่อีกครั้ง
เพื่อแทนที่คนโหดเหี้ยมอย่างตั๋งโต๊ะ!
น่าเสียดายที่เล่าเจี้ยงไม่ตกลง ยังคงสงบนิ่งอยู่ในค่ายทหารของเขาตลอดทั้งวัน แม้แต่จวนขุนพลพิทักษ์ในลกเอี๋ยงก็ถูกทิ้งร้าง
คนที่ร่วมท้วงติงในครั้งนี้ล้วนเป็นคนมีชื่อเสียง ตั๋งโต๊ะจึงไม่กล้าฆ่าพวกเขาทั้งหมด ทำได้เพียงโยกย้ายพวกเขาไปที่ไหนสักที่หนึ่ง
เพราะเหตุนี้เอง เหล่าคนมีชื่อเสียงในลกเอี๋ยงจำนวนมากจึงเริ่มไปรับตำแหน่งในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วแผ่นดิน ในนั้นรวมถึงฮันฮก*[1] เล่าต้าย*[2] เล่าเปียว*[3] ขงมอ*[4] ขงหยง เตียวเมา*[5] และคนอื่น ๆ อีกมากมาย
ซึ่งในบรรดาคนเหล่านี้ ตำแหน่งต่ำสุดก็คือท่านเจ้าเมือง เหมือนฮันฮก ขงมอ และเล่าเปียว สามคนต่างได้รับตำแหน่งเจ้าเมือง
เพื่อแสดงความใจกว้าง ตระกูลอ้วนที่ต่อต้านตั๋งโต๊ะบ่อยครั้งก็ถูกใช้งานอย่างหนักเช่นกัน
อ้วนสุดที่หนีไปเมืองลำหยงถูกตั๋งโต๊ะแต่งตั้งเป็นแม่ทัพหลัง และอ้วนเสี้ยวที่หนีไปเมืองปุดไฮถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองปุดไฮ!
ตั๋งโต๊ะคิดว่าคนเหล่านี้จะต้องรู้สึกขอบคุณที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ ๆ จากตัวเองแน่นอน แต่ไม่รู้เลยว่าเขาได้ขุดหลุมฝังตัวเองแล้ว!
ทว่าจากการให้รางวัลจำนวนมากกับคนเหล่านี้ ก็ค่อย ๆ ทำให้เสียงต่อต้านตั๋งโต๊ะในเมืองลกเอี๋ยงอ่อนลง ในที่สุดตั๋งโต๊ะก็ไม่พอใจกับตำแหน่งเจ้ากรมโยธาอีกต่อไป
ในช่วงปลายคริสต์ศักราช 188 ตั๋งโต๊ะแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน มีบรรดาศักดิ์เหมยโหว มีสิทธิพิเศษในการเข้าวังโดยไม่ต้องรีบร้อน พกกระบี่สวมรองเท้าเข้าเฝ้าในท้องพระโรงได้ และตั้งแต่นั้นมา อำนาจในราชสำนักของตั๋งโต๊ะยิ่งขยายใหญ่มากขึ้น สมคำว่า ‘ขุนนางครองเมือง’ แล้ว!
[1] ฮันฮก (韩馥) เป็นชาวเมืองเอ้งช้วน มณฑลเหอหนาน เป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าทำงานใหญ่ ติดสินบนตั๋งโต๊ะจึงได้ครองแคว้นกิจิ๋ว
[2] เล่าต้าย (劉岱) เจ้าผู้ครองแคว้นกุนจิ๋ว ต่อมาเข้าร่วมกองพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะ
[3] เล่าเปียว (刘表) เจ้าผู้ครองแคว้นเกงจิ๋ว สืบสายเลือดราชวงศ์ฮั่น
[4] ขงมอ (孔伷) เจ้าผู้ครองแคว้นอิจิ๋ว ต่อมาเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะ
[5] เตียวเมา (张邈) เจ้าเมืองตันลิว ต่อมาเข้าร่วมกองพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะ